นับเป็นก้าวสำคัญของวงการประสาทวิทยาศาสตร์ เมื่อผลการศึกษาชิ้นใหม่ นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Liège ได้เสนอโมเดลใหม่ล่าสุดเพื่ออธิบายกลไกเบื้องหลัง “ประสบการณ์ใกล้ตาย” (Near-Death Experiences หรือ NDEs) โมเดลนี้มีชื่อว่า NEPTUNE (ย่อมาจาก Neurophysiological Evolutionary Psychological Theory Understanding Near-death Experience) ซึ่งเป็นการนำเสนอแนวคิดที่ครอบคลุมรอบด้าน โดยอ้างอิงจากข้อมูลเชิงประจักษ์ทั้งด้านประสาทชีววิทยา จิตวิทยา และทฤษฎีวิวัฒนาการ ความก้าวหน้าครั้งนี้ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ NDEs ซึ่งมักถูกบอกเล่าว่าเป็นภาวะที่จิตสำนึกเหมือนหลุดออกจากร่างไปอย่างสิ้นเชิง ขณะเผชิญสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ได้อย่างเชื่อมโยงและเป็นระบบมากขึ้น
ผลการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในร่างกาย เช่น ภาวะพร่องออกซิเจน ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดที่สูงผิดปกติ และความปั่นป่วนในการเผาผลาญพลังงานของสมอง สามารถกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ที่เด่นชัดและสภาวะอารมณ์ที่รุนแรงอย่างที่ผู้มีประสบการณ์ NDEs รายงานได้ ประสบการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจของผู้คนมานานนับศตวรรษ และมักมีลักษณะร่วมกันคือ ความรู้สึกเหมือนออกจากร่าง การรับรู้เวลาที่บิดเบี้ยวไป และความรู้สึกสงบสุขอย่างท่วมท้น นอกจากนี้ยังอาจรวมถึงการเห็นแสงสว่างจ้า การเดินทางผ่านอุโมงค์ หรือแม้แต่การได้พบเห็นภาพเชิงจิตวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ
สิ่งที่ทำให้โมเดล NEPTUNE มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ คือการผสมผสานคำอธิบายต่างๆ เกี่ยวกับ NDEs ที่เคยกระจัดกระจายเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลทางจิตวิทยา ประสาทสรีรวิทยา หรือเชิงวิวัฒนาการ โดยการสังเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ทั้งงานวิจัยในสัตว์ ข้อมูลผู้ป่วยทางคลินิก และการศึกษาผลของสารที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท (psychedelics) นักวิจัยได้ค้นพบรูปแบบความผิดปกติทางสรีรวิทยาที่มักเกิดขึ้นในช่วงวิกฤต เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้น การที่เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงจนเกิดภาวะขาดออกซิเจนและมีคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง ซึ่งส่งผลให้สมองเกิดภาวะเป็นกรดและพลังงานระดับเซลล์ (ATP) ลดต่ำลง
หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้อยู่ที่การหลั่งสารสื่อประสาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งสมอง ระดับเซโรโทนินที่สูงขึ้นและการกระตุ้นตัวรับ 5-HT2A อาจเชื่อมโยงกับการเห็นภาพหลอนที่ชัดเจนระหว่าง NDEs ส่วนการทำงานของโดปามีนก็ชี้ให้เห็นถึงบทบาทในการเพิ่มความเข้มข้นทางอารมณ์ของประสบการณ์เหล่านี้ ขณะที่สารอย่างนอร์อะดรีนาลีนและอะเซทิลโคลีนอาจมีส่วนช่วยในการดึงความทรงจำกลับคืนมา ซึ่งมักถูกเล่าว่าเป็น “การเห็นภาพชีวิตย้อนหลัง” (life review) ระหว่าง NDEs ส่วนกาบา (GABA) และเอ็นดอร์ฟินน่าจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกสงบที่มักพบในสภาวะจิตสำนึกที่ไม่ปกตินี้
น่าสนใจว่า โมเดลนี้ยังชี้ให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่าง NDEs กับภาวะที่เกิดจากการใช้สารกระตุ้นประสาทหลอน เช่น DMT และเคตามีน ซึ่งออกฤทธิ์ต่อระบบตัวรับสารสื่อประสาทคล้ายๆ กัน นอกจากนี้ ลักษณะทางจิตวิทยาบางอย่าง เช่น แนวโน้มที่จะเกิดภาวะจิตหลุดลอย (dissociation) และการรบกวนการนอนหลับระยะ REM (rapid eye movement) อาจส่งผลให้บางคนมีแนวโน้มที่จะเผชิญประสบการณ์เหล่านี้ได้ง่ายขึ้นเมื่อร่างกายตกอยู่ในสภาวะกดดันอย่างรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็นทางวิวัฒนาการ โดยเสนอว่า NDEs อาจเป็นกลไกการรับมืออย่างหนึ่ง คล้ายกับกลยุทธ์การเอาตัวรอดในอดีต เช่น ภาวะแกล้งตาย (thanatosis)
แม้โมเดล NEPTUNE จะยังเป็นเพียงทฤษฎี แต่ก็ได้ปูทางไปสู่คลื่นลูกใหม่ของงานวิจัย โดยมีเป้าหมายเพื่อทดสอบหลักการต่างๆ ของโมเดลนี้ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ผ่านการใช้เทคโนโลยีการสร้างภาพสมองขั้นสูง การติดตามผลทางสรีรวิทยาอย่างใกล้ชิด และการสำรวจการทำงานของสมองในช่วงใกล้ตายอย่างละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โมเดลดังกล่าวยังนำไปสู่คำถามที่ท้าทายเกี่ยวกับสภาวะจิตสำนึกระหว่างการเจ็บป่วยขั้นวิกฤต และอาจส่งผลต่อการประเมินเกณฑ์ภาวะสมองตายในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงข้อมูลที่เคยบันทึกการทำงานของสมองที่พุ่งสูงขึ้นหลังภาวะหัวใจหยุดเต้น
สำหรับในประเทศไทย ที่ซึ่งความเชื่อทางจิตวิญญาณและเรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ใกล้ตายฝังรากลึกในวัฒนธรรม การค้นพบเหล่านี้อาจมอบมุมมองใหม่ๆ ต่อความเข้าใจเรื่องจิตสำนึก ชีวิต และความตาย การนำคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาพิจารณาร่วมกับเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม อาจช่วยจุดประกายการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจยิ่งขึ้นระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
ในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญที่บุคลากรทางการแพทย์ นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย จะนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาในการอบรม การเสวนาด้านสาธารณสุข และการแลกเปลี่ยนมุมมองข้ามวัฒนธรรม สำหรับผู้อ่านที่สนใจและต้องการศึกษาเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ ควบคอยติดตามงานวิจัยในอนาคตที่จะมุ่งตรวจสอบความถูกต้องของโมเดล NEPTUNE ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างกระบวนการทางสรีรวิทยาและประสบการณ์อันน่าทึ่งของมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น