ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในสหรัฐฯ กำลังส่งเสียงเตือนถึงวิกฤตการขาดสารอาหารที่น่ากังวล ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนในวงกว้าง รายงานล่าสุดเปิดเผยว่า ชาวอเมริกันไม่ถึง 10% ที่กินผักได้ถึงเกณฑ์ที่แนะนำในแต่ละวัน และมีเพียง 20% เท่านั้นที่กินผลไม้ได้ตามเป้า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดถึงปัญหาใหญ่ที่คนส่วนมากกำลังขาดสารอาหารจำเป็น เช่น วิตามินเอ ซี ดี และอี รวมถึงแร่ธาตุสำคัญอย่างแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และธาตุเหล็ก ที่น่าห่วงอย่างยิ่งคือ สารอาหารบางตัวถูกจัดว่าเป็น “ปัญหาสาธารณสุขที่ต้องจับตา” เพราะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันปัญหาสุขภาพร้ายแรงต่างๆ

ชารอน พาล์มเมอร์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ชี้ว่าไลฟ์สไตล์การกินสมัยนี้ที่เน้นสะดวกเข้าว่า มากกว่าคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้คนหันไปพึ่งพาอาหารแปรรูปมากขึ้น และกินอาหารจากธรรมชาติที่ให้คุณค่าสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่วต่างๆ น้อยลง เธอกล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงวิถีการกินแบบนี้ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ได้รับใยอาหาร แคลเซียม วิตามินดี และโพแทสเซียมไม่เพียงพอ ซึ่งล้วนแต่เป็นสารอาหารสำคัญต่อสุขภาพทั้งนั้น”

ใยอาหาร หรือ ไฟเบอร์ เป็นตัวที่น่าห่วงมากเป็นพิเศษ เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพสารพัด ทั้งช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร การเผาผลาญ และยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย คารา แลนเดา นักกำหนดอาหาร ชี้ว่าคนส่วนใหญ่ยังกินไฟเบอร์ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรได้รับ (ผู้หญิง 25 กรัมต่อวัน และผู้ชาย 38 กรัมต่อวัน) ด้านเชลซี เอเมอร์ นักกำหนดอาหารอีกท่าน เสริมว่า การหันมากินใยอาหารเพิ่มขึ้น ยังเป็นเหมือนทางลัดให้ร่างกายได้รับสารอาหารจำเป็นตัวอื่นๆ ที่มักจะขาดหายไปพร้อมกันด้วย

ใครๆ ก็รู้ว่าแคลเซียมสำคัญกับกระดูก และมันก็ยังจำเป็นต่อร่างกายเราไปตลอดชีวิต ลอเรน มานาเกอร์ นักโภชนาการ ย้ำว่าวิตามินดีกับเค 2 ต้องทำงานคู่กัน เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้เต็มที่ ซึ่งสำคัญมากในการลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้น ถึงแม้จะมีแหล่งแคลเซียมดีๆ ในอาหารหลายอย่าง เช่น ผักใบเขียวและเมล็ดพืชต่างๆ แต่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงวัย ก็ยังได้รับแคลเซียมไม่พออยู่ดี

วิตามินดี หรือที่ใครๆ เรียกว่า “วิตามินแดด” มีบทบาทสำคัญมากต่อระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ มีการประมาณกันว่าผู้ใหญ่เกือบ 1 ใน 3 ทั่วโลกกำลังขาดวิตามินดี ดังนั้น การหันมาใส่ใจกินอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เลี้ยงอย่างใส่ใจธรรมชาติและเห็ดต่างๆ รวมถึงการออกไปรับแดดบ้างอย่างปลอดภัย จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหานี้

โพแทสเซียมมีบทบาทสำคัญในการคุมความดันเลือดและรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย แต่กลับถูกมองข้ามไปง่ายๆ เพราะอาหารแปรรูปที่เรากินๆ กันอยู่เต็มไปด้วยโซเดียม เจน เฮอร์นันเดซ นักกำหนดอาหาร แนะนำให้เน้นกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงตามธรรมชาติ เช่น กล้วย มันฝรั่ง เพื่อช่วยต้านฤทธิ์โซเดียม และดูแลสุขภาพหัวใจกับหลอดเลือด

หัวใจสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำคือ การหันกลับมากินอาหารจากธรรมชาติให้มากขึ้น (whole foods) แทนที่จะพึ่งแต่อาหารเสริม มาริสสา คาร์ป ชี้ว่า เพราะคุณประโยชน์ที่ได้จากอาหารธรรมชาตินั้นหาไม่ได้จากที่ไหน สารอาหารต่างๆ ในนั้นทำงานสอดประสานกันเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ ตัวอย่างเช่น อะโวคาโด แค่ปรับเปลี่ยนการกินเล็กๆ น้อยๆ หันมาเลือกอาหารธรรมชาติให้มากขึ้น ก็สร้างความแตกต่างด้านสารอาหารและสุขภาพโดยรวมในระยะยาวได้อย่างมหาศาลแล้ว

สำหรับคนไทยเราเอง ก็สามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับสำรับอาหารไทยที่เราคุ้นเคยได้ไม่ยาก ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีผัก ผลไม้ ธัญพืชเยอะอยู่แล้ว การเน้นกินอาหารดีๆ เหล่านี้ให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับเมนูโปรดที่เราชอบกิน เช่น ข้าวเหนียว ผักสด ผลไม้ตามฤดูกาล จะช่วยให้คนไทยรับมือกับภาวะขาดสารอาหารที่เป็นปัญหาระดับโลกนี้ได้ และมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น

ในอนาคต การกินอย่างใส่ใจ เน้นความหลากหลาย และเลือกอาหารจากธรรมชาติ คือหัวใจสำคัญ การให้ความรู้เรื่องโภชนาการ และการปรับทัศนคติของสังคมให้หันมาใส่ใจการกินเพื่อสุขภาพและความยั่งยืน คือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เราทุกคนเริ่มได้ง่ายๆ แค่เพิ่มของมีประโยชน์ในแต่ละมื้อ อุดหนุนผลผลิตจากเกษตรกรบ้านเรา และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมสุขภาพในชุมชน

การช่วยกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะนำเราไปสู่อนาคตสุขภาพที่ดีขึ้น ลดการพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันกลับมาหาอาหารธรรมชาติที่อุดมคุณค่า ซึ่งไม่เพียงบำรุงร่างกาย แต่ยังช่วยบำรุงใจได้อีกด้วย