งานวิจัยล่าสุดเผย “มิโซคิเนเซีย” (misokinesia) หรืออาการหงุดหงิด รำคาญใจ เมื่อเห็นคนอื่นขยับตัวเล็กๆ น้อยๆ ซ้ำๆ เช่น กระดิกเท้า เคาะนิ้ว อาจส่งผลกระทบต่อคนถึง 1 ใน 3 ทั่วโลก ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับวิธีที่เรารับรู้และรู้สึกนี้ กำลังชี้ให้เห็นปัญหาใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม แต่กลับส่งผลกระทบแรงต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่สาธารณะ

ภาวะมิโซคิเนเซีย ซึ่งแปลตรงตัวว่า “เกลียดการเคลื่อนไหว” นั้น เพิ่งจะเริ่มมีการศึกษากันอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้เอง อาการทางใจแบบนี้ต่างจากอาการคล้ายๆ กันที่เกี่ยวกับเสียงอย่าง “มิโซโฟเนีย” (misophonia - อาการทนไม่ได้กับเสียงบางประเภท) ที่คนรู้จักมากกว่า มิโซคิเนเซียช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า มีบางคนที่รับรู้โลกแตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ งานวิจัยชิ้นแรกๆ ในเรื่องนี้ นำทีมโดย สุมิต จัสวัล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) ประเทศแคนาดา ซึ่งพยายามศึกษาว่าภาวะนี้พบได้บ่อยแค่ไหนและส่งผลกระทบอย่างไร โดยทำการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 4,100 คน อ่านเพิ่มเติม

ผลวิจัยชี้ว่า มิโซคิเนเซียไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต แต่เป็นความรู้สึกไวต่อสิ่งกระตุ้นที่คนทั่วไปจำนวนมากก็เจอได้ในชีวิตประจำวัน คนที่มีอาการนี้อาจรู้สึกโกรธ วิตกกังวล หรือฉุนเฉียวง่าย ซึ่งอาจทำให้ความสุขในการเข้าสังคม การทำงาน หรือการเรียนรู้ลดลง บางคนถึงขั้นเลี่ยงการเข้าสังคมไปเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอสิ่งที่กระตุ้นให้เครียดจากการเห็นคนอื่นอยู่ไม่สุข ทอดด์ แฮนดี นักจิตวิทยาจาก UBC อีกท่าน ซึ่งเริ่มศึกษาเรื่องนี้หลังจากรู้ว่าอาการอยู่ไม่สุขของตัวเองทำให้แฟนเครียด ก็ได้ย้ำถึงความหนักใจที่ภาวะนี้สร้างให้กับผู้คน อ่านเพิ่มเติม

งานวิจัยได้พิจารณาสมมติฐานหลายอย่างเกี่ยวกับสาเหตุของมิโซคิเนเซีย รวมถึงความเป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวกับ “เซลล์ประสาทกระจกเงา” (mirror neurons) ซึ่งเป็นเซลล์สมองที่จะทำงานเหมือนกับว่าเรากำลังทำสิ่งนั้นเอง เมื่อเราเห็นคนอื่นทำอะไรบางอย่าง การ “สะท้อน” นี้อาจทำให้คนที่มีอาการมิโซคิเนเซียรับเอาความกังวลหรือความประหม่าที่ทำให้คนอื่นอยู่ไม่สุข มาเป็นของตัวเองโดยไม่รู้ตัว หรืออีกทฤษฎีหนึ่งคือ มิโซคิเนเซียอาจเกิดจากการที่คนคนนั้นมีการรับรู้สิ่งเร้าที่ไวกว่าปกติ แม้ว่าการทดลองเบื้องต้นจะยังสรุปความเชื่อมโยงตรงนี้ได้ไม่ชัดเจนนัก

สำหรับในสังคมไทย ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและความสัมพันธ์ที่ดี การทำความเข้าใจและยอมรับเรื่องมิโซคิเนเซียมากขึ้น จะช่วยให้บรรยากาศในชุมชนและที่ทำงานดีขึ้นได้ การรับมือกับปัญหานี้ต้องเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมให้คนเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น และช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เข้าใจและยอมรับความแตกต่างในการรับรู้สิ่งต่างๆ ของแต่ละคน

ขณะที่การวิจัยยังคงดำเนินต่อไป รวมถึงงานศึกษาที่ตามมาในปี 2024 ที่ชี้ว่ามิโซคิเนเซียอาจเกี่ยวข้องกับความยากลำบากในการเบี่ยงเบนความสนใจออกจากสิ่งกระตุ้น มากกว่าจะเป็นเพราะตัวสิ่งกระตุ้นเองมารบกวนสมาธิโดยตรง นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังพยายามไขกลไกการทำงานของสมองที่อยู่เบื้องหลังอาการนี้ต่อไป แต่กว่าจะถึงวันนั้น การยอมรับว่าภาวะนี้มีอยู่จริงและพบได้ทั่วไป ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดอคติในสังคมและความรู้สึกแปลกแยกที่คนมีอาการอาจต้องเจอ

สำหรับคนไทยที่อ่านบทความนี้แล้วสงสัยว่าตัวเองอาจมีอาการมิโซคิเนเซีย อยากให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียว มีวิธีง่ายๆ ที่พอจะช่วยได้ เช่น การฝึกสติ (mindfulness) หรือการลองปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว เพื่อช่วยจัดการกับความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเหล่านั้น นอกจากนี้ ความเข้าใจและความอดทนจากคนรอบข้างก็สำคัญมาก ซึ่งจะช่วยให้การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นราบรื่นขึ้น และมีส่วนช่วยให้สังคมเราน่าอยู่และเปิดกว้างสำหรับทุกคนมากขึ้น