ผลการวิเคราะห์ใหม่แบบเจาะลึก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Psychiatry เผยว่า ยารักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD) ที่ใช้กันทั่วไปนั้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยส่วนใหญ่เป็นเพียงการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตขึ้นเล็กน้อย งานวิจัยชิ้นใหญ่นี้ ซึ่งเป็นความร่วมมือของทีมนักวิจัยนานาชาติ นำโดยมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน (University of Southampton) ได้รวบรวมข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกถึง 102 ชิ้น ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 22,702 คนทั่วโลก โดยเปรียบเทียบยารักษา ADHD ทั้งกลุ่มกระตุ้น (stimulant) และกลุ่มไม่กระตุ้น (non-stimulant) ผลการศึกษานี้ให้มุมมองที่สมดุล โดยชี้ว่าแม้จะมีความเสี่ยงต่อหัวใจอยู่บ้าง แต่ประโยชน์โดยรวมของยามักจะคุ้มค่ากว่าความเสี่ยงเหล่านั้น

โรคสมาธิสั้น (ADHD) เป็นความผิดปกติทางพัฒนาการของระบบประสาทที่พบได้บ่อย คาดว่าพบในเด็กประมาณ 4% ในสหราชอาณาจักร และในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันในประเทศอื่นๆ การรักษาจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ยาที่ใช้ส่วนใหญ่คือยากลุ่มกระตุ้น เช่น เมทิลเฟนิเดต (methylphenidate) และแอมเฟตามีน (amphetamines) รวมถึงยากลุ่มไม่กระตุ้น เช่น อะโทม็อกซีทีน (atomoxetine) ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมอาการ อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดก็เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเสมอ การศึกษานี้ใช้วิธีการทางสถิติขั้นสูงเพื่อประเมินความปลอดภัยของยาหลายชนิดต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ผลพบว่ายาส่วนใหญ่เพิ่มความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจขึ้นเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ แต่ที่น่าสนใจคือ ยา กวานฟาซีน (guanfacine) กลับให้ผลตรงกันข้าม คือช่วยลดค่าเหล่านี้ลง

ความเป็นไปได้ที่ยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงเล็กน้อยนั้น สอดคล้องกับผลการศึกษาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ยารักษา ADHD ก็มีประโยชน์ที่สำคัญไม่แพ้กัน เช่น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น ดังนั้น เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว ประโยชน์ของยายังคงมีมากกว่าความเสี่ยงอยู่ดี ศาสตราจารย์ ซามูเอเล คอร์เตเซ (Samuele Cortese) ผู้เขียนหลักของงานวิจัย เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินทั้งความเสี่ยงและประโยชน์ควบคู่กันไป เขากล่าวว่า “ผลการวิจัยนี้น่าจะช่วยให้ผู้ป่วยและแพทย์คลายความกังวลลงได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและตรวจติดตามการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดอย่างสม่ำเสมอ”

สำหรับประเทศไทยเอง ซึ่งพบเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นจำนวนไม่น้อย ผลการศึกษานี้จึงถือว่ามีความสำคัญมาก การมีแนวทางการเฝ้าระวังและติดตามผลที่รัดกุมจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่ได้รับการรักษา ผลวิจัยนี้จึงเน้นย้ำว่าบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยควรผนวกการตรวจวัดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเป็นประจำ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วย ADHD ตามปกติ ไม่ว่าผู้ป่วยจะได้รับยาในกลุ่มกระตุ้นหรือกลุ่มไม่กระตุ้นก็ตาม

ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและพัฒนาการที่ดีของเด็กเป็นอย่างมาก การดูแลจัดการโรคสมาธิสั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญด้านสาธารณสุข งานวิจัยนี้สอดคล้องกับแนวคิดด้านสุขภาพของไทยที่มุ่งเน้นสุขภาวะที่ดีในระยะยาว และสนับสนุนให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจอยู่เดิม ผู้เขียนงานวิจัยแนะนำว่า ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรปรึกษาหารือเกี่ยวกับแผนการใช้ยากับแพทย์ผู้ดูแลอย่างละเอียด และควรพิจารณาให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงด้านโรคหัวใจอยู่แล้ว

ในอนาคต ทีมวิจัยวางแผนจะขยายการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่าประชากรกลุ่มย่อยต่างๆ (เช่น แบ่งตาม เพศ อายุ เชื้อชาติ) อาจมีความเสี่ยงต่อผลกระทบทางหัวใจและหลอดเลือดแตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่แนวทางการรักษา ADHD ที่เป็นแบบเฉพาะบุคคล (personalized medicine) และแม่นยำ (precision medicine) มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่กำลังพัฒนาในการวิจัยด้านสุขภาพทั่วโลก และอาจมีการนำมาปรับใช้ในวงการแพทย์ของไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ข้อคิดสำคัญสำหรับครอบครัวและผู้ที่รับมือกับโรคสมาธิสั้นในประเทศไทยคือ: แม้ยาจะเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่การใส่ใจติดตามดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอย่างสม่ำเสมอก็จำเป็นไม่แพ้กัน การปรึกษาแพทย์และตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกายของเด็กๆ และผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

สำหรับข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดูงานศึกษาเรื่อง “Comparative cardiovascular safety of medications for attention-deficit/hyperactivity disorder in children, adolescents, and adults” โดย Samuele Cortese และคณะ แหล่งข้อมูล