งานวิจัยชิ้นใหม่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก เผยผลกระทบของการใช้หน้าจอก่อนนอนต่อคุณภาพการนอน พบว่าการจ้องจอก่อนเข้านอนเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคนอนไม่หลับได้ถึง 59% แถมยังทำให้นอนน้อยลงเฉลี่ย 24 นาที ผลการศึกษาครั้งนี้ย้ำเตือนว่าเราต้องหันมาใส่ใจพฤติกรรมช่วงกลางคืนที่อาจกำลังทำร้ายการนอนของเราโดยไม่รู้ตัว
งานวิจัยนี้ถือว่าสำคัญมากในยุคที่คนทั่วโลกต้องพึ่งพาอุปกรณ์ดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องงานและความบันเทิง สำหรับในไทย การใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทั่วโลก แต่ผลวิจัยนี้ก็เหมือนเป็นสัญญาณเตือนถึงผลเสียที่อาจตามมา ซึ่งน่าจะทำให้คนไทยที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและใช้ชีวิตติดจอต้องฉุกคิด
ผลการศึกษาระบุว่า การใช้หน้าจอก่อนนอนส่งผลเสียโดยไปชะลอเวลาที่ร่างกายควรจะเข้านอนตามธรรมชาติ ปัญหานี้เกิดจากแสงสีฟ้า (blue light) ที่หน้าจอปล่อยออกมา ซึ่งไปยับยั้งการสร้างเมลาโทนิน (melatonin) ฮอร์โมนที่คอยควบคุมวงจรการนอนหลับและตื่นของเรา เมื่อฮอร์โมนนี้ถูกรบกวน ก็อาจทำให้หลับยากและคุณภาพการนอนโดยรวมแย่ลง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการนอนไม่หลับ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การนอนหลับและพฤติกรรมดิจิทัลต่างให้ความเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ พญ. สุภาณี ธนชาติ (สมมติ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “จริงอยู่ที่เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นมาก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ปล่อยให้มารบกวนวงจรการนอนตามธรรมชาติของเรา” ด้านศาสตราจารย์เควิน มอร์แกน จากศูนย์วิจัยการนอนหลับแห่งสหราชอาณาจักร อธิบายว่า “การส่งเสริมสุขอนามัยการนอนที่ดี ซึ่งรวมถึงการลดเวลาหน้าจอในช่วงกลางคืน ควรเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกๆ ของแผนงานด้านสุขภาพในยุคนี้เลย”
สำหรับประเทศไทย ที่วัฒนธรรมดั้งเดิมมักจะผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่เสมอ การนำเอาสิ่งดีๆ แต่เดิมมาปรับใช้ เช่น การฝึกสติและการทำสมาธิ อาจเป็นทางออกที่ได้ผลดี คนไทยสมัยก่อนให้ความสำคัญกับการฝึกสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากอาการนอนไม่หลับที่เกิดจากการติดจอได้
ในอนาคต การปรับใช้กลยุทธ์เพื่อจัดการเวลาอยู่หน้าจออาจช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนนอนได้ การสนับสนุนให้ลอง ‘ดีท็อกซ์ดิจิทัล’ (digital detoxes) ก่อนนอน อาจกลายเป็นคำแนะนำสำคัญที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องบอกต่อ นอกจากนี้ การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของแสงสีฟ้าก็อาจช่วยลดปัญหาความผิดปกติในการนอนหลับของคนในประเทศได้
เพื่อให้การนอนหลับดีต่อสุขภาพมากขึ้น คนไทยอาจลองทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้ดู เช่น กำหนด ‘เคอร์ฟิวเทคโนโลยี’ โดยงดใช้อุปกรณ์ต่างๆ หนึ่งชั่วโมงก่อนนอน อาจใช้แอปฯ ที่มีฟิลเตอร์กรองแสงสีฟ้า หรือหันไปทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้จอแทน เช่น อ่านหนังสือ หรือฝึกโยคะเบาๆ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการพักผ่อน
เรื่องนี้ย้ำเตือนเราอีกครั้งว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมักมาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ รวมถึงการดูแลสุขภาพของเราจากภัยที่ไม่คาดคิด ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับสุขภาวะยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ การรู้เท่าทันและตัดสินใจอย่างมีสติจะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลมากขึ้น การจับตาดูว่าคำแนะนำจากงานวิจัยนี้จะถูกนำไปปรับใช้อย่างไรในเมืองไทย อาจเป็นบทเรียนสำคัญในการยกระดับสาธารณสุขต่อไปในอนาคต
แหล่งข้อมูล: Inc Magazine, PMC, PubMed, Sleep Foundation, Nature.