ในงานวิจัยชิ้นสำคัญที่เพิ่งตีพิมพ์ลงวารสารชื่อดังอย่าง Nature นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเรื่องน่าทึ่งว่า วัคซีนป้องกันงูสวัดที่เราใช้กันทั่วไปอาจมีส่วนช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญ การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายสาธารณสุข การดูแลผู้สูงอายุ และแนวทางการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

โรคสมองเสื่อม ซึ่งมีอาการเด่นคือความสามารถในการคิดอ่านและความจำถดถอยลง ถือเป็นความท้าทายใหญ่หลวงของระบบสาธารณสุขทั่วโลกมานาน ยิ่งประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว และคาดว่าประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในอีกสิบปีข้างหน้า การหาทางลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งการค้นพบใหม่นี้ชี้ว่าวัคซีนที่ใช้กันแพร่หลายอาจเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ได้

งานวิจัยชิ้นนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของประชากรราว 280,000 คนในแคว้นเวลส์ ซึ่งมีอายุระหว่าง 71 ถึง 88 ปี เป็นเวลากว่า 7 ปี โดยศึกษาจาก “การทดลองตามธรรมชาติ” (natural experiment) ที่เกิดขึ้นเมื่อทางการเวลส์เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดฟรีให้กับผู้มีอายุ 79 ปี ขณะที่คนอายุ 80 ปีขึ้นไปกลับไม่ได้รับสิทธิ์ในตอนนั้น เนื่องจากความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้สูงอายุมาก ๆ และปริมาณวัคซีนที่มีจำกัด ในช่วงเวลาที่ศึกษา มีผู้ได้รับวัคซีนประมาณครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนป้องกันงูสวัดมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน ความน่าสนใจของการศึกษานี้คือ ได้พิจารณาถึงอคติที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ที่ว่าคนที่ไปฉีดวัคซีนมักจะเป็นคนที่ใส่ใจสุขภาพมากกว่าอยู่แล้ว ซึ่งโดยธรรมชาติก็มีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ รวมถึงโรคสมองเสื่อมน้อยกว่า

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคงูสวัด ซึ่งก็คือเชื้อวาริเซลลาซอสเตอร์ (varicella-zoster) ตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส จะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในเซลล์ประสาทหลังจากหายจากอีสุกอีใส และอาจกลับมาก่อโรคได้อีกในภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้เกิดเป็นงูสวัด การกลับมากำเริบของไวรัสนี้อาจส่งผลกระทบต่อสมองและระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นให้เกิดการอักเสบซึ่งเชื่อมโยงกับการเกิดโรคสมองเสื่อมได้ นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานบางอย่างชี้ว่า งูสวัดอาจนำไปสู่การก่อตัวของพลัคเบต้า-อะไมลอยด์ (beta-amyloid plaques) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์

อย่างที่ ดร. โทมัส รุสโซ จากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโลชี้ให้เห็น การป้องกันโรคงูสวัดด้วยการฉีดวัคซีน ก็เท่ากับช่วยลดความเสี่ยงที่ไวรัสตัวร้ายนี้จะกลับมาก่อปัญหาได้ นอกจากนี้ ดร. อาเมช อดัลจา จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ยังเสริมว่า วัคซีนอาจช่วยปรับเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกันในทางที่เป็นประโยชน์ได้ นอกเหนือไปจากการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคโดยตรง ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมวัคซีนถึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมได้

สำหรับผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุขของไทย ผลการศึกษาเหล่านี้น่าเก็บไปพิจารณาอย่างยิ่ง ในขณะที่เรากำลังพยายามพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ การนำวัคซีนป้องกันงูสวัดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง อาจส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง การรณรงค์ให้ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไปฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) จึงอาจให้ประโยชน์มากกว่าแค่การป้องกันโรคงูสวัด

ทัศนคติของคนไทยต่อการฉีดวัคซีนโดยรวมถือว่าค่อนข้างดี ซึ่งเป็นผลมาจากความตื่นตัวด้านสุขภาพในชุมชนและการให้ความเคารพต่อคำแนะนำทางการแพทย์ที่มีมาแต่เดิม ผลการวิจัยล่าสุดนี้ยิ่งน่าจะช่วยกระตุ้นให้คนหันมาฉีดวัคซีนกันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ เมื่อพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่น่าพอใจ การนำวัคซีนป้องกันงูสวัดเข้าบรรจุในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติของไทย อาจกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการปกป้องประชากรสูงวัยจากภัยของโรคสมองเสื่อม

มองไปข้างหน้า การศึกษานี้ได้เปิดทางไปสู่การวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันโรคสมองเสื่อมด้วยวัคซีน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั้งในไทยและทั่วโลกคงจะได้สำรวจกันต่อไปว่า อาจมีวัคซีนตัวอื่นๆ ที่ให้ประโยชน์คล้ายคลึงกันอย่างที่เราคาดไม่ถึงอีกหรือไม่

จึงขอแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยปรึกษาเรื่องวัคซีนป้องกันงูสวัดกับคุณหมอหรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากท่านกำลังจะอายุ 50 ปี หรืออายุเกิน 50 ปีไปแล้ว การป้องกันไว้ก่อน ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดภาระของโรคสมองเสื่อมที่จะส่งผลกระทบต่อครอบครัวและระบบบริการสุขภาพของเราได้