มีงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร “Nutrients” เผยความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่อยากดูอ่อนเยาว์กว่าวัยในระดับเซลล์ นั่นคือการกินอาหารแบบคีโตเจนิกที่จำกัดแคลอรี่มากๆ (very low-calorie ketogenic diet) งานวิจัยชิ้นนี้ทำในสเปน พบว่าการกินแบบนี้อาจช่วย “หมุนเข็มนาฬิกาชีวภาพ” ของร่างกายให้ย้อนกลับไปได้กว่า 6 ปีเลยทีเดียว เมื่อวัดผลกันในระดับโมเลกุล

การศึกษานี้โฟกัสไปที่สิ่งที่เรียกว่า “อายุตามกลไกเหนือพันธุกรรม” (epigenetic aging) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยอมรับกันว่าอายุของเซลล์ในร่างกายเราอาจไม่เท่ากับอายุจริงตามปีเกิดก็ได้ อายุในระดับเซลล์นี้สำคัญมาก เพราะถ้าอายุเซลล์แก่กว่าอายุจริง ก็มักจะเกี่ยวโยงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น เช่น เป็นโรคเรื้อรังง่ายขึ้น และอาจอายุสั้นลง การศึกษาล้ำสมัยชิ้นนี้ทำในกลุ่มคนที่มีภาวะอ้วน ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ กว่า 40% พบว่าคนที่กินอาหารคีโตเจนิกแบบแคลอรี่ต่ำนาน 180 วัน สามารถลดอายุชีวภาพของตัวเองลงได้มากกว่า 6 ปี

อาหารคีโตเจนิก หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “คีโต” คือการจำกัดการกินคาร์โบไฮเดรตให้น้อยมากๆ ปกติจะต่ำกว่า 50 กรัมต่อวัน สมัยก่อนเคยใช้ช่วยลดอาการชักในผู้ป่วยโรคลมบ้าหมู แต่ตอนหลังมาฮิตในแวดวงคนลดน้ำหนัก เพราะมันช่วยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ “คีโตซิส” (metabolic ketosis) คือภาวะที่ร่างกายหันไปเผาผลาญไขมันอย่างรวดเร็วแทนคาร์โบไฮเดรต แต่การกินแบบนี้ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องที่อาจไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ

เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างโรคอ้วนกับอายุในระดับเซลล์ นักวิจัยได้ใช้ “นาฬิกาอายุ” (age clocks) แบบใหม่ๆ เช่น Horvath, Hannum และ Levine มาวัดการเปลี่ยนแปลงของอายุชีวภาพในกลุ่มตัวอย่างต่างๆ พบว่าผู้เข้าร่วมกลุ่มที่มีภาวะอ้วน มีอายุชีวภาพเฉลี่ยสูงกว่าอายุจริงอยู่ 4.4 ปี ขณะที่กลุ่มคนน้ำหนักปกติกลับมีอายุชีวภาพที่ช้าลง (อ่อนกว่าวัย) 3.1 ปี แต่ที่น่าสนใจคือ เมื่อคนกลุ่มอ้วนหันมากินอาหารคีโตเจนิกแบบแคลอรี่ต่ำ พวกเขาแสดงให้เห็นถึงการชะลอวัยที่น่าพอใจ โดยอายุชีวภาพลดลงถึง 6.1 ปี ณ จุด 30 วัน และยังคงค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2 ปีเมื่อสิ้นสุดการศึกษา

ข้อมูลชี้ว่าสารคีโตน (ketone bodies) โดยเฉพาะตัวเบต้า-ไฮดรอกซีบิวทิเรต (beta-hydroxybutyrate) ที่ร่างกายสร้างขึ้นตอนอยู่ในภาวะคีโตซิสนั้น อาจมีส่วนช่วยในการชะลอวัยดังกล่าว ผู้เข้าร่วมยังมีระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือดดีขึ้นด้วย ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญเมื่อมองถึงความเชื่อมโยงระหว่างโรคอ้วนกับเบาหวาน แม้ผลวิจัยนี้จะดูมีความหวัง แต่ทีมผู้วิจัยก็ย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น เพื่อยืนยันหลักฐานเกี่ยวกับบทบาทของสารคีโตนต่ออายุในระดับเซลล์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ดร. มีร์ อาลี และ ดร. ทิฟฟานี มารี เฮนดริกส์ ผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติม โดยเน้นว่าแม้ผลลัพธ์จะดูดี แต่ประสิทธิภาพของอาหารคีโตเจนิกแบบแคลอรี่ต่ำนี้ อาจเป็นผลมาจากการลดน้ำหนักโดยรวมมากกว่าจะเป็นผลจากตัวอาหารคีโตโดยตรงก็ได้ นอกจากนี้ ดร. เฮนดริกส์ยังเตือนถึงปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น เช่น การขาดสารอาหาร หรือภาวะอิเล็กโทรไลต์ไม่สมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด

สำหรับประเทศไทย การนำผลการศึกษาด้านโภชนาการแบบนี้มาปรับใช้อาจเข้ากันได้ดีกับโครงการส่งเสริมสุขภาพต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งมุ่งเน้นการลดปัญหาโรคอ้วนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผลการค้นพบเหล่านี้สามารถเป็นข้อมูลให้ผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรทางการแพทย์นำไปพิจารณา ซึ่งอาจนำไปสู่วิธีการใหม่ๆ ในการให้คำแนะนำด้านอาหารการกิน

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลก นัยยะสำคัญจากงานวิจัยชิ้นนี้อาจช่วยเปลี่ยนมุมมองด้านสุขภาพของเราได้ แม้จะยังต้องรอการศึกษาขนาดใหญ่มายืนยันผลเบื้องต้นเหล่านี้ แต่แวดวงสาธารณสุขไทยก็อาจมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ไว้รับมือกับการระบาดของโรคอ้วน สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจอยากลองนำข้อมูลวิจัยนี้ไปปรับใช้ การเริ่มต้นปรึกษานักโภชนาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสุขภาพของตัวเองน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด