มหาสุตโสมชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
๕. มหาสุตโสมชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๕๓๗)
ว่าด้วยพระเจ้ามหาสุตโสมทรงทรมานโจรโปริสารท
(พระเจ้ามหาสุตโสมโพธิสัตว์ทรงเป็นพระสหายร่วมสำนักเรียนกับพระเจ้าพรหมทัตและพระกุมารอื่นๆ อีกประมาณ ๑๐๑ พระองค์ ต่อมาเมื่อแยกย้ายกลับบ้านเมืองของตนแล้ว พรหมทัตกุมารได้ครองเมืองพาราณสี แต่หลงผิดไปติดใจบริโภคเนื้อมนุษย์ ทำให้ถูกเนรเทศ พระเจ้ามหาสุตโสมต้องไปทรมานจนกลับใจ)
(กาฬหัตถีเสนาบดีถามพ่อครัวว่า)
[๓๗๑] พ่อครัว เพราะเหตุไร ท่านจึงทำกรรมทารุณโหดร้ายเช่นนี้ ท่านหลงฆ่าหญิงและชายทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งเนื้อหรือแห่งทรัพย์
(พ่อครัวจึงตอบเสนาบดีว่า)
[๓๗๒] ท่านผู้เจริญ มิใช่เพราะเหตุแห่งตน มิใช่เพราะเหตุแห่งทรัพย์ มิใช่เพราะเหตุแห่งบุตรภรรยา มิใช่เพราะเหตุแห่งสหายและญาติทั้งหลาย แต่พระจอมภูมิบาลซึ่งเป็นนายของข้าพเจ้า พระองค์เสวยมังสะเช่นนี้
(กาฬหัตถีเสนาบดีกล่าวว่า)
[๓๗๓] ถ้าท่านขวนขวายในกิจของเจ้านาย ทำกรรมอันโหดร้ายทารุณเช่นนี้ได้ เวลาเช้าตรู่ ท่านควรจะเข้าไปในพระราชวัง แล้วแถลงเหตุนั้นแก่เราต่อพระพักตร์พระราชา
(พ่อครัวกล่าวว่า)
[๓๗๔] ท่านกาฬหัตถี ข้าพเจ้าจักกระทำตามที่ท่านสั่ง เวลาเช้าตรู่ ข้าพเจ้าจะเข้าไปในพระราชวัง จะแถลงเหตุนั้นแก่ท่านต่อพระพักตร์พระราชา
(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๓๗๕] ลำดับนั้น ครั้นราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์อุทัย กาฬเสนาบดีได้พาคนทำครัวเข้าไปเฝ้าพระราชา ครั้นแล้วได้กราบทูลพระราชาดังนี้ว่า
[๓๗๖] ข้าแต่มหาราช ได้ทราบด้วยเกล้าว่า พระองค์ทรงใช้พ่อครัวให้ฆ่าหญิงและชายทั้งหลาย พระองค์เสวยเนื้อมนุษย์จริงหรือ พระเจ้าข้า”
(พระราชาตรัสว่า)
[๓๗๗] แน่นอน เป็นความจริง ท่านกาฬะ เราใช้พ่อครัว เมื่อเขาทำประโยชน์ให้แก่เรา ท่านจะด่าเขาทำไม
(กาฬเสนาบดี เมื่อจะนำเรื่องมาแสดง จึงกราบทูลว่า)
[๓๗๘] ปลาใหญ่ชื่ออานนท์ ติดใจในรสปลาทุกชนิด เมื่อฝูงปลาหมดสิ้นไป ก็กลับมากินตัวเองตาย
[๓๗๙] พระองค์ทรงประมาทไปแล้ว มีพระทัยยินดียิ่งนักในรส(เนื้อมนุษย์) ถ้าเป็นคนพาลต่อไป ยังไม่ทรงรู้สึกอย่างนี้ จะต้องมาละทิ้งพระโอรส พระมเหสี และพระญาติ จะกลับมาเสวยตัวพระองค์เอง
[๓๘๐] เพราะได้ทรงสดับอุทาหรณ์ที่ข้าพระองค์นำมากราบทูลนี้ ขอความพอพระทัยที่จะเสวยเนื้อมนุษย์จงคลายไปเถิด ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งหมู่มนุษย์ พระองค์อย่าได้เสวยเนื้อมนุษย์เลย อย่าได้ทรงทำแคว้นนี้ให้ว่างเปล่า เหมือนปลาอานนท์ทำมหาสมุทรให้ว่างเปล่า
(พระราชาได้สดับดังนั้น เมื่อจะนำเรื่องเก่ามาแสดง จึงตรัสว่า)
[๓๘๑] กุฎุมพีชื่อว่าสุชาตะ ลูกที่เกิดกับตัวเขา ไม่ได้ชิ้นลูกหว้าเขาก็ตาย เพราะชิ้นลูกหว้านั้นหมดสิ้นไป
[๓๘๒] ท่านกาฬะ เราก็เหมือนกัน บริโภคอาหารที่มีรสอร่อยที่สุด ถ้าไม่ได้เนื้อมนุษย์ เข้าใจว่า คงเสียชีวิตแน่
(พราหมณ์ได้กล่าวกับมาณพว่า)
[๓๘๓] มาณพ เจ้าเป็นผู้มีรูปงาม เกิดในตระกูลโสตถิยพราหมณ์ เจ้าไม่ควรกินอาหารที่ไม่ควรกินนะ
(มาณพกล่าวว่า)
[๓๘๔] บรรดารสทั้งหลาย น้ำเมานี้มีรสอร่อยที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเหตุไร พ่อจึงห้ามผม ผมจักไปในสถานที่ที่ผมจักได้รสเช่นนี้
[๓๘๕] ผมจักออกไปละ จักไม่อยู่ในสำนักของพ่อ เพราะพ่อไม่ยินดีที่จะได้เห็นผม
(ลำดับนั้น พราหมณ์จึงกล่าวว่า)
[๓๘๖] มาณพ ข้าคงจะได้ลูกคนอื่นๆ เป็นทายาทเป็นแน่ เจ้าคนต่ำทราม เจ้าจงฉิบหายเสียเถิด จงไปในที่ที่ข้าจะไม่พึงได้ข่าวเจ้าผู้ไปแล้ว
(กาฬหัตถีเสนาบดีประมวลเหตุนี้มาแสดงแก่พระราชา แล้วกราบทูลว่า)
[๓๘๗] ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งหมู่มนุษย์ พระองค์ก็อย่างนั้นเหมือนกัน โปรดสดับคำของข้าพระองค์ พสกนิกรทั้งหลายจักพากันเนรเทศพระองค์ไปจากแคว้น เหมือนพราหมณ์เนรเทศมาณพผู้เป็นนักเลงสุรา
(พระราชาเมื่อไม่อาจจะงดเนื้อนั้นได้ ตรัสแสดงเหตุแม้อย่างอื่นอีกว่า)
[๓๘๘] สาวกของพวกฤๅษีผู้อบรมแล้วชื่อว่าสุชาตะ เขาต้องการนางอัปสรเท่านั้น จนไม่กินข้าวและไม่ดื่มน้ำ
[๓๘๙] บุคคลพึงเอาน้ำที่ติดอยู่กับปลายหญ้าคา มานับเปรียบกันดูกับน้ำที่มีอยู่ในสมุทรฉันใด กามทั้งหลายของพวกมนุษย์ในสำนักของกามทิพย์ก็ฉันนั้น
[๓๙๐] ท่านกาฬะ เราก็เหมือนกัน บริโภคอาหารที่มีรสอร่อยที่สุดแล้ว ถ้าไม่ได้เนื้อมนุษย์ เข้าใจว่า คงเสียชีวิตแน่
(กาฬเสนาบดีครั้นได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)
[๓๙๑] เปรียบเสมือนพวกหงส์ชื่อธตรัฏฐะ เหิรบินไปในท้องฟ้า ถึงความตายไปจนหมดเพราะกินอาหารที่ไม่ควรกิน ฉันใด
[๓๙๒] ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งหมู่มนุษย์ พระองค์ก็อย่างนั้นเหมือนกัน โปรดสดับคำของข้าพระองค์ พระองค์เสวยเนื้อที่ไม่ควร ฉะนั้น พสกนิกรทั้งหลายจึงพากันเนรเทศพระองค์
(โจรโปริสารท (โปริสาท แปลว่า มีคนเป็นอาหาร, คนกินคน เป็นชื่อของพระเจ้าพรหมทัต หลังจากถูกชาวเมืองเนรเทศแล้ว ได้ไปอาศัยโคนต้นไทรอยู่ แล้วเที่ยวปล้นคนเดินทาง เพื่อฆ่าเอาเนื้อมาปรุงอาหาร จึงปรากฏชื่อเสียงว่าโปริสาท) กล่าวกับรุกขเทวดานั้นว่า)
[๓๙๓] เราได้ห้ามท่านแล้วว่า จงหยุด ท่านนั้นก็ยังเดินดุ่มๆ ไป ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ท่านไม่ได้หยุด แต่บอกว่าหยุด ท่านสมณะ นี้ควรแก่ท่านแล้วหรือ ท่านสำคัญดาบของเราว่าเป็นขนปีกนกตะกรุมหรือ
(ลำดับนั้น เทวดากล่าวว่า)
[๓๙๔] มหาบพิตร อาตมภาพหยุดแล้วในธรรมของตน ไม่ได้เปลี่ยนชื่อและโคตร ส่วนโจรบัณฑิตกล่าวว่า ไม่หยุดในโลก จุติจากโลกนี้แล้วจะต้องไปเกิดในอบายหรือนรก มหาบพิตร ถ้าทรงเชื่ออาตมภาพ ขอมหาบพิตรจงจับพระเจ้าสุตโสมผู้เป็นกษัตริย์เถิด มหาบพิตรทรงจับพระเจ้าสุตโสมนั้นบูชายัญแล้ว จักเสด็จไปสวรรค์ได้อย่างนี้
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ยืนถวายพระพรอยู่ข้างทาง จึงตรัสถามว่า)
[๓๙๖] ชาติภูมิของท่านอยู่ในแคว้นไหนหนอ ท่านมาถึงนครนี้ได้ด้วยประโยชน์อะไร ท่านพราหมณ์ ขอท่านจงบอกประโยชน์นี้แก่ข้าพเจ้า ท่านต้องการอะไร ข้าพเจ้าจะให้ตามที่ท่านต้องการ ณ วันนี้
(พราหมณ์ได้กราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์นั้นว่า)
[๓๙๗] พระภูมิบาล คาถาทั้ง ๔ มีอรรถที่ลึก เปรียบด้วยสาครอันประเสริฐ หม่อมฉันมานครนี้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เท่านั้น ขอพระองค์โปรดสดับคาถา ที่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่งเถิด
(โจรโปริสาทจับพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ได้แล้ว จึงทูลถามว่า)
[๓๙๘] ชนเหล่าใดมีความรู้ มีปัญญา เป็นพหูสูต คิดเหตุการณ์ได้มาก ชนเหล่านั้นย่อมไม่ร้องไห้ การที่เหล่าบัณฑิตเป็นผู้บรรเทาความโศกได้ นี่แหละเป็นที่พึ่งอันยอดเยี่ยมของเหล่านรชน
[๓๙๙] ท่านสุตโสม พระองค์ทรงเศร้าโศกเพราะเหตุไร เพราะเหตุแห่งพระองค์เอง พระญาติ พระโอรส พระมเหสี ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน หรือว่าทองหรือ ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐ หม่อมฉันขอฟังพระดำรัสของพระองค์
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๐๐] หม่อมฉันมิได้ทอดถอน มิได้เศร้าโศกเพื่อประโยชน์แก่ตน แก่โอรส มเหสี ทรัพย์ และแคว้น แต่ธรรมของเหล่าสัตบุรุษที่เคยประพฤติมาเก่าก่อน หม่อมฉันนัดหมายไว้กับพราหมณ์ หม่อมฉันทอดถอนเศร้าโศกถึงการนัดหมายนั้น
[๔๐๑] หม่อมฉันดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในแคว้นของตนเอง ได้ทำการนัดหมายไว้กับพราหมณ์ เพื่อจะเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์ ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก
(โจรโปริสาทกราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ว่า)
[๔๐๒] นรชนผู้มีความสุข หลุดพ้นไปจากปากของมฤตยูแล้ว จะพึงกลับมาสู่เงื้อมมือของศัตรูอีก ข้อนี้หม่อมฉันยังไม่เชื่อ ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐที่สุด พระองค์ไม่เสด็จเข้าไปหาหม่อมฉันเลย
[๔๐๓] พระองค์ทรงหลุดพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์ จะมัวทรงเพลิดเพลินในกามคุณ ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงได้พระชนม์ชีพอันเป็นที่รักแสนหวานแล้ว ไฉนจักเสด็จกลับมายังสำนักของหม่อมฉันเล่า
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น ไม่ทรงหวาดระแวง จึงตรัสว่า)
[๔๐๔] คนผู้มีศีลบริสุทธิ์พึงปรารถนาความตาย ผู้มีธรรมลามกที่นักปราชญ์ติเตียนก็ไม่ปรารถนาชีวิต นรชนใดพึงกล่าวเท็จเพราะเพื่อประโยชน์ของตนใดเป็นเหตุ เหตุเพื่อประโยชน์ของตนนั้น ย่อมป้องกันนรชนนั้นจากทุคติไม่ได้
[๔๐๕] แม้ถ้าลมจะพึงพัดพาภูเขามาได้ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็จะพึงตกลงบนแผ่นดินได้ และแม่น้ำทุกสายก็จะพึงไหลทวนกระแส ถ้าเป็นไปได้อย่างนั้น หม่อมฉันก็จะไม่พึงพูดเท็จเลย พระเจ้าข้า
[๔๐๖] ฟ้าพึงทลายรั่วได้ ทะเลก็พึงแห้งได้ แผ่นดินที่ทรงรองรับสัตว์ไว้ก็จะพึงพลิกกลับได้ ภูเขาพระสุเมรุก็จะพึงเพิกถอนขึ้นได้พร้อมทั้งเหง้า ถ้าเป็นไปได้อย่างนั้น หม่อมฉันก็จะไม่พึงพูดเท็จเลย พระเจ้าข้า
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสสาบานว่า)
[๔๐๗] สหาย หม่อมฉันจะจับดาบและหอก จะทำแม้แต่การสาบานต่อพระองค์ก็ได้ หม่อมฉันผู้ที่พระองค์ปล่อยแล้ว จักเป็นผู้หมดหนี้ รักษาความสัตย์ หวนกลับมาอีก
(โจรโปริสาทกราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ว่า)
[๔๐๘] ท่านผู้ดำรงอยู่แล้วในความเป็นใหญ่ในแคว้นของพระองค์ ได้ทำการนัดหมายใดไว้กับพราหมณ์ เพื่อจะเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์ พระองค์ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๐๙] หม่อมฉันผู้ดำรงอยู่แล้วในความเป็นใหญ่ในแคว้นของตน ได้ทำการนัดหมายใดไว้กับพราหมณ์ เพื่อจะเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์ชก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๔๑๐] พระเจ้าสุตโสมนั้นทรงพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสารทแล้วท ได้เสด็จไปตรัสกับพราหมณ์นั้นดังนี้ว่า ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอฟังสตารหคาถา ที่ข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จะพึงเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้า
(พราหมณ์ดูคัมภีร์ กราบทูลว่า)
[๔๑๑] ท่านสุตโสม การสมาคมกับสัตบุรุษ ครั้งเดียวเท่านั้นก็คุ้มครองผู้นั้นได้ การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากครั้งก็คุ้มครองไม่ได้
[๔๑๒] บุคคลพึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษเท่านั้น พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษทั้งหลาย เพราะรู้ทั่วถึงธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย บุคคลจึงมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย
[๔๑๓] ราชรถที่วิจิตรดีทั้งหลายยังทรุดโทรมได้ อนึ่ง แม้สรีระก็ยังเข้าถึงความแก่ชรา ส่วนธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นย่อมรู้กันได้
[๔๑๔] ฟ้ากับแผ่นดินห่างไกลกัน ฝั่งโน้นกับฝั่งนี้ของสมุทรก็กล่าวกันว่าไกลกัน ข้าแต่พระราชา ธรรมของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ไกลยิ่งกว่านั้นโดยแท้
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับพราหมณ์นั้นว่า)
[๔๑๕] คาถาเหล่านี้มีค่า ๑,๐๐๐ ไม่ใช่มีค่าเพียง ๑๐๐ ท่านพราหมณ์ เชิญท่านรีบมารับเอาทรัพย์ ๔,๐๐๐ เถิด
(พระราชบิดาของพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๑๖] คาถามีค่า ๘๐ ๙๐ และ ๑๐๐ ก็ยังมี พ่อสุตโสม พ่อจงเข้าใจเอาเองเถิด มีคาถาอะไรที่ชื่อว่า มีค่าตั้ง ๑,๐๐๐
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์กราบทูลให้พระราชบิดายินยอมว่า)
[๔๑๗] หม่อมฉันย่อมปรารถนาความเจริญทางการศึกษาของตน สัตบุรุษคือผู้สงบทั้งหลายพึงคบหาหม่อมฉัน ข้าแต่ทูลกระหม่อมพ่อ หม่อมฉันไม่อิ่มด้วยสุภาษิต เหมือนมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ
[๔๑๘] ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ไฟไหม้หญ้าและไม้ย่อมไม่อิ่ม สาครก็ไม่อิ่มด้วยแม่น้ำทั้งหลายฉันใด แม้บัณฑิตเหล่านั้นฟังแล้วก็ไม่อิ่มด้วยสุภาษิตฉันนั้น
[๔๑๙] ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน เมื่อใด หม่อมฉันฟังคาถาที่มีประโยชน์ในสำนักแห่งทาสของตน เมื่อนั้น หม่อมฉันย่อมตั้งใจฟังคาถานั้นเท่านั้นโดยเคารพ ข้าแต่ทูลกระหม่อมพ่อ เพราะหม่อมฉัน ไม่มีความอิ่มในธรรมเลย
[๔๒๐] แคว้นของทูลกระหม่อมนี้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง มีทั้งทรัพย์ ยวดยาน และเครื่องประดับ ทูลกระหม่อมทรงบริภาษหม่อมฉันเพราะเหตุแห่งกามทำไม หม่อมฉันขอทูลลาไปในสำนักของโปริสาท
(พระบิดาตรัสว่า)
[๔๒๑] กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ล้วนแต่เชี่ยวชาญในการธนูพอที่จะปกป้องตัวเองได้ เราจะยกกองทัพไปฆ่าศัตรูเสีย
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ฟังคำของพระราชบิดาและพระราชมารดาแล้ว จึงตรัสว่า)
[๔๒๒] โจรโปริสาทได้ทำกิจที่ทำได้แสนยาก จับหม่อมฉันได้ทั้งเป็นแล้วปล่อยมา ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน หม่อมฉันระลึกถึงอุปการะ ที่มีมาก่อนเช่นนั้นที่โจรโปริสาทนั้นทำแล้ว จะพึงประทุษร้ายต่อโปริสาทนั้นได้อย่างไร
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๔๒๓] พระเจ้าสุตโสมนั้นถวายบังคมพระบิดาและพระมารดาแล้ว ทรงพร่ำสอนชาวนิคมและพลนิกาย เป็นผู้ตรัสความสัตย์ และทรงรักษาคำสัตย์ ได้เสด็จไปยังที่เป็นที่อยู่ของโปริสาทแล้ว
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับโจรโปริสาทว่า)
[๔๒๔] หม่อมฉันผู้ดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในแคว้นของตน ได้ทำการนัดหมายไว้กับพราหมณ์ เพื่อเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์ จึงเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก ท่านโปริสาท ขอเชิญท่านบูชายัญกินเราเสียเถิด
(โจรโปริสาทได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๔๒๕] การเคี้ยวกินท่านในภายหลัง ไม่เสียหายสำหรับข้าพเจ้า แท้จริงกองไฟนี้ก็ยังมีควัน เนื้อที่ย่างในกองไฟอันไม่มีควันจะสุกดี หม่อมฉันจะขอฟังคาถาซึ่งมีค่าตั้ง ๑๐๐
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงตรัสว่า)
[๔๒๖] ท่านโปริสาท ท่านประพฤติไม่ชอบธรรม ต้องพลัดพรากจากแคว้น เพราะเหตุแห่ง(ปาก)ท้อง ส่วนคาถาเหล่านี้ย่อมกล่าวสรรเสริญธรรม ธรรมและอธรรมจะลงกันได้ที่ไหน (ธรรมและอธรรมจะลงกันได้ที่ไหน หมายถึงรวมกันไม่ได้ เพราะว่าธรรมย่อมให้ถึงสุคติคือนิพพาน ส่วนอธรรมให้ถึงทุคติ)
[๔๒๗] คนผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม หยาบช้า มีฝ่ามือเปื้อนเลือดเป็นนิตย์ ย่อมไม่มีสัจจะ ธรรมจะมีได้แต่ที่ไหน ท่านจักทรงทำประโยชน์อะไรด้วยการสดับ (ประโยชน์อะไรด้วยการสดับ หมายความว่า ท่านจักทำอะไรกับการฟังนี้ เพราะท่านไม่ใช่ภาชนะรองรับธรรม เหมือนภาชนะที่ไม่ใช่ภาชนะรองรับเปลวมันราชสีห์)
(โจรโปริสาทได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๔๒๘] ผู้ใดเที่ยวล่าเนื้อ (ล่าสัตว์) เพราะเหตุแห่งเนื้อ หรือฆ่าคนเพราะเหตุแห่งตน คนทั้ง ๒ นั้นละโลกนี้ไปแล้วก็เสมอกัน (พอกัน) เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงกล่าวหาหม่อมฉันว่า เป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เมื่อจะแก้ลัทธิของโจรโปริสาท จึงตรัสว่า)
[๔๒๙] พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทราบธรรมเนียมกษัตริย์ ไม่ควรเสวยเนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิดมีเนื้อช้างเป็นต้น ข้าแต่พระราชา พระองค์เสวยเนื้อมนุษย์ที่ไม่ควรเสวย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม
(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พระโพธิสัตว์รับบาปบ้าง จึงกราบทูลว่า)
[๔๓๐] พระองค์ทรงพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์ ทรงเพลิดเพลินอยู่ในกาม เสด็จหวนกลับมาสู่เงื้อมมือของหม่อมฉันผู้เป็นศัตรูอีก พระองค์ช่างเป็นผู้ไม่ฉลาดในธรรมของกษัตริย์ (ธรรมของกษัตริย์ หมายถึงหลักนิติศาสตร์ ในที่นี้ โจรโปริสาทกล่าวว่า พระเจ้าสุตโสมไม่ฉลาดในนิติศาสตร์กล่าวคือธรรมของกษัตริย์ คือไม่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ของตน (เพราะเห็นพระราชากลับมาสู่สำนักของตนอีก)) เลยนะ พระเจ้าข้า
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)
[๔๓๑] ชนเหล่าใดฉลาดในธรรมของกษัตริย์ ชนเหล่านั้นต้องตกนรกเสียโดยมาก เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงละธรรมของกษัตริย์ แล้วเป็นผู้รักษาความสัตย์ หวนกลับมาอีก ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด
(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)
[๔๓๒] พระตำหนักที่ประทับ แผ่นดิน โค ม้า สตรีผู้น่ารักใคร่ ผ้าแคว้นกาสี และแก่นจันทน์ พระองค์ทรงได้ทุกสิ่งในพระนครนั้น ก็พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ทรงเห็นอานิสงส์อะไรด้วยความสัตย์
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๓๓] รสเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ในแผ่นดิน สัจจะเป็นรสดีกว่ารสเหล่านั้น ก็เพราะสมณะและพราหมณ์ผู้ดำรงอยู่ในสัจจะ ย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติและมรณะได้
(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)
[๔๓๔] พระองค์ทรงพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์ ทรงเพลิดเพลินอยู่ในกาม ยังเสด็จหวนกลับมาสู่เงื้อมมือของศัตรูอีก ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน พระองค์ไม่ทรงกลัวความตายแน่นะ และพระองค์เป็นผู้ตรัสคำสัตย์ไม่มีพระทัยท้อแท้เลยหรือ
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสตอบว่า)
[๔๓๕] หม่อมฉันได้บำเพ็ญความดีไว้มากมาย ได้บูชายัญที่บัณฑิตสรรเสริญอย่างไพบูลย์ ได้ชำระทางไปปรโลกไว้แล้ว ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะต้องกลัวตาย
[๔๓๖] หม่อมฉันได้บำเพ็ญความดีไว้มากมาย ได้บูชายัญที่บัณฑิตสรรเสริญอย่างไพบูลย์ไว้แล้ว จึงไม่เดือดร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด
[๔๓๗] หม่อมฉันได้บำรุงพระบิดาและพระมารดาแล้ว ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม ได้ชำระทางไปปรโลกไว้แล้ว ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะพึงกลัวตาย
[๔๓๘] หม่อมฉันได้บำรุงพระบิดาและพระมารดาแล้ว ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม จึงไม่เดือดเนื้อร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด
[๔๓๙] หม่อมฉันได้ทำอุปการะไว้ในหมู่พระญาติ และมิตรทั้งหลายแล้ว ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม ได้ชำระทางไปปรโลกไว้แล้ว ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะพึงกลัวตาย
[๔๔๐] หม่อมฉันได้ทำอุปการะไว้ในหมู่พระญาติ และมิตรทั้งหลายแล้ว ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรมจึงไม่เดือดร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก ท่านโปริสาทขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด
[๔๔๑] หม่อมฉันได้ให้ทานมากมายแก่คนเป็นอันมาก และได้บำรุงเลี้ยงสมณะและพราหมณ์ให้อิ่มหนำ ได้ชำระทางไปสู่ปรโลกไว้แล้ว ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะพึงกลัวตาย
[๔๔๒] หม่อมฉันได้ให้ทานมากมายแก่คนเป็นอันมาก และได้บำรุงเลี้ยงสมณะและพราหมณ์ให้อิ่มหนำ จึงไม่เดือดร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด
(โจรโปริสาทได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)
[๔๔๓] บุรุษใดพึงกินคนผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน บุรุษนั้นชื่อว่าบริโภคยาพิษทั้งๆ ที่รู้ ชื่อว่าจับอสรพิษที่ร้ายแรง มีเดชกล้า แม้ศีรษะของเขาพึงแตกเป็น ๗ เสี่ยง
[๔๔๔] นรชนทั้งหลายได้ฟังธรรมแล้ว ย่อมรู้แจ้งทั้งบุญและบาป ใจของหม่อมฉันย่อมยินดีในธรรม เพราะได้ฟังคาถาบ้าง
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่โจรโปริสาทว่า)
[๔๔๕] ข้าแต่มหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษเพียงครั้งเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้นย่อมคุ้มครองผู้นั้นได้ การสมาคมกับอสัตบุรุษมากครั้งก็คุ้มครองไม่ได้
[๔๔๖] บุคคลพึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษเท่านั้น พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้ทั่วถึงธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย บุคคลจึงมีความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย
[๔๔๗] ราชรถที่วิจิตรดีทั้งหลายยังทรุดโทรมได้ อนึ่ง แม้สรีระก็ยังเข้าถึงความแก่ชรา ส่วนธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นย่อมรู้กันได้
[๔๔๘] ฟ้ากับแผ่นดินห่างไกลกัน ฝั่งโน้นกับฝั่งนี้ของสมุทรก็กล่าวกันว่าไกลกัน ข้าแต่พระราชา ธรรมของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ไกลยิ่งกว่านั้นโดยแท้
(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)
[๔๔๙] ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน คาถาเหล่านี้มีอรรถและพยัญชนะดี พระองค์ตรัสไว้ถูกต้องดีแล้ว หม่อมฉันได้สดับแล้วเพลิดเพลิน ปลื้มใจ ดีใจ อิ่มใจ ข้าแต่พระสหาย หม่อมฉันขอถวายพร ๔ ประการแด่พระองค์
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เมื่อจะรุกต้อนโจรโปริสาท จึงตรัสว่า)
[๔๕๐] ท่านผู้มีบาปธรรม พระองค์ไม่รู้สึกว่าตนจะตาย ไม่รู้สึกประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ วินิบาตและสวรรค์ เป็นผู้ติดใจในรส ตั้งมั่นในทุจริต จะประทานพรอะไรได้
[๔๕๑] หากหม่อมฉันจะกล่าวกับพระองค์ว่า โปรดให้พรเถิด ฝ่ายพระองค์ครั้นประทานแล้วจะพึงกลับคำ บัณฑิตคนไหนเล่ารู้อยู่จะพึงก่อการทะเลาะวิวาทนี้ที่เห็นอยู่ชัดๆ
(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)
[๔๕๒] คนเราแม้ให้พรใดแล้วพึงกลับคำ เขาไม่สมควรให้พรนั้น สหาย ท่านจงขอพรเถิด อย่าหวั่นวิตกไปเลย แม้แต่ชีวิตหม่อมฉันก็ยอมสละถวายได้
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)
[๔๕๓] มิตรธรรมของพระอริยะกับพระอริยะย่อมเสมอกัน ของผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญาก็เสมอกัน หม่อมฉันพึงเห็นพระองค์เป็นผู้มีพลานามัยตลอด ๑๐๐ ปี บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๑ ที่หม่อมฉันทูลขอ
(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)
[๔๕๔] มิตรธรรมของพระอริยะกับพระอริยะย่อมเสมอกัน ของผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญาก็เสมอกัน พระองค์จงเห็นหม่อมฉันผู้หาโรคมิได้ตลอด ๑๐๐ ปี บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๑ ที่หม่อมฉันขอถวาย
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๕๕] พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ผู้ทรงได้มูรธาภิเษก ทรงได้เฉลิมพระปรมาภิไธยเหล่าใดในชมพูทวีปนี้ พระองค์อย่าได้เสวยกษัตริย์เหล่านั้นผู้เช่นนั้น บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๒ ที่หม่อมฉันทูลขอ
(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)
[๔๕๖] พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ผู้ทรงได้มูรธาภิเษก ทรงได้เฉลิมพระปรมาภิไธยเหล่าใดในชมพูทวีปนี้ หม่อมฉันจะไม่กินกษัตริย์เหล่านั้นผู้เช่นนั้น บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๒ ที่หม่อมฉันขอถวาย
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๕๗] กษัตริย์เกินกว่า ๑๐๐ พระองค์ที่พระองค์จับร้อยฝ่าพระหัตถ์ไว้ ทรงกันแสง พระพักตร์ชุ่มด้วยพระอัสสุชล ขอพระองค์ได้ทรงโปรดปล่อยกษัตริย์เหล่านั้น ให้กลับไปในแคว้นของตนๆ เถิด บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๓ ที่หม่อมฉันทูลขอ
(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)
[๔๕๘] กษัตริย์เกินกว่า ๑๐๐ พระองค์ที่หม่อมฉันจับร้อยฝ่าพระหัตถ์ไว้ ทรงกันแสง มีพระพักตร์ชุ่มด้วยพระอัสสุชล หม่อมฉันจะปล่อยกษัตริย์เหล่านั้นให้กลับไปในแคว้นของตนๆ บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๓ ที่หม่อมฉันขอถวาย
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๕๙] แคว้นของพระองค์เป็นช่อง (แคว้นของพระองค์เป็นช่อง หมายถึงไม่มีที่อยู่หนาแน่น คือ เกิดมีช่องว่าง เพราะเกิดหมู่บ้านขึ้นเฉพาะที่) เพราะชนเป็นอันมากหวาดหวั่นเพราะกลัว จึงพากันหนีเข้าหาที่หลบซ่อน ขอพระองค์โปรดทรงงดเว้นเนื้อมนุษย์เถิด พระเจ้าข้า บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๔ ที่หม่อมฉันทูลขอ
(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)
[๔๖๐] มนุษย์นั้นเป็นภักษาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมาตั้งนาน หม่อมฉันหนีเข้าป่าก็เพราะเหตุแห่งภักษาหารนี้ หม่อมฉันนั้นจะพึงงดอาหารนั้นได้อย่างไร ขอพระองค์จงขอพรข้อที่ ๔ อย่างอื่นเถิด
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๖๑] พระองค์ผู้จอมชน คนเช่นกับพระองค์มัวพะวงอยู่ว่า นี้เป็นที่พอใจของเรา มาทอดทิ้งตนเสีย ย่อมไม่ประสบสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจทั้งหลาย ตนนั่นแหละประเสริฐกว่า ประเสริฐอย่างยอดเยี่ยมกว่า เพราะบุคคลผู้อบรมตนแล้ว พึงได้สิ่งซึ่งเป็นที่พอใจทั้งหลายในภายหลัง
(โจรโปริสาทมีน้ำตานองหน้า กราบทูลว่า)
[๔๖๒] เนื้อมนุษย์เป็นที่พอใจของหม่อมฉัน พระเจ้าสุตโสม โปรดทรงทราบอย่างนี้ หม่อมฉันไม่อาจจะงดเว้น เชิญพระองค์เลือกพรอย่างอื่นเถิด พระสหาย
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๖๓] ผู้ใดมัวรักษาของซึ่งเป็นที่พอใจว่า นี้เป็นที่พอใจของเรา มาทอดทิ้งตนเสีย ย่อมประสบแต่ของซึ่งเป็นที่รักทั้งหลาย เหมือนนักเลงสุราดื่มสุราที่เจือยาพิษ เพราะเหตุนั้นเอง เขาจึงได้รับทุกข์ในโลกหน้า
[๔๖๔] อนึ่ง ผู้ใดในโลกนี้ได้พิจารณาแล้ว ละสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจเสียได้ ย่อมเสพอริยธรรมได้แสนยาก เหมือนคนไข้ผู้ประสบทุกข์ดื่มยา เพราะเหตุนั้นแหละ ผู้นั้นจึงเป็นผู้ได้รับความสุขในโลกหน้า
(โจรโปริสาทกล่าวคร่ำครวญว่า)
[๔๖๕] หม่อมฉันละทิ้งพระบิดาและพระมารดา ทั้งเบญจกามคุณอันเป็นที่ชอบใจ หนีเข้าป่าก็เพราะเหตุแห่งภักษาหารนี้ พรข้อนั้นหม่อมฉันจะถวายแก่พระองค์ได้อย่างไร
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)
[๔๖๖] บัณฑิตทั้งหลายไม่กล่าววาจาเป็น ๒ ส่วน สัตบุรุษทั้งหลายย่อมมีปฏิญญาเป็นคำสัตย์โดยแท้ พระองค์ได้ตรัสกับหม่อมฉันว่า เชิญขอพรเถิดนะ พระสหาย พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระดำรัสที่พระองค์ตรัสจึงไม่สมกัน
(โจรโปริสาทร้องไห้อีก กราบทูลว่า)
[๔๖๗] หม่อมฉันเข้าถึงการไม่ได้บุญ ความเสื่อมยศเสื่อมเกียรติ บาป ทุจริต ความเศร้าหมองเป็นอันมาก เพราะเนื้อมนุษย์เป็นเหตุ หม่อมฉันจะพึงถวายพรนั้นแก่พระองค์ได้อย่างไร
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับโจรโปริสาทนั้นอีกว่า)
[๔๖๘] คำว่า คนเราให้พรใดแล้วกลับคำ เขาไม่สมควรให้พรนั้น สหาย ขอพระองค์จงขอพรเถิด อย่าหวั่นวิตกไปเลย แม้แต่ชีวิตหม่อมฉันก็สละถวายพระองค์ได้
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสสนับสนุนโจรโปริสาทนั้นให้อาจหาญในการให้พรว่า)
[๔๖๙] สัตบุรุษทั้งหลายยอมสละชีวิต แต่ไม่สละธรรม สัตบุรุษมีปฏิญญาเป็นสัตย์อย่างเดียว พรที่พระองค์ได้ประทานแล้ว ขอได้โปรดรีบประทานเสียเถิด พระราชาผู้ประเสริฐสุด ขอพระองค์จงสมบูรณ์ด้วยธรรมนี้เถิด
[๔๗๐] นรชนพึงสละทรัพย์เพราะเหตุแห่งอวัยวะที่สำคัญ เมื่อจะรักษาชีวิต ก็พึงสละอวัยวะ เมื่อระลึกถึงธรรม พึงสละทั้งอวัยวะ ทรัพย์ และแม้แต่ชีวิตทั้งหมด
[๔๗๑] บุรุษรู้ธรรมจากผู้ใด และเหล่าสัตบุรุษย่อมขจัดความสงสัยของบุรุษนั้นได้ ข้อนั้นเป็นที่พึ่งและเป็นจุดมุ่งหมายของบุรุษนั้น ด้วยเหตุนั้น บุคคลผู้มีปัญญาไม่พึงทำลายไมตรี
(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)
[๔๗๒] มนุษย์นั้นเป็นภักษาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมาตั้งนาน หม่อมฉันหนีเข้าป่าก็เพราะเหตุแห่งภักษาหารนี้ สหาย ก็ถ้าพระองค์จะตรัสขอเรื่องนี้กับหม่อมฉัน หม่อมฉันขอถวายพรนี้แด่พระองค์
[๔๗๓] สหาย พระองค์เป็นทั้งครูและสหายของหม่อมฉัน หม่อมฉันได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว แม้พระองค์ก็ขอได้โปรดทำตามคำของหม่อมฉัน เราแม้ทั้ง ๒ จะได้ไปปลดปล่อย(เหล่ากษัตริย์)ด้วยกัน
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับโจรโปริสาทนั้นว่า)
[๔๗๔] สหาย หม่อมฉันเป็นทั้งครูและสหายของพระองค์ พระองค์ได้ทำตามคำของหม่อมฉันแล้ว แม้หม่อมฉันก็จะทำตามพระดำรัสของพระองค์ เราแม้ทั้ง ๒ ก็จะได้พากันไปปลดปล่อย(เหล่ากษัตริย์)ด้วยกัน
(ครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปหากษัตริย์เหล่านั้นแล้ว จึงตรัสว่า)
[๔๗๕] พระองค์ทั้งหลายอย่าได้ประทุษร้าย ต่อพระราชานี้ด้วยความเคียดแค้นว่า “เราทั้งหลายถูกพระเจ้ากัมมาสบาทเบียดเบียน ถูกร้อยฝ่ามือ ร้องไห้ มีหน้านองไปด้วยน้ำตา ขอพระองค์ทั้งหลายจงทรงรับสัตย์ปฏิญาณของหม่อมฉัน”
(กษัตริย์เหล่านั้นตรัสตอบว่า)
[๔๗๖] พวกหม่อมฉันจะไม่ประทุษร้าย ต่อพระราชาพระองค์นี้ด้วยความเคียดแค้นว่า “เราทั้งหลายถูกพระเจ้ากัมมาสบาทเบียดเบียน ถูกร้อยฝ่ามือ ร้องไห้ มีหน้านองไปด้วยน้ำตา หม่อมฉันทั้งหลายขอรับสัจจปฏิญญาของพระองค์”
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับกษัตริย์เหล่านั้นว่า)
[๔๗๗] บิดาหรือมารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ ปรารถนาประโยชน์แก่ประชาฉันใด ขอพระราชานี้จงเป็นเสมือนพระบิดาและพระมารดา ของท่านทั้งหลาย และขอท่านทั้งหลายจงเป็นเสมือนบุตรฉันนั้น
(กษัตริย์เหล่านั้นเมื่อรับปฎิญาณ จึงกราบทูลว่า)
[๔๗๘] บิดาหรือมารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ ปรารถนาประโยชน์แก่ประชาทั้งหลายฉันใด แม้พระราชานี้ก็จงเป็นเหมือนพระบิดาและพระมารดาของหม่อมฉันทั้งหลาย แม้หม่อมฉันทั้งหลายก็จะเป็นเหมือนโอรสฉันนั้น
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ทรงพรรณนาถึงสมบัติของพระนคร จึงตรัสปลอบโจรโปริสาทว่า)
[๔๗๙] พระองค์เคยเสวยกระยาหารเนื้อสัตว์ ๔ เท้า และนกที่พวกพ่อครัวจัดปรุงให้สำเร็จอย่างดี เหมือนพระอินทร์ทรงเสวยสุธาโภชน์ ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า
[๔๘๐] นางกษัตริย์เหล่านั้นล้วนแต่เอวบางร่างน้อยสะโอดสะอง ประดับแวดล้อมบำรุงพระองค์ให้บันเทิงพระทัย เหมือนนางเทพอัปสรแวดล้อมพระอินทร์ในเทวโลกฉะนั้น ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าตามลำพังเล่า
[๔๘๑] พระแท่นบรรทมมีพนักแดง โดยมากปูลาดด้วยผ้าโกเชาว์ ล้วนแต่ปูลาดด้วยเครื่องอาภรณ์ทั้งปวงอันงดงาม พระองค์เคยทรงบรรทมสุขสำราญ ประทับบนท่ามกลางพระแท่นบรรทมเช่นนั้น ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า
[๔๘๒] ในเวลาพลบค่ำ มีทั้งเสียงปรบมือ เสียงตะโพน และเสียงดนตรี รับประสานเสียงล้วนแต่สตรีไม่มีบุรุษเจือปน การขับและการประโคมก็ล้วนไพเราะ ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า
[๔๘๓] พระราชอุทยานชื่อมิคาชินวัน สมบูรณ์ด้วยบุปผชาติหลากหลายชนิด พระนครของพระองค์ประกอบด้วยพระราชอุทยานเช่นนี้ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก ประกอบด้วยม้า ช้าง และรถ ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า
(โจรโปริสาทกราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ว่า)
[๔๘๔] ข้าแต่พระราชา ในกาฬปักษ์ ดวงจันทร์ย่อมอ่อนแสงลงทุกๆ วัน การสมาคมคบหาอสัตบุรุษ ย่อมเปรียบเสมือนดวงจันทร์ในข้างแรมฉันใด
[๔๘๕] หม่อมฉันก็ฉันนั้นเหมือนกัน อาศัยพ่อครัวซึ่งเป็นคนชั่วเลวทราม ได้ทำแต่บาปกรรมที่จะเป็นเหตุให้ไปทุคติ
[๔๘๖] ในสุกกปักษ์ ดวงจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างขึ้นทุกๆ วันฉันใด ข้าแต่พระราชา การสมาคมคบหาสัตบุรุษ ก็เปรียบเสมือนดวงจันทร์ในข้างขึ้นฉันนั้น
[๔๘๗] ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม ขอพระองค์ทรงทราบว่า เหมือนหม่อมฉันได้อาศัยพระองค์แล้ว จักทำกุศลกรรมที่เป็นเหตุให้ไปสุคติได้
[๔๘๘] พระองค์ผู้จอมชน เปรียบเสมือนน้ำฝนที่ตกลงบนที่ดอน ไม่ควรยืดเยื้อขังอยู่ได้นานฉันใด แม้การสมาคมคบหาอสัตบุรุษของหม่อมฉันก็ฉันนั้น ไม่ควรจะยืดเยื้อยาวนานได้เหมือนน้ำบนที่ดอน
[๔๘๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน ผู้เป็นนรชน ผู้แกล้วกล้า และประเสริฐสุด น้ำฝนที่ตกลงในสระย่อมขังอยู่ได้นานฉันใด แม้การสมาคมคบหาสัตบุรุษของหม่อมฉันก็ฉันนั้น ย่อมตั้งอยู่ได้นานเหมือนน้ำในสระ
[๔๙๐] การสมาคมสัตบุรุษย่อมไม่รู้จักเสื่อมคลายไป ย่อมเป็นอยู่เหมือนอย่างนั้น แม้ตลอดเวลาที่ชีวิตยังคงอยู่ ส่วนการสมาคมคบหาอสัตบุรุษย่อมเสื่อมไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงห่างไกลกันกับอสัตบุรุษ
(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงธรรมเพื่อให้เนื้อความถึงที่สุด จึงตรัสว่า)
[๔๙๑] พระราชาผู้ชนะคนที่ไม่ควรชนะ (คนที่ไม่ควรชนะ หมายถึงมารดาบิดา เมื่อชนะมารดาบิดาไม่ชื่อว่าเป็นพระราชา หากว่าท่านได้ราชสมบัติจากพระราชบิดาแล้ว กลับเป็นปฐมกษัตริย์ต่อท่าน ชื่อว่าทำกิจไม่สมควร) ไม่ชื่อว่าเป็นพระราชา เพื่อนผู้ชนะเพื่อน ก็ไม่ชื่อว่าเป็นเพื่อน ภรรยาผู้ไม่เกรงกลัวสามี ก็ไม่ชื่อว่าเป็นภรรยา บุตรทั้งหลายผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้แก่ชรา ก็ไม่ชื่อว่าเป็นบุตร
[๔๙๒] ที่ประชุมที่ไม่มีสัตบุรุษ (สัตบุรุษหมายถึงบัณฑิต สัตบุรุษทั้งหลายละกิเลสมีราคะเป็นต้นแล้ว เป็นผู้อนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยประโยชน์ พูดแต่ความจริง) ก็ไม่ชื่อว่าสภา เหล่าชนผู้ไม่พูดคำที่เป็นธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ ชนทั้งหลายผู้ละราคะ โทสะ โมหะ กล่าวคำที่เป็นธรรมเท่านั้น จึงชื่อว่า เป็นสัตบุรุษ
[๔๙๓] บัณฑิตผู้อยู่ปะปนกับคนพาล เมื่อไม่พูด ใครๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นบัณฑิต แต่บัณฑิตเมื่อพูด เมื่อแสดงอมตบท จึงรู้ว่าเป็นบัณฑิต
[๔๙๔] เพราะเหตุนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงกล่าวธรรม พึงอธิบายธรรมให้แจ่มแจ้ง พึงเชิดชูธงของฤๅษีทั้งหลาย เพราะฤๅษีทั้งหลายมีธรรมที่เป็นสุภาษิตเป็นธงชัย ธรรมนั่นแหละเป็นธงชัยของฤๅษีทั้งหลาย
มหาสุตโสมชาดกที่ ๕ จบ
-------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
มหาสุตโสมชาดก
ว่าด้วย พระเจ้าสุตโสมทรงทรมานพระยาโปริสาท
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระอังคุลิมาลเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
การบังเกิดและการบรรพชาของพระอังคุลิมาลเถระนั้น บัณฑิตพึงทราบโดยพิสดารตามนัยที่ท่านพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาอังคุลิมาลสูตร.
ในเรื่องนี้จะได้กล่าวความตั้งแต่พระอังคุลิมาลเถระนั้นได้กระทำความสวัสดีแก่หญิงผู้มีครรภ์หลงด้วยทำความสัตย์แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ก็ได้อาหารสะดวกขึ้น เจริญวิเวกอยู่ ในกาลต่อมา ก็ได้บรรลุพระอรหัต เป็นพระอรหันต์มีชื่อปรากฏนับเข้าในภายในพระมหาเถระ ๘๐ องค์
ในกาลนั้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์ จริงๆ หนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรมานพระองคุลิมาล ผู้เป็นมหาโจร มีฝ่ามืออันชุ่มด้วยเลือด ร้ายกาจเห็นปานนั้น โดยไม่ต้องใช้ทัณฑะหรือศัสตรา ทำให้หมดพยศได้ ทรงกระทำกิจที่ทำได้โดยยาก ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้กระทำกิจที่ทำได้ยาก อย่างน่าอัศจรรย์.
พระศาสดาประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นด้วยทิพโสต ก็ทรงทราบว่า เราไปวันนี้จักมีอุปการะมาก พระธรรมเทศนาจักเป็นไปอย่างใหญ่หลวงดังนี้ จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จไปยังธรรมสภาด้วยพุทธลีลาอันหาที่เปรียบมิได้ ประทับนั่งบนอาสนะอันประเสริฐที่พวกภิกษุจัดไว้ถวาย แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว.
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราผู้ได้บรรลุปรมาภิสมโพธิญาณ ทรมานพระองคุลิมาลได้ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์เลย เมื่อครั้งเรายังบำเพ็ญบุรพจริยาแม้ตั้งอยู่ในประเทศญาณก็ทรมานพระองคุลิมาลนี้ได้ ตรัสดังนี้แล้วทรงดุษณีภาพ
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าโกรัพยะ เสวยราชสมบัติโดยธรรม ในพระนครอินทปัต แคว้นกุรุ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าโกรัพยะนั้น ก็เพราะพระราชกุมารนั้นมีพระพักตร์ดังดวงจันทร์ และมีนิสัยชอบในการศึกษา ชนทั้งหลายจึงพากันเรียกเธอว่าสุตโสม พระราชาทรงเห็นพระกุมารนั้นเจริญวัยแล้ว จึงพระราชทานทองลิ่มชนิดเนื้อดี ราคาพันหนึ่ง ส่งไปยังเมืองตักกสิลา เพื่อให้ศึกษาศิลปศาสตร์ ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์.
สุตโสมรับทรัพย์อันเป็นส่วนของอาจารย์ แล้วออกเดินทางไป แม้พรหมทัตกุมาร พระโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ในพระนครพาราณสี พระบิดาก็รับสั่งอย่างเดียวกันแล้ว ส่งไปจึงเดินไปยังหนทางนั้น. ลำดับนั้น สุตโสมกุมารเดินทางไปถึงแล้ว จึงนั่งพักที่แผ่นกระดานในศาลาใกล้ประตูเมือง แม้พรหมทัตกุมารไปถึงแล้ว ก็นั่งบนแผ่นกระดานแผ่นเดียวกันกับสุตโสมกุมารนั้น.
ลำดับนั้น สุตโสมจึงกระทำปฏิสันถารแล้ว ถามพรหมทัตกุมารนั้นว่า ดูก่อนสหาย ท่านเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ท่านมาจากไหน. พรหมทัตกุมารตอบว่า ข้าพเจ้ามาจากเมืองพาราณสี. ท่านเป็นบุตรของใคร. ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี. ท่านชื่อไร. ข้าพเจ้าชื่อพรหมทัตกุมาร. ท่านมาที่นี่ด้วยเหตุไร. พรหมทัตกุมารตอบว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อเรียนศิลปศาสตร์ แล้วถามสุตโสมกุมาร โดยนัยนั้นเหมือนกันว่า แม้ตัวท่านก็เดินทางเหน็ดเหนื่อยมา ท่านมาจากไหน. แม้สุตโสมก็บอกแก่พรหมทัตกุมารทุกประการ แม้สองราชกุมารนั้นจึงกล่าวแก่กันว่า เราทั้งสองเป็นกษัตริย์ จงไปศึกษาศิลปศาสตร์ในสำนักท่านอาจารย์คนเดียวกันเถิด กระทำมิตรภาพแก่กันและกันแล้ว จึงเข้าไปสู่พระนคร ไปหาสกุลอาจารย์ ไหว้อาจารย์แล้วแจ้งชาติของตน แถลงความที่ตนทั้งสองมา เพื่อจะศึกษาศิลปะ อาจารย์จึงรับว่า ดีละ. สองราชกุมารจึงให้ทรัพย์อันเป็นส่วนค่าเล่าเรียนกับอาจารย์ แล้วเริ่มเรียนศิลปะ.
เวลานั้น ไม่ใช่แต่สองราชกุมารเท่านั้น แม้พระราชบุตรอื่นๆ ในชมพูทวีป ประมาณ ๑๐๑ พระองค์ ก็เรียนศิลปะอยู่ในสำนักของอาจารย์นั้น สุตโสมกุมารได้เป็นอันเตวาสิกผู้เจริญที่สุดกว่าราชบุตรเหล่านั้น เล่าเรียนศิลปศาสตร์อยู่อย่างขะมักเขม้น ไม่นานเท่าไรนักก็ถึงความสำเร็จ สุตโสมกุมารมิได้ไปยังสำนักของราชกุมารเหล่าอื่น ไปหาแต่พรหมทัตกุมารผู้เดียว ด้วยคิดว่า กุมารนี้เป็นสหายของเรา เป็นครูผู้ช่วยแนะนำภายหลังของพรหมทัตกุมารนั้น สอนให้สำเร็จการศึกษาได้โดยรวดเร็ว ศิลปะแม้ของราชกุมารนอกนี้ ก็สำเร็จโดยลำดับกันมา พวกราชกุมารเหล่านั้นให้เครื่องคำนับไหว้อาจารย์แล้ว แวดล้อมสุตโสมออกเดินทางไป
ลำดับนั้น สุตโสมจึงพักยืนอยู่ในระหว่างทางที่จะแยกกัน เมื่อจะส่งราชบุตรเหล่านั้นกลับ จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายแสดงศิลปะแก่พระราชมารดาบิดาของตนแล้ว จักตั้งอยู่ในราชสมบัติ ครั้นตั้งอยู่ในราชสมบัติแล้ว พึงกระทำตามโอวาทของเรา ทำอย่างไรท่านอาจารย์ ท่านทั้งหลายจงรักษาอุโบสถทุกวันครึ่งเดือน อย่าได้กระทำการเบียดเบียน ราชบุตรเหล่านั้นรับคำเป็นอันดี แม้พระโพธิสัตว์ก็ทรงทราบล่วงหน้าอยู่แล้วว่า มหาภัยจักเกิดขึ้นในพระนครพาราณสี เพราะอาศัยพรหมทัตกุมาร ดังนี้ เพราะปรากฏในองค์วิทยา จึงได้ให้โอวาทแก่พวกราชกุมารเหล่านั้น แล้วส่งไป.
ราชบุตรเหล่านั้นทุกๆ พระองค์ ไปถึงชนบทของตนๆ แล้วแสดงศิลปะแก่พระราชมารดาบิดาของตนแล้ว ตั้งอยู่ในราชสมบัติแล้วต่างส่งราชสาส์น พร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการ เพื่อให้ทราบความที่ตนตั้งอยู่ในราชสมบัติแล้ว และประพฤติอยู่ในโอวาทด้วย พระมหาสัตว์ได้ทรงทราบข่าวสาส์นนั้นแล้ว ทรงตอบพระราชสาส์นไปว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ในบรรดาพระราชาเหล่านั้น พระเจ้าพาราณสีเว้นมังสะเสียแล้ว เสวยอาหารไม่ได้ แม้ในวันอุโบสถพวกห้องเครื่องต้น ก็ต้องเก็บมังสะไว้ถวายท้าวเธอ อยู่มาวันหนึ่ง เนื้อที่เก็บไว้อย่างนั้น พวกโกไลยสุนัขในพระราชวังกินเสียหมด เพราะความเลินเล่อของคนทำเครื่องต้น คนทำเครื่องต้นไม่เห็นมังสะ จึงถือกหาปณะกำมือหนึ่งเที่ยวไป ก็ไม่อาจจะหามังสะได้ จึงดำริว่า ถ้าหากเราจักตั้งเครื่องเสวยไม่มีมังสะ เราก็จะไม่มีชีวิต จักทำอย่างไรเล่าหนอ ครั้นนึกอุบายได้ ในเวลาค่ำจึงไปสู่ป่าช้าผีดิบ ตัดเอาเนื้อตรงขาของบุรุษที่ตาย เมื่อครู่หนึ่งนั้น นำมาทำให้สุกดีแล้ว หุงข้าวจัดแจงตั้งเครื่องเสวย พร้อมด้วยมังสะ พอพระราชาวางชิ้นมังสะลง ณ ปลายพระชิวหา ชิ้นมังสะนั้นก็แผ่ไปสู่ เส้นประสาทที่รับรสทั้ง ๗ พันซาบซ่านไปทั่วพระสรีระ มีคำถามสอดเข้ามาว่า ที่เป็นดังนี้ เพราะเหตุไร เฉลยว่า เพราะเคยเสวยมาก่อนแล้ว.
ได้ยินว่า ในอัตภาพต่อกันที่ล่วงไปแล้ว ท้าวเธอเกิดเป็นยักษ์กินเนื้อมนุษย์เสียเป็นอันมาก เพราะฉะนั้น เนื้อมนุษย์จึงได้เป็นสิ่งที่โปรดปรานของพระองค์ ท้าวเธอทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักนิ่งเสียแล้วบริโภค คนทำเครื่องนี้ก็จักไม่บอกเนื้อชนิดนี้แก่เรา จึงแกล้งถ่มให้ตกลงบนภาคพื้น พร้อมด้วยพระเขฬะ เมื่อคนทำเครื่องต้นกราบทูลว่า ขอเดชะ มังสะนี้หาโทษมิได้ เชิญพระองค์เสวยเถิด จึงทรงรับสั่งให้ราชเสวกออกไปเสียแล้ว ตรัสถามคนทำเครื่องต้นว่า เราเองก็ทราบว่า เนื้อนี้หาโทษมิได้ แต่เนื้อนี้เรียกว่าเนื้ออะไร. ขอเดชะ เนื้อที่พระองค์เคยเสวยในวันก่อนๆ ในวันอื่น เนื้อนี้ไม่มีรสอย่างนั้นมิใช่หรือ ขอเดชะ. พึงทำได้ดีในวันนี้เอง แม้เมื่อก่อน เจ้าก็ทำอย่างนี้มิใช่หรือ.
ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงทราบว่า คนทำเครื่องต้นนั้นนิ่งอยู่ จึงรับสั่งต่อไปว่า จงบอกมาตามความจริงเถิด ถ้าเจ้าไม่บอก เจ้าจะไม่มีชีวิต. คนทำเครื่องต้นจึงทูลขอพระราชทานอภัยแล้ว ก็กราบทูลตามความเป็นจริง พระราชารับสั่งว่า เจ้าอย่าเอ็ดไป เจ้าจงกินมังสะที่ทำตามธรรมดา แล้วจงนำเนื้อมนุษย์ให้แก่เราอย่างเดียว คนทำเครื่องต้นทูลถามว่า ขอเดชะ ทำได้ยากมิใช่หรือ. อย่ากลัวเลย ไม่ใช่ของยาก. คนทำเครื่องต้นจึงทูลถามว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์จักได้มาจากไหนเป็นนิตย์เล่า. คนในเรือนจำมีอยู่มากมายมิใช่หรือ.
จำเดิมแต่นั้น เขาก็ได้กระทำตามพระราชบัญชาทุกประการ ครั้นต่อมา พวกนักโทษในเรือนจำหมด คนทำเครื่องต้นจึงกราบทูลว่า บัดนี้ ข้าพระองค์จักกระทำอย่างไรต่อไป เจ้าจงทิ้งถุงทรัพย์พันหนึ่งไว้ที่ระหว่างทาง คนใดหยิบเอาถุงทรัพย์นั้น จงจับคนนั้นโดยตั้งข้อหาว่า เป็นโจรแล้วฆ่าทิ้งเสีย เขาได้กระทำตามพระราชบัญชานั้นแล้ว ครั้นต่อมาไม่พบ แม้คนที่มองดูถุงทรัพย์พันหนึ่งนั้น เพราะความกลัว จึงทูลถามว่าขอเดชะ บัดนี้ข้าพระองค์จักกระทำอย่างไรต่อไป ในเวลาตีกลองยามเที่ยงคืนพระนคร ย่อมเกิดความอลหม่าน เวลานั้น เจ้าจงยืนดักอยู่ที่ตรอกบ้าน หรือถนน หรือหนทางสี่แพร่งแห่งหนึ่ง จงฆ่ามนุษย์เอาเนื้อมา จำเดิมแต่นั้นมา เขาก็ได้ทำอย่างนั้นเอาเนื้อที่ล่ำๆ ไป ซากศพปรากฏอยู่ในที่นั้นๆ พระนครก็อากูลไปด้วยซากศพ ได้ยินเสียงประชาชนคร่ำครวญว่า มารดาของเราหายไป บิดาของเราหายไป พี่ชาย น้องชายของเราหายไป พี่สาว น้องสาวของเราหายไป.
ชาวนครทั้งกลัวทั้งหวาดเสียว ปรึกษากันว่า คนเหล่านี้ถูกราชสีห์กิน หรือถูกเสือกิน หรือถูกยักษ์กินหนอ เมื่อตรวจดูก็เห็นปากแผลที่ต้องประหาร จึงสันนิษฐานกันว่า เห็นจะเป็นโจรมนุษย์คนหนึ่ง กินคนเหล่านี้เป็นแน่ มหาชนจึงประชุมกันร้องทุกข์ที่พระลานหลวง พระราชาตรัสถามว่า อะไรกันพ่อ. ขอเดชะ ในพระนครนี้เกิดมีโจรกินคนขึ้นแล้ว ขอพระองค์จงรับสั่งให้จับโจรกินคนนั้นเสียเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เราจักรู้ได้อย่างไรเล่า เราเป็นคนรักษาพระนครเที่ยวไปตรวจดูหรือ มหาชนปรึกษากันว่า พระราชาไม่ทรงเป็นธุระทางการเมือง เพราะฉะนั้น พวกเราจักพากันไปแจ้งแก่ท่านกาฬหัตถีเสนาบดีเถิด จึงพากันไปบอกเนื้อความนั้นแก่ท่านเสนาบดี กราบเรียนว่า ควรจะสืบจับตัวผู้ร้ายให้ได้. ท่านเสนาบดีมีบัญชาว่า พวกท่านจงรออยู่สัก ๗ วันก่อน เราจักสืบจับตัวผู้ร้ายเอามาให้พวกท่านดูจงได้ แล้วส่งมหาชนกลับไป.
ท่านเสนาบดีบังคับพวกบุรุษว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย เขาลือกันว่า โจรกินคนมีอยู่ในพระนคร พวกท่านจงไปซุ่มอยู่ในที่นั้นๆ จับเอาตัวมันมาให้ได้ พวกบุรุษเหล่านั้นรับคำสั่งแล้ว ตั้งแต่นั้นมา ก็คอยสอดแนมพระนครอยู่เสมอ. แม้คนทำเครื่องต้นแอบอยู่ที่ตรอกบ้านแห่งหนึ่ง ฆ่าหญิงคนหนึ่งได้แล้ว ปรารภจะเอาเนื้อตรงที่ล่ำๆ บรรจุลงในกระเช้า ทันใดนั้น พวกบุรุษเหล่านั้น จึงจับคนทำเครื่องต้นนั้นโบย แล้วมัดมือไพล่หลัง ร้องประกาศดังๆ ว่า พวกเราจับโจรกินคนได้แล้ว ประชาชนพากันห้อมล้อมคนทำเครื่องต้นนั้น ขณะนั้น บุรุษทั้งหลายมัดเขาไว้อย่างมั่นคง แล้วผูกกระเช้าเนื้อไว้ที่คอ เอาตัวไปแสดงแก่ท่านเสนาบดี ลำดับนั้น ท่านเสนาบดี ครั้นพอได้เห็นคนทำเครื่องต้นนั้นแล้ว จึงดำริว่า คนผู้นี้กินเนื้อนี้เอง หรือเอาไปปนกับเนื้ออื่นแล้วจำหน่าย หรือว่าฆ่าตามพระราชบัญชา
เมื่อจะถามเนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถาที่หนึ่งว่า
ดูก่อนคนทำเครื่องต้น ทำไมเจ้าจึงทำกรรมอันร้ายกาจเช่นนี้ได้ เจ้าเป็นคนหลง ฆ่าหญิงและชายทั้งหลายได้ เพราะเหตุแห่งเนื้อ หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์.
ลำดับนั้น คนทำเครื่องต้นจึงกล่าวกะท่านเสนาบดีนั้นว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มิใช่เพราะเหตุแห่งตน มิใช่เพราะเหตุแห่งทรัพย์ มิใช่เพราะเหตุแห่งลูกเมีย หรือสหายและญาติ เป็นด้วยพระจอมภูมิบาลนายข้าพเจ้า พระองค์เสวยมังสะนี้นะท่าน.
ลำดับนั้น ท่านเสนาบดีจึงกล่าวกะคนทำเครื่องต้นนั้นว่า
ถ้าเจ้าขวนขวายในกิจของเจ้านาย กระทำกรรมอย่างร้ายกาจเช่นนี้ เวลาเช้า เจ้าไปถึงภายในพระราชวังแล้ว พึงแถลงเหตุนั้นต่อเรา ในที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัว.
ลำดับนั้น คนทำเครื่องต้นจึงกล่าวกะท่านเสนาบดีนั้นว่า
ข้าแต่ท่านกาฬหัตถีผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักกระทำตามคำสั่งสอนของท่าน เวลาเช้า ข้าพเจ้าไปถึงภายในพระราชวังแล้ว จักแถลงถึงเหตุนั้น ต่อท่านเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัว.
ลำดับนั้น ท่านเสนาบดีจึงสั่งให้มัดจำคนทำเครื่องต้นนั้นไว้ให้มั่งคง เมื่อราตรีสว่างแล้ว จึงปรึกษากับพวกอำมาตย์และชาวเมือง เมื่อร่วมฉันทะกันทั้งหมดแล้ว วางอารักขาในที่ทุกแห่ง กระทำพระนครให้อยู่ในเงื้อมมือ ผูกกระเช้าเนื้อไว้ที่คอคนทำเครื่องต้น นำตัวเข้าไปยังพระราชนิเวศน์ ได้เกิดเสียงเซ็งแซ่ขึ้นทั่วพระนครแล้ว วันวานนี้ พระราชาเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ยังมิได้เนื้อในเวลาเย็น จึงประทับนั่งรอท่าด้วยหมายพระทัยว่า คนทำเครื่องต้นจักมาในบัดนี้ ประทับรออยู่จนตลอดคืนยังรุ่ง แม้วันนี้ คนทำเครื่องต้นก็ยังไม่มา ครั้นได้ทรงสดับเสียงเซ่งแซ่ของชาวเมือง จึงทรงดำริว่า นั่นเรื่องอะไรกันหนอ ทอดพระเนตรโดยช่องพระแกล ก็ได้ทรงเห็นคนทำเครื่องต้น ถูกเขานำมาด้วยอาการอย่างนั้น ทรงพระดำริว่า เหตุนี้ปรากฏขึ้นแล้ว ทรงตั้งพระสติมั่นคง ประทับนั่งบนบัลลังก์ แม้กาฬหัตถีเสนาบดีเข้าไปเฝ้าพระองค์ ทูลไต่สวนข้อความ พระองค์จึงทรงแถลงแก่เสนาบดีนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ครั้นราตรีสว่างแล้ว พระอาทิตย์อุทัย กาฬเสนาบดีได้นำตัวคนทำเครื่องต้นเข้าเฝ้าพระราชา ครั้นเฝ้าพระราชาแล้วจึงกราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ได้ยินว่า คนทำเครื่องต้นถูกพระองค์ใช้ให้ไปฆ่าหญิงและชายเป็นอันมาก พระองค์เสวยเนื้อมนุษย์เป็นความจริงแลหรือ.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสตอบว่า
ดูก่อนท่านกาฬะ อย่างนั้นๆ เป็นความจริง คนทำเครื่องต้นนั้น เราได้ใช้มันไปเอง เมื่อมันทำกิจของเรา ท่านบริภาษมันทำไมกัน.
ลำดับนั้น พระราชาจึงรับสั่งว่า ท่านทำราชกิจยากที่คนอื่นจะทำได้ น่าชมเชยจริงนะ แล้วตรัสขู่เสนาบดีให้กลัวว่า ดูก่อนท่านกาฬหัตถี โจรอื่นท่านไม่จับ ให้จับคนใช้ของเรา. เสนาบดีได้สดับคำนั้นดำริว่า พระราชาทรงรับสารภาพ ด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์เอง เธอร้ายกาจน่าสยดสยอง เธอกินเนื้อมนุษย์มาตลอดกาลถึงเพียงนี้ เราจักลองทูลห้ามเธอดู ดังนี้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าได้ทรงทำอย่างนี้อีกต่อไปเลย อย่าเสวยเนื้อมนุษย์เลย. พระราชาตรัสว่า ดูก่อนท่านกาฬหัตถี ท่านพูดอะไร เราไม่อาจจะอดเนื้อมนุษย์ได้. ขอเดชะ ถ้าพระองค์อดไม่ได้ พระองค์เองจักทำพระองค์และบ้านเมืองให้พินาศ. แม้เราจักต้องพินาศด้วยอาการอย่างนี้ เราก็ไม่อาจที่จะอดเนื้อมนุษย์นั้นได้. ลำดับนั้น เสนาบดีประสงค์จะให้ท้าวเธอรู้สึกพระองค์ จึงนำเอาเรื่องมาเล่าถวายดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล มหาสมุทรแห่งหนึ่งมีปลาใหญ่อยู่ ๖ ตัว ชื่ออานนท์ตัวหนึ่ง ชื่ออุปนันทะตัวหนึ่ง ชื่ออัชโฌหารตัวหนึ่ง ปลาใหญ่ทั้ง ๓ ตัวนี้ยาวถึง ๕๐๐ โยชน์ ชื่อติมิงคละตัวหนึ่ง ชื่อติมิงคละตัวหนึ่ง ชื่อมหาติมิรมิงคละตัวหนึ่ง ปลาใหญ่ ๓ ตัวนี้ยาว ๑,๐๐๐ โยชน์ ปลาใหญ่ทั้ง ๖ ตัวนั้น แม้ทั้งหมดมีหินและสาหร่ายเป็นภักษาหาร บรรดาปลาทั้ง ๖ ตัวนั้น ปลาอานนท์อยู่ในส่วนข้างหนึ่งแห่งมหาสมุทร ฝูงปลาเป็นอันมากพากันเข้าไปหาปลาอานนท์นั้น. วันหนึ่ง ปลาเหล่านั้นคิดกันว่า พระราชาของสัตว์สองเท้า และสัตว์สี่เท้าทั้งหมด ย่อมปรากฏ แต่พระราชาของพวกเรายังไม่มี พวกเราจักกระทำปลาตัวหนึ่งให้เป็นพระราชา ปลาทั้งหมดได้รวมกันเป็นเอกฉันท์ ยกปลาอานนท์ขึ้นเป็นพระราชา จำเดิมแต่นั้นมา ปลาเหล่านั้นก็ไปบำรุงปลาอานนท์นั้น ทุกเวลาเย็นและเวลาเช้า.
อยู่มาวันหนึ่ง ปลาอานนท์กินหินและสาหร่ายอยู่ ณ ภูเขาแห่งหนึ่ง กินปลาตัวหนึ่งโดยไม่รู้สึกว่าเป็นปลา สำคัญว่าเป็นสาหร่าย เนื้อปลานั้นแผ่ไปทั่วสรีระของมัน มันคิดว่า นี้อะไรหนอช่างอร่อยเหลือเกิน จึงคายออกมาดูเห็นเป็นชิ้นปลา คิดว่า เราไม่รู้จักกินมานาน ถึงเพียงนี้. จำเดิมแต่นั้น ก็คิดต่อไปว่า พวกปลามาสู่ที่บำรุงของเราทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น เวลากลับไป เราจะกินมันตัวหนึ่งหรือสองตัว แต่เมื่อจะกินมันโดยเปิดเผย ปลาแม้ตัวหนึ่งก็จักไม่เข้าใกล้เรา จักพากันหนีไปเสียหมด เราจักต้องทำอย่างแนบเนียน เราจักจับตัวที่โค้งคำนับเราหลังที่สุดกิน ดังนี้แล้ว ได้กระทำตามที่ตนดำริไว้ทุกประการ ปลาเหล่านั้นถึงความสิ้นไปโดยลำดับ จึงคิดกันว่า ภัยเกิดขึ้นแก่พวกญาติของเราจากที่ไหนหนอ ลำดับนั้น ปลาฉลาดตัวหนึ่งคิดว่า กิริยาของปลาอานนท์ไม่ชอบใจเราเลย เราจักคอยจับกิริยาของเขา เมื่อฝูงปลาไปสู่ที่บำรุงแล้ว ได้แฝงตัวอยู่ในหูของปลาอานนท์ ปลาอานนท์ส่งฝูงปลาไปแล้ว กินตัวที่ไปที่หลังเสีย ปลาฉลาดตัวนั้นเห็นการกระทำอย่างนั้น จึงไปบอกแก่พวกของตน ปลาเหล่านั้นตกใจกลัวพากันหนีไปจนหมด. จำเดิมแต่วันนั้นมา ปลาอานนท์มิได้กินอาหารอย่างอื่นเลย เพราะติดรสในเนื้อปลา มันถูกความหิวบีบคั้นมากขึ้น มีความลำบากอยู่ คิดว่า ปลาเหล่านี้ไปแอบซ่อนอยู่ที่ไหนหนอ เมื่อเที่ยวหาปลาเหล่านั้น เห็นภูเขาลูกหนึ่ง คิดว่า ชะรอยมันจะอาศัยภูเขาลูกนี้อยู่เพราะกลัวเรา เพราะฉะนั้น เราจะลองโอบภูเขาตรวจดู จึงเอาหางและหัวโอบภูเขาไว้โดยรอบทั้งสองข้าง ลำดับนั้น มันดำริต่อไปว่า ปลาจักอยู่ในที่นี้ทั้งหมด จักหนีไปทางไหนได้ แล้วโอบภูเขาเข้าไว้ มองเห็นหางของตนเองเข้า ก็โกรธด้วยสำคัญว่า ปลาตัวนี้มันลวงเราอาศัยภูเขาแอบอยู่ จึงฮุบหางของตนเองประมาณ ๕๐ โยชน์ไว้มั่นคง ด้วยสำคัญว่า ปลาอื่น แล้วเคี้ยวกินเสียอย่างเอร็ดอร่อย จนเกิดทุกขเวทนาขึ้น พวกปลามาประชุมกันเพราะกลิ่นเลือดฟุ้ง จึงดึงมากินตลอดถึงศีรษะ ปลาอานนท์ไม่อาจกลับตัวได้เพราะตัวใหญ่ ได้ถึงความสิ้นชีวิตในที่นั้นเอง กองกระดูกได้เป็นเหมือนภูเขาใหญ่ ดาบสและปริพาชกผู้เที่ยวทางอากาศได้มาเล่าให้พวกมนุษย์ฟัง พวกมนุษย์ในชมพูทวีปจึงรู้กันทั้งหมด.
กาฬหัตถีเสนาบดี เมื่อจะนำเรื่องนี้มาแสดง ได้กล่าวคาถาว่า
ปลาอานนท์ตัวติดอยู่ในรสของปลาทุกชนิด กินปลาพวกเดียวกัน เมื่อบริษัทหมดไป กินตัวเองตายไปแล้ว พระองค์เป็นผู้ประมาทแล้ว ยินดีในการเสพรส ถ้ายังเป็นพาลไม่รู้สึกต่อไป จำจะต้องทิ้งพระโอรสพระธิดา และพระประยูรญาติ กลับมาเสวยพระองค์เอง เหมือนอย่างปลาอานนท์ฉะนั้น.
ขอให้ความพอพระทัยของพระองค์จงจืดจางลง เพราะได้ทรงสดับเรื่องนี้ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์อย่าได้เสวยเนื้อมนุษย์เลยนะ ข้าแต่พระองค์ผู้ปกครองประชาชน ขอพระองค์อย่าได้ทรงทำแคว้นทั้งมวลนี้ ให้ว่างเปล่าเหมือนอย่างปลา ฉะนั้นเลย.
มีอรรถาธิบายว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ในกาลนานมาแล้วที่มหาสมุทร มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งชื่อว่า อานนท์ ตัวยาวประมาณ ๕๐๐ โยชน์ เป็นพระราชาของพวกปลาทั้งหมด อาศัยอยู่ในข้างแห่งหนึ่งของมหาสมุทร ปลาอานนท์นั้นเป็นสัตว์ติดอยู่ในรสของปลาที่เป็นชาติเดียวกับตน กินปลาทั้งหลายที่เป็นชาติเดียวกัน เมื่อบริษัทปลาถึงความสิ้นไปแล้ว ไม่จับอาหารอย่างอื่น โอบภูเขาไว้ และเคี้ยวกินท่อนหางของตนเอง ซึ่งยาวประมาณ ๕๐ โยชน์ ด้วยสำคัญว่า เป็นปลา ตายแล้วคือถึงความตาย บัดนี้กองกระดูกประมาณเท่าภูเขามีอยู่ในมหาสมุทร. พระองค์เป็นผู้ติดอยู่ในตัณหา ทรงประมาทแล้ว คือถึงความเป็นผู้ประมาท. ยินดีแล้ว คือมีพระทัยยินดียิ่งในการเสพรสของเนื้อมนุษย์ ถ้าพระองค์ยังเป็นพาลมีปัญญาทราม มิได้รู้สึกคือไม่ทรงทราบความทุกข์ ซึ่งจะบังเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป พระองค์ก็จำจะต้องทิ้งพระโอรสพระชายาพระประยูรญาติ และพระสหาย เมื่อไม่ได้อาการอย่างอื่น ถูกความหิวบีบคั้นดิ้น กระเสือกกระสนอยู่ทั่วพระนคร ครั้นไม่ได้เนื้อมนุษย์ก็จะกินตนเอง ชื่อว่าย่อมกินตนเอง เหมือนอย่างปลาใหญ่มีชื่อว่า อานนท์ ฉะนั้น. ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงสดับอุทาหรณ์ที่ข้าพระองค์นำมาเล่าความนี้แล้ว ขอให้ความพอพระทัยของพระองค์จงเสื่อมคลายหายไปเสียเถิด ข้าแต่พระราชา พระองค์อย่าได้เสวยเนื้อมนุษย์อีกเลย ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้เป็นใหญ่กว่าประชาชนผู้เป็นสัตว์ ๒ เท้าผู้เจริญ พระองค์อย่าได้ทรงกระทำพระนคร คือแคว้นกาสีของพระองค์ ให้ว่างเปล่าไปจริงๆ เหมือนปลาอานนท์กระทำมหาสมุทร ให้ว่างเปล่า ฉะนั้นเลย.
พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนท่านกาฬหัตถีผู้เจริญ ท่านรู้เรื่องเปรียบเทียบผู้เดียวหรือ แม้ถึงตัวเราก็คงไม่รู้บ้างละซินะ. โดยที่พระองค์ทรงติดอยู่ในเนื้อมนุษย์
จึงนำเรื่องเก่าแก่มาแสดงตรัสคาถาว่า
กุฏุมพีนามว่า สุชาต โอรสเกิดแก่ตัวของเขา ไม่ได้ชิ้นชมพู่ เขาตายเพราะสิ้นไปแห่งชิ้นชมพู่ ฉันใด ดูก่อนท่านกาฬะ แม้ตัวเราก็ฉันนั้น เคยบริโภคอาหาร มีรสอันสูงสุดแล้ว เมื่อไม่ได้เนื้อมนุษย์ ก็เห็นจะไม่มีชีวิตอยู่ได้เป็นแน่.
เรื่องมีว่า ในอดีตกาล กุฏุมพีชื่อว่าสุชาต ในพระนครพาราณสี เห็นฤาษี ๕๐๐ ผู้มาแต่ป่าหิมพานต์ เพื่อต้องการจะได้ฉันรสเค็มและเปรี้ยว นิมนต์ฤาษีเหล่านั้นให้อยู่ในสวนของตนบำรุงอย่างดี ในเรือนของกุฏุมพีนั้นได้จัดภิกษา ๕๐๐ ไว้เป็นนิตย์ แต่ดาบสเหล่านั้น บางคราวก็ไปเที่ยวภิกษาในชนบท นำชิ้นชมพู่ใหญ่มาฉันเสียบ้าง เวลาที่ดาบสเหล่านั้นนำชิ้นชมพู่มาฉัน. สุชาตคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่มา ๓-๔ วันเข้าวันนี้ ท่านไปไหนหนอ เขาให้บุตรจับนิ้วมือของตน จูงไปในสำนักของดาบสเหล่านั้น ในเวลาที่ท่านกำลังฉัน เวลานั้น ดาบสที่เป็นนวกะที่สุดให้ น้ำบ้วนปากแก่ดาบสผู้ใหญ่ทั้งหลาย แล้วฉันชิ้นชมพู่อยู่ สุชาตไหว้พวกดาบสแล้วนั่งถามว่า พระผู้เป็นเจ้าฉันอะไร. พวกดาบสตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราฉันชิ้นชมพู่ใหญ่. กุมารได้ยินดังนั้นเกิดความอยากขึ้น ลำดับนั้น ท่านเจ้าคณะจึงสั่งให้ ให้กุมารนั้นหน่อยหนึ่ง เขากินชิ้นชมพู่นั้นแล้ว ติดอยู่ในรส รบเร้าขออยู่บ่อยๆ ว่า พ่อจงให้ชิ้นชมพู่แก่ฉัน พ่อจงให้ชิ้นชมพู่แก่ฉันบ้าง ดังนี้ กุฏุมพีกำลังฟังธรรม พูดลวงบุตรว่า อย่าร้องไปเลยลูก เจ้ากลับบ้านแล้วจักได้กิน ดำริว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักรำคาญ เพราะอาศัยบุตรของเรานี้ ปลอบบุตรอยู่ ไม่ทันบอกลาพวกฤาษีไปบ้าน ตั้งแต่ไปถึงบ้านแล้ว บุตรของเขาก็รบเร้าว่า พ่อจงให้ชิ้นชมพู่แก่ฉัน พวกฤาษีกล่าวว่า เราอยู่ในที่นี้มานานแล้ว จึงพากันกลับไปป่าหิมพานต์ กุฏุมพีไม่พบฤาษีในอารามได้ให้ชิ้นผลไม้มีมะม่วง ชมพู่ ขนุนและกล้วยเป็นต้น คลุกด้วยน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดแก่บุตร แต่ชิ้นผลไม้เหล่านั้น พอถูกปลายลิ้นของเขา ก็เป็นเหมือนยาพิษที่ร้ายแรง เขาอดอาหารอยู่ ๗ วัน ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว
ในลำดับนั้น กาฬหัตถีเสนาบดีคิดว่า พระราชานี้ติดอยู่ในรสเสียเหลือเกิน เราจักนำอุทาหรณ์อื่นๆ มาแสดงแก่พระองค์อีก แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงงดเสียเถิด. พระราชาตรัสว่า เราไม่อาจจะงดเว้นเนื้อมนุษย์ได้. ขอเดชะ ถ้าพระองค์ไม่งด พระองค์จะต้องเสื่อมจากพระญาติวงศ์และสิริราชสมบัติ แล้วเล่าเรื่องถวายดังต่อไปนี้.
ข้าแต่มหาราชเจ้า ในอดีตกาล ในเมืองพาราณสีนี้มีสกุลเศรษฐีรักษาศีล ๕ อยู่สกุลหนึ่ง สกุลนั้นมีบุตรคนหนึ่ง เป็นที่รักใคร่ชอบใจของมารดาบิดา เป็นคนฉลาดเรียนจบไตรเพท มาณพนั้นได้ไปเที่ยวกับพวกเพื่อนที่หนุ่มๆ มีวัยรุ่นราวคราวเดียวกัน พวกเพื่อนเหล่านั้นกินปลาและเนื้อเป็นต้น ดื่มสุรากันทั้งนั้น แต่มาณพไม่กินเนื้อเป็นต้น ไม่ดื่มสุรา พวกเพื่อนเหล่านั้นจึงคิดว่า มาณพนี้ไม่ดื่มสุรา จักไม่ออกค่าสุราให้แก่พวกเรา พวกเราจักหาอุบายให้เขาดื่มสุราให้จงได้ พวกเพื่อนเหล่านั้นจึงประชุมกันพูดกะเขาว่า ดูก่อนเพื่อน พวกเราจักเล่นมหรสพในสวน ดูก่อนเพื่อน พวกท่านดื่มสุรา เราไม่ดื่ม พวกท่านจงไปกันเถิด. ดูก่อนเพื่อน พวกเราจักให้เอาน้ำนมไปสำหรับให้ท่านดื่ม. มาณพนั้นจึงรับว่าจะไปด้วย พวกนักเลงไปถึงสวน แล้วห่อสุราอย่างแรงวางไว้หลายห่อ ลำดับนั้น ครั้นถึงเวลาที่พวกเขาจะดื่มสุรา เขาจึงส่งน้ำนมให้มาณพ นักเลงคนหนึ่งพูดขึ้นว่า เพื่อนเอ๋ย ท่านจงเอาน้ำผึ้งใบบัวมาให้เรา ให้พวกเพื่อนนำห่อสุรานั้นมาแล้ว จับห่อใบบัวเจาะให้เป็นช่องในข้างใต้ เอานิ้วมืออุดที่ปากช่องแล้วยกมาดื่ม แม้พวกเพื่อนพวกนี้ก็ได้นำมาดื่มอย่างนั้น มาณพถามว่า นั่นห่ออะไร นี้เรียกว่า โบกขรมธุ น้ำผึ้งใบบัว ขอให้ฉันลองดูหน่อยเถิด. พวกนักเลงเหล่านั้นพูดว่า ให้แกลองดูหน่อยแล้วส่งให้.
มาณพนั้นดื่มสุรา ด้วยความสำคัญว่า น้ำผึ้งใบบัว ลำดับนั้น พวกเพื่อนได้ให้เนื้อปิ้งแก่เขา มาณพได้กินเนื้อปิ้งนั้นแล้ว เมื่อมาณพนั้นดื่มอย่างนี้บ่อยๆ เข้าก็เมา ในเวลาที่เขาเมาแล้ว พวกเพื่อนๆ จึงบอกว่า นั่นไม่ใช่น้ำผึ้งใบบัว นั่นแหละสุราละ. มาณพนั้นจึงกล่าวว่า เราไม่รู้จักรสอร่อยอย่างนี้ มาเป็นเวลานานถึงเพียงนี้ ท่านผู้เจริญจงนำสุรามาให้อีก. พวกนักเลงเหล่านั้นก็ได้ให้สุราอีก มาณพนั้นได้เป็นผู้อยากดื่มมาก ครั้นตัวขอเขาบ่อยๆ เขาก็ตอบว่า หมดแล้ว. มาณพนั้นจึงส่งแหวนให้กล่าวว่า จงไปเอาสุรามาเถิดเพื่อน เขาดื่มกับพวกเพื่อนตลอดวันยังค่ำ เมาจนตาแดง ตัวสั่นพูดอ้อแอ้ ไปถึงบ้านแล้วก็นอน. ลำดับนั้น บิดาของเขาทราบว่า ลูกชายดื่มสุรา เมื่อลูกสร่างเมาแล้ว จึงพูดว่า ลูกเอ๋ย เจ้าเกิดมาในตระกูลเศรษฐี ทำอย่างนี้ไม่เหมาะนะ เจ้าอย่าประพฤติอย่างนี้อีกเลย. เขาย้อนถามว่า คุณพ่อครับ ผมมีความผิดอย่างไร. พ่อตอบว่า เจ้ามีความผิดเพราะเจ้าดื่มสุรา ลูกย้อนว่า คุณพ่อพูดอะไร รสอร่อยเช่นนี้ ผมไม่เคยได้ดื่มมาเป็นเวลานานถึงเพียงนี้. พราหมณ์ผู้บิดาจึงขอร้องอยู่บ่อยๆ แม้มาณพนั้นก็คงกล่าวยืนคำเดิมอยู่ว่า ผมไม่อาจจะงดการดื่มลงได้.
ลำดับนั้น พราหมณ์จึงคิดว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ วงศ์สกุลของเราคงจักขาดสูญเป็นแน่ อีกทั้งทรัพย์ก็จักพลอยพินาศไปด้วย.
แล้วกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนมาณพเอ๋ย เจ้าเป็นผู้มีรูปร่างงาม เจ้าเกิดมาในตระกูลพราหมณ์ เจ้าไม่ควรกินสิ่งที่ไม่ควรกินนะลูก.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว บิดาจึงกล่าวต่อไปว่า งดเสียเถิดพ่อ ถ้าเจ้าไม่งด เจ้าต้องออกจากสมบัติและเรือนนี้ ข้าจักเนรเทศเจ้าออกจากแคว้น. มาณพกล่าวว่า แม้คุณพ่อจักลงโทษถึงอย่างนี้ ผมก็จักออกไป ผมไม่อาจจะละสุราได้ดังนี้.
แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่คุณพ่อ บรรดารสทั้งหลาย ปานะนี้ก็นับว่า เป็นรสอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำไมคุณพ่อจึงต้องห้ามผม ผมจักไปในสถานที่ที่ผมได้รสเช่นนี้ ผมเป็นลูกที่คุณพ่อไม่อยากจะเห็นหน้า ผมจักออกจากบ้านไป จักไม่อยู่ในสำนักของคุณพ่อ.
ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มาณพจึงกล่าวต่อไปว่า ผมจักไม่งดจากการดื่มสุรา คุณพ่อจะกระทำอย่างใด ก็จงกระทำตามความพอใจของคุณพ่อเถิด. พราหมณ์กล่าวว่า เมื่อเจ้าทิ้งข้าได้ แม้ข้าก็จักทิ้งเจ้าได้เหมือนกันแหละ.
แล้วกล่าวคาถาว่า
พ่อมาณพเอ๋ย ข้าจักได้บุตรที่เป็นทายาทแม้เหล่าอื่นอีกอย่างเป็นแน่ แน่ะเจ้าคนชาติชั่ว จงพินาศ เจ้าจงไปในสถานที่ที่ข้าไม่ได้ยินชื่อของเจ้า.
ลำดับนั้น พราหมณ์ผู้บิดา จึงนำตัวมาณพนั้นไปยังศาล กระทำไม่ให้เป็นลูกกัน ไล่ออกไป. มาณพนั้น ครั้นต่อมา ก็กลายเป็นคนกำพร้า หาที่พึ่งมิได้ นุ่งผ้าขี้ริ้ว ถือกระเบื้องเที่ยวขอทาน อาศัยฝาเรือนแห่งใดแห่งหนึ่ง ตายแล้ว.
กาฬหัตถีเสนาบดีนำเอาเหตุนี้มาแสดงแก่พระราชาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงกระทำตามถ้อยคำของพวกข้าพระองค์ พวกชาวเมืองก็จะกระทำการเนรเทศพระองค์เสียเป็นแน่.
แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ก็เหมือนกัน จงทรงสดับถ้อยคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักเนรเทศพระองค์เสียจากแว่นแคว้น เหมือนอย่างมาณพนักดื่ม ฉะนั้น.
แม้กาฬหัตถีเสนาบดีได้นำเอาเรื่องอุปมาต่างๆ มาเล่าถวายอย่างนี้ พระราชาก็ไม่อาจจะอดเนื้อนั้นได้ ตรัสแสดงตัวอย่างเทียม แม้อย่างอื่นอีกต่อไป โดยคาถาว่า
สาวกของพวกฤาษีผู้มีตนอันอบรมแล้ว นามว่าสุชาต เขาอยากได้นางอัปสร จนไม่กินไม่ดื่ม กามของมนุษย์ในสำนักกามอันเป็นทิพย์ เท่ากับเอาน้ำด้วยปลายหญ้าคา มาเทียบกับน้ำในมหาสมุทร.
ท่านกาฬะ เราได้บริโภคของกินที่มีรสอย่างสูง แล้วไม่ได้เนื้อมนุษย์ เห็นจักต้องละชีวิตเหมือนอย่างสุชาต ฉะนั้นแล.
ก็นิทานแห่งคาถานี้ ตอนต้นเหมือนกับเรื่องที่กล่าวไว้แล้วคราวก่อน. คำว่า ผู้มีตนอันอบรมแล้ว หมายถึงฤาษีทั้ง ๕๐๐ เหล่านั้น ผู้ได้อบรมตนมาแล้ว. คำว่า อยากได้นางอัปสร มีเรื่องเล่าไว้ว่า ได้ยินว่า ในเวลาที่พวกฤาษีเหล่านั้นฉันชิ้นชมพู่ใหญ่ สุชาตทราบว่า ท่านไม่มาแน่ จึงคิดว่า ท่านไม่มาด้วยเหตุไรหนอ ถ้าท่านไปไหน เราจักทราบ ถ้าท่านไม่ได้ไป เราจักได้ฟังธรรมในสำนักของท่าน แล้วไปสู่สวน ไหว้เท้าของฤาษีทั้งหลายแล้ว นั่งฟังธรรมอยู่ในสำนักของเจ้าคณะ เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ท่านเจ้าคณะบอกให้กลับ จึงกล่าวว่า วันนี้ ข้าพเจ้าจักพักแรมอยู่ในสวนนี้ ไหว้พวกฤาษี แล้วเข้าไปยังบรรณศาลานอนแล้ว ครั้นพอเวลากลางคืน ท้าวสักกเทวราชมีหมู่นางอัปสรแวดล้อมแล้ว เสด็จมาไหว้พวกฤาษี พร้อมด้วยนางบริจาริกาของตน อารามทั้งสิ้นได้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน สุชาตคิดว่า นั่นอะไรกันหนอ จึงลุกขึ้นมองดูทางช่องบรรณศาลา มองเห็นท้าวสักกะมาไหว้พวกฤาษี มีนางเทพอัปสรแวดล้อมอยู่ เกิดความกำหนัด ด้วยอำนาจราคะพร้อมกับที่ได้เห็นพวกนางอัปสร ท้าวสักกะประทับนั่งสดับธรรมกถาแล้ว เสด็จกลับยังพิภพของพระองค์.
ส่วนกุฏุมพี ครั้นวันรุ่งขึ้นไหว้พวกฤาษีแล้วถามว่า ผู้ที่มาไหว้ท่านทั้งหลายเมื่อคืนนี้ เป็นใครขอรับ. พวกฤาษีตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นั่นแหละ พระอินทร์ละ. เขาถามต่อไปว่า ผู้ที่นั่งแวดล้อมพระอินทร์อยู่นั่นเป็นอะไร. ตอบว่า นั่นแหละนางเทพอัปสร. เขาไหว้พวกฤาษีแล้วกลับไปบ้าน ตั้งแต่กาลที่เขาไปถึงบ้านแล้ว ก็พูดเพ้ออยู่ว่า ท่านจงให้นางอัปสรแก่เรา ท่านจงให้นางอัปสรแก่เราเถิด. ลำดับนั้น พวกญาติจึงห้อมล้อมเขา สำคัญว่า ถูกผีเข้าสิงดังนี้ จึงดีดนิ้วมือ. กุฏุมพีนั้นกล่าวว่า เรามิได้พูดถึงอัปสรนี้ แต่เราพูดถึงเทพอัปสร พวกญาติเหล่านั้นจึงแต่งตัวภรรยา และหญิงแพศยา พามาแสดงว่า นี้ไงนางอัปสร เขาแลดูแล้วพูดว่า นี่ไม่ใช่นางอัปสร นี่เป็นนางยักษิณี แล้วบ่นเพ้อต่อไปว่า จงให้นางเทพอัปสรแก่เรา อดอาหารถึงความสิ้นชีวิตในเรือนของตนนั่นเอง เพราะฉะนั้น พระราชาจึงตรัสว่า สุชาตนั้น อยากได้นางอัปสร จนไม่ยอมกินไม่ยอมดื่ม เท่ากับเอาน้ำด้วยปลายหญ้าคาเทียบกับน้ำในมหาสมุทร.
ท่านกาฬหัตถีได้สดับดังนั้น จึงคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ทรงติดอยู่ในรสอย่างมากมาย จักทูลเตือนให้พระองค์ทรงรู้สึก เมื่อจะแสดงเรื่องเปรียบเทียบว่า แม้สุพรรณหงส์ตัวเที่ยวบินไปทางอากาศ กินเนื้อสัตว์ชาติเดียวกันกับตน ก็พินาศมาแล้วเหมือนกัน.
แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
เหมือนอย่างพวกหงส์ชาติธตรฐ เป็นสัตว์สัญจรไปทางอากาศ ได้ถึงความพินาศด้วยกันทั้งหมด เพราะบริโภคอาหารที่ไม่สมควร.
ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน ถึงพระองค์ก็เหมือนกัน จงทรงสดับถ้อยคำของข้าพระองค์ เพราะพระองค์เสวยมังสะที่ไม่ควรจะเสวย ฉะนั้น เขาจักเนรเทศพระองค์.
มีเรื่องเล่าไว้ว่า ได้ยินว่า ในอดีตกาล หงส์เก้าหมื่นตัวกินข้าวสาลี อยู่ในสุวรรณคูหาเขาจิตตกูฏ หงส์เหล่านั้นไม่ยอมออกนอกถ้ำตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ถ้าออกไปปีกจะเต็มด้วยน้ำ ไม่อาจจะบินขึ้นได้ ต้องตกลงในมหาสมุทรแน่ เพราะฉะนั้น จึงไม่ยอมออกนอกถ้ำ เมื่อจวนจะถึงฤดูฝน นำข้าวสาลีที่เกิดเองตามธรรมชาติ มาจากชาตสระจนเต็มถ้ำ กินข้าวสาลีนั้นอยู่ด้วยกัน และในเวลาที่หงส์เหล่านั้นเข้าไปถ้ำแล้ว แมงมุมตัวหนึ่งตัวมันเท่ากับล้อรถ ขึงใยไว้ที่ประตูถ้ำเดือนละเส้นๆ ใยของมันเส้นหนึ่งๆ เท่าเชือกผูกโค. พวกหงส์จึงคิดจะทำลายใยแมงมุมนั้น ให้อาหารแก่หงส์หนุ่มตัวหนึ่งสองส่วน หงส์หนุ่มตัวนั้น เมื่อสิ้นฤดูฝนจึงออกนำหน้าทำลายใยนั้นออกไป หงส์นอกนั้นก็เดินตามไปทางนั้น. ครั้นสมัยหนึ่ง ฤดูฝนล่าไปถึง ๕ เดือน หงส์เหล่านั้นก็หมดอาหาร ปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรหนอ ตกลงกันว่า เมื่อเราทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ จักได้ไข่ แล้วจึงกินไข่เสียก่อน แล้วกินลูกหงส์ กินหงส์แก่ เป็นลำดับมา เมื่อฤดูฝนถึง ๕ เดือน แมงมุมขึงใยได้ ๕ เส้น พวกหงส์กินเนื้อพวกเดียวกันเป็นสัตว์มีกำลังน้อย หงส์หนุ่มที่ได้อาหารสองส่วน ตีขาดได้เพียง ๔ เส้น ตีเส้นที่ ๕ ไม่ขาด ติดอยู่ตรงนั้นเอง ถูกแมงมุมเจาะศีรษะ ดื่มเลือดกินเสีย แม้ตัวอื่นมาตีอีก ก็ติดอยู่ในเส้นนั้นอีกโดยทำนองนี้ ถูกแมงมุมดื่มเลือดกินจนหมด เขากล่าวกันว่า ตระกูลธตรฐสูญในคราวนั้น เพราะฉะนั้น ท่านกาฬหัตถีเสนาบดี จึงกล่าวว่า หงส์เหล่านั้นถึงความพินาศด้วยกันทั้งหมด.
ในคาถาที่สองมีอธิบายว่า หงส์เหล่านั้นกินเนื้อของสัตว์ชาติเดียวกัน ซึ่งไม่ควรจะบริโภค ฉันใด แม้พระองค์ก็บริโภคเนื้อที่ไม่สมควรบริโภค ฉันนั้นเหมือนกัน ในขณะนี้ พระนครทั้งสิ้นเกิดภัยขึ้นแล้ว ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงงดเว้นเสียเถิด เพราะเหตุที่พระองค์ เสวยเนื้อมนุษย์ชาติเดียวกัน ซึ่งมิใช่เป็นอาหารที่ควรจะบริโภค เพราะฉะนั้น ชาวเมืองเหล่านี้ จักพากันเนรเทศพระองค์เสียจากแว่นแคว้น.
แม้พระราชา ก็ทรงมีพระประสงค์จะทรงนำ เรื่องอื่นมาเปรียบเทียบอีก แต่ชาวเมืองลุกขึ้นร้องว่า ท่านเสนาบดีทำอะไร จะเอาโจรกินเนื้อมนุษย์ไว้ทำไม ถ้าเธอจักไม่ยอมอด จงเนรเทศเธอเสียจากแคว้นก็แล้วกัน ไม่ให้ตรัสได้ต่อไป. พระราชาได้ทรงสดับถ้อยคำของคนหมู่มาก ตกพระทัยไม่อาจจะตรัสอะไรต่อไปได้ ท่านเสนาบดีกราบทูลต่อไปอีกว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อาจงดได้หรือไม่. เมื่อพระราชาตรัสตอบว่า ไม่อาจ จึงจัดพระสนมกำนัลในทุกหมู่เหล่า ทั้งพระโอรสพระธิดา ล้วนประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ ให้มาเฝ้าอยู่พร้อมพรั่งข้างพระองค์ กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทอดพระเนตร พระญาติพระวงศ์ หมู่อำมาตย์ และสิริราชสมบัตินี้ พระองค์อย่าได้ทรงพินาศ ต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ จงงดจากการเสวยเนื้อมนุษย์เสียเถิด. พระราชาตรัสว่า คนและสมบัติเหล่านี้ มิได้เป็นที่รักของเรา ยิ่งไปกว่าเนื้อมนุษย์. เมื่อเสนาบดีกราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น พระองค์ต้องเสด็จออกจากพระนครและแคว้นนี้ จึงตรัสว่า ท่านกาฬหัตถีเสนาบดี ประโยชน์ด้วยราชสมบัติของเราไม่มี เรายอมออกจากพระนคร แต่จงให้ดาบเล่มหนึ่ง คนทำกับข้าวคนหนึ่งภาชนะใบหนึ่งแก่เรา.
ครั้งนั้น ชาวพระนครให้ยกดาบเล่มหนึ่ง ภาชนะที่สำหรับทำเนื้อมนุษย์ให้สุกใบหนึ่ง กระเช้าและคนทำเครื่องต้นนั้นมาถวายพระราชานั้น แล้วกระทำการเนรเทศพระองค์เสียจากแคว้น เธอถือดาบพาคนทำเครื่องต้นออกจากพระนครเข้าป่า ทำที่อยู่ที่ใต้ต้นไทรแห่งหนึ่งอยู่ในที่นั้น ได้ไปดักอยู่ที่ทางดง ฆ่าคนไปมาแล้วนำมาให้คนทำเครื่องต้น คนทำเครื่องต้นนั้นได้ทำเนื้อให้สุกแล้ว ถวายพระราชาเป็นอยู่อย่างนี้ทั้งสองคน เมื่อเธอร้องว่า เราเป็นโจรกินคน ชื่อโปริสาท แล้ววิ่งไป ใครๆ ไม่อาจดำรงอยู่โดยสภาพของตนได้ ล้มลง ณ ภาคพื้นทั้งหมด ในคนเหล่านั้น เธอปรารถนาคนใด ก็กระทำคนนั้นให้มีเท้าในเบื้องบน ให้มีศีรษะในเบื้องล่าง นำมาให้แก่คนทำเครื่องต้น วันหนึ่ง ไม่ได้เนื้อกลับมา เมื่อคนทำเครื่องต้นทูลถามว่า จะทำอย่างไร พระเจ้าข้า. ก็ตรัสว่า ยกหม้อขึ้นตั้งบนเตาเถิด คนทำเครื่องต้นถามว่า เนื้อที่ไหน พระเจ้าข้า. ตรัสตอบว่า เราจักได้เนื้อ คนทำเครื่องต้น ตัวสั่นด้วยมั่นใจว่า ชีวิตของเราคงไม่รอดเป็นแน่ ถวายบังคมพระราชาแล้วร้องไห้พลาง ก่อไฟยกหม้อขึ้นตั้งบนเตา ครั้นนั้น พระเจ้าโปริสาทจึงประหารคนทำเครื่องต้นนั้นด้วยดาบ ฆ่าให้ตายแล้ว จัดทำเนื้อให้สุกดีด้วยพระองค์เอง เสร็จแล้วก็เสวย.
ตั้งแต่นั้นมา ก็อยู่เพียงพระองค์เดียว ได้มนุษย์ใดๆ มาต้องทำกินเอง. เรื่องพระเจ้าโปริสาทดักทางมนุษย์ ได้กระฉ่อนเลื่องลือไปทั่วชมพูทวีปแล้วแล.
จบปัพพาชนียกัณฑ์.
ครั้นนั้น พราหมณ์คนหนึ่งมีสมบัติบริบูรณ์ ประกอบพาณิชยกรรมด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางจากต้นดงถึงปลายดงเสมอ เขาคิดว่า เขาเล่าลือกันว่า โจรโปริสาทฆ่ามนุษย์เดินทางเสียเป็นอันมาก เราจักจ้างคนให้นำข้ามดงนั้น แล้วให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่พวกปากดง กล่าวว่า ท่านจงช่วยนำเราให้เดินพ้นดงไปทีเถิด แล้วเดินทางไปกับคนพวกนั้น ให้พวกเกวียนไปข้างหน้าทั้งหมด ส่วนตัวเองอาบน้ำลูบไล้เป็นอย่างดี แล้วก็ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง นั่งบนยานน้อยที่สบาย เทียมด้วยโคเผือก มีพวกนำข้ามดงแวดล้อมไปข้างหลังเขาทั้งหมด. ขณะนั้น เจ้าโปริสาทขึ้นบนต้นไม้มองดู ไม่พอใจในคนอื่นๆ ด้วยคิดว่า เราจะกินพวกเขาเหล่านี้ทำไมกัน พอเห็นพราหมณ์ก็อยากกิน จนน้ำลายไหล เมื่อพราหมณ์นั้นเข้ามาใกล้ จึงลงจากต้นไม้ประกาศชื่อว่า เฮ้ย กูนี่แหละคือโจรโปริสาท ดังนี้ ๓ ครั้งแล้ว วิ่งแกว่งดาบดุจทำดวงตาของคนเหล่านั้นให้เต็มด้วยทราย ไม่มีใครแม้สักคนเดียวที่สามารถจะทรงตนอยู่ได้ หมอบลงราบพื้นดินทั้งหมด เจ้าโปริสาทจับพราหมณ์ผู้นั่งบนยานนั้นที่เท้า ทำศีรษะให้ห้อยลงในเบื้องต่ำ ประหารศีรษะด้วยข้อเท้าแล้วแบกไป
พวกรับอาสานำทางลุกขึ้นได้ จึงกล่าวว่า เฮ้ย พวกเรารับเอากหาปณะพันหนึ่งจากมือของพราหมณ์ การทำงานแห่งลูกผู้ชายของพวกเรา อาจหรือไม่อาจ อย่างไรก็ตาม ลองช่วยกันติดตามดูหน่อยเถิด ว่าแล้ว ก็พากันติดตามไป. ส่วนเจ้าโปริสาท เมื่อกลับเหลียวหลังดูไม่พบใครๆ จึงค่อยเดินไป
ขณะนั้น บุรุษผู้กล้าหาญสมบูรณ์ด้วยกำลังคนหนึ่ง วิ่งตามไปโดยเร็ว ทันเจ้าโปริสาท เจ้าโปริสาทเห็นบุรุษนั้น จึงกระโดดข้ามรั้วแห่งหนึ่ง เผอิญเท้ากระทบกับตอตะเคียน ถูกตอตะเคียนแทงทะลุหลังเท้า เลือดไหลฉูดเดินเขยกไป ครั้นบุรุษนั้นเห็นอาการเช่นนั้น จึงร้องว่า มันถูกเราแทงแล้วโว้ย พวกเราจงตามมาเร็วๆ เถิด จับมันให้ได้. คนเหล่านั้นรู้ว่า เจ้าโปริสาททุพลภาพลงจึงติดตามไปพร้อมกัน เจ้าโปริสาทก็รู้ว่า พวกเขากำลังติดตามมา จึงปล่อยพราหมณ์เอาตัวรอดไป. พวกคนรับอาสานำทาง เมื่อได้พราหมณ์มาแล้ว ก็กล่าวว่า ธุระอะไรของพวกเราด้วยการจับโจร จึงพากันกลับเพียงแค่นั้นเอง.
ส่วนเจ้าโปริสาท พอไปถึงโคนต้นไทรของตนแล้ว เข้านอนอยู่ภายในย่านนั้น ได้ทำพิธีบวงสรวงว่า ข้าแต่เจ้ารุกขเทวดา ถ้าท่านสามารถทำแผลของข้าพเจ้า ให้หายได้ภายใน ๗ วันนี้ ข้าพเจ้าจักล้างลำต้นของท่านด้วยเลือดในลำคอของกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ในชมพูทวีปทั้งหมด จักแวดวงด้วยลำไส้ของกษัตริย์เหล่านั้น จักกระทำพลีกรรมด้วยเนื้อมีรส ๕ ดังนี้ เมื่อเขาไม่ได้มังสะและข้าวน้ำ ร่างกายซูบซีดลง แผลได้หายภายใน ๗ วันนั้นเอง เขาจึงสำคัญไปว่า เป็นด้วยอานุภาพของเทวดา ครั้นได้กินเนื้อมนุษย์ ๒-๓ วัน ได้มีกำลังดีแล้ว จึงคิดอย่างนี้ว่า เทวดามีอุปการะแก่เรามากมาย เราจักแก้บนแก่ท่าน แล้วถือดาบออกจากโคนต้นไม้ ด้วยหวังใจว่า จักนำพระราชามาให้ได้.
ครั้งนั้น ยักษ์ผู้เป็นสหายกินเนื้อด้วยกัน ครั้งที่เจ้าโปริสาทเคยเป็นยักษ์ ในภพก่อน เที่ยวอยู่ตามถิ่นนั้น พบเจ้าโปริสาทจำได้ว่า นี้เป็นสหายของเราในภพอดีต จึงถามว่า จำเราได้ไหมเพื่อน. เจ้าโปริสาทตอบว่า จำไม่ได้. เขาจึงได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่ได้เคยร่วมกันมา ครั้งที่เจ้าโปริสาทเป็นยักษ์ เมื่อภพก่อนให้เจ้าโปริสาทฟัง. เจ้าโปริสาทจำยักษ์นั้นได้ จึงกระทำการต้อนรับยักษ์ถามว่า ท่านเกิดที่ไหน เจ้าโปริสาทได้แจ้งสถานที่ที่ตนเกิดแล้ว และเหตุการณ์ที่ต้องถูกเนรเทศจากแคว้น และสถานที่ที่อยู่ในบัดนี้ เหตุที่ถูกตอไม้แทงแล้ว เหตุที่จะไปเพื่อแก้บนแก่เทวดาให้ทราบทุกประการ แล้วกล่าวว่า นี่หน้าที่ของเรา ท่านต้องช่วยด้วยนะ เราทั้งสองไปด้วยกันเถิดเพื่อน. ยักษ์ตอบว่า เพื่อนเอ๋ย เรายังไปร่วมด้วยไม่ได้ เพราะกิจอย่างหนึ่งของเรายังมีอยู่ แต่เรารู้มนต์ชื่อปทลักขณะ หาค่ามิได้ มนต์นั้นทำให้มีกำลัง ให้วิ่งได้เร็ว และมีเดชสูง เธอจงเรียนมนต์นี้ไปเถิด เมื่อเจ้าโปริสาทรับคำแล้ว ยักษ์จึงให้มนต์นั้นแก่เจ้าโปริสาทแล้วหลีกไป.
เจ้าโปริสาทตั้งแต่ได้มนต์แล้ว ก็วิ่งได้เร็วเหมือนลมพัด กล้าหาญมาก มีกำลังและความเพียรมาก ได้พบพระราชา ๑๐๑ พระองค์ ซึ่งกำลังเสด็จประพาสพระราชอุทยานเป็นต้น วิ่งไปด้วยกำลังดุจลม ประกาศนามแล้วคำรามบันลือลั่น ให้กษัตริย์เหล่านั้นตกพระทัยแล้ว จับพระบาทให้มีเศียรในเบื้องต่ำ ประหารศีรษะด้วยส้น นำไปด้วยกำลังดุจลม ทำช่องที่ฝ่าพระหัตถ์ของกษัตริย์เหล่านั้น แล้วร้อยด้วยเชือก ผูกแขวนไว้ที่ต้นไทร จับได้หมดภายใน ๗ วันนั้นเอง พระราชาเหล่านั้นทั้งหมดปลายนิ้วพระบาท พอจรดพื้น ห้อยกวัดแกว่งอยู่ ดุจพวงดอกหงอนไก่ที่เหี่ยว ในเมื่อลมพัดต้องอยู่ ดูช่างน่าสังเวช. ส่วนพระเจ้าสุตโสม เจ้าโปริสาทมิได้จับไป เพราะเห็นว่าเป็นพระอาจารย์ในหนหลังของตน และเกรงว่า ถ้าขืนจับเอาไป ชมพูทวีปก็จักว่างเปล่าจากกษัตริย์ เธอตั้งใจจะกระทำพลีกรรม ก่อไฟแล้วนั่งถากหลาวอยู่
รุกขเทวดาเห็นการกระทำของเธอคิดว่า เจ้าโปริสาทจักทำพลีกรรมแก่เรา ความผาสุกแม้สักหน่อยหนึ่งในแผลของเขา เรามิได้กระทำให้ บัดนี้ ความผาสุกของเขานั้น จักทำความพินาศใหญ่ให้แก่พระราชาเหล่านี้ เราจะทำอย่างไรหนอ ครั้นเห็นว่า ตนไม่อาจจะห้ามได้ จึงไปยังสำนักท้าวมหาราชทั้ง ๔ เล่าความนั้นให้ฟัง แล้วกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงช่วยห้ามเขาด้วย เมื่อท้าวมหาราชตอบว่า แม้พวกเราก็ไม่อาจจะห้ามเขาได้ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช ทูลเล่าความนั้นให้ทรงทราบแล้ว กราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดห้ามเขาด้วย แม้ท้าวสักกเทวราชก็ตรัสว่า เราก็ไม่อาจจะห้ามเขาได้ แต่เราจะออกอุบายอย่างหนึ่งให้ เมื่อรุกขเทวดานั้นทูลถามว่า อุบายนั้นเป็นอย่างไร. ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า คนอื่นในโลกทั้งเทวดาที่จะเสมอเหมือนไม่มี ผู้นั้นคือราชโอรสของพระเจ้าโกรัพยะ ในพระนครอินทปัต แคว้นกุรุ พระนามว่าสุตโสม จะทรมานเจ้าโปริสาทนั้นให้หายพยศได้ และจักพระราชทานชีวิตแก่พระราชาทั้งหลายด้วย ทั้งจักให้เจ้าโปริสาทนั้นงดจากการกินเนื้อมนุษย์ได้ด้วย จักโสตสรงชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ดุจน้ำอมฤต ถ้าเธอใคร่จะให้ชีวิตแก่พระราชาทั้งหลาย จงกล่าวกะเจ้าโปริสาทนั้นว่า การทำพลีกรรมนั้นต้องนำพระเจ้าสุตโสมมาด้วย.
รุกขเทวดารับเทวบัญชาแล้ว จึงรีบมาแปลงเพศเป็นบรรพชิตไปสถิตอยู่ ณ ที่ใกล้เจ้าโปริสาท ส่วนเจ้าโปริสาทได้ยินเสียงเท้าสำคัญว่า พระราชาบางองค์จักหนีไป ครั้นได้เห็นรุกขเทวดานั้น จึงคิดว่า ธรรมดาว่า บรรพชิตย่อมเป็นกษัตริย์ทั้งนั้น เราจักจับบรรพชิตนี้ทำพลีกรรมให้เต็มจำนวน ๑๐๑ ดังนี้แล้ว จึงลุกขึ้นถือดาบติดตามไป แม้ติดตามไปถึง ๓ โยชน์ก็ไม่อาจจะทันได้ เหงื่อไหลจนโซมตัว คิดว่า เมื่อก่อนช้างก็ดี ม้าก็ดี รถก็ดี วิ่งแล่นไปอยู่ เรายังวิ่งไล่ตามจับมาได้ทั้งนั้น วันนี้ แม้เราวิ่งอยู่จนสุดกำลัง ก็ยังไม่อาจจะจับบรรพชิต ผู้เดินไปอยู่โดยปกติของตนได้ มีเหตุอะไรหนอ เธอดำริต่อไปว่า ขึ้นชื่อว่า บรรพชิตผู้กระทำตามถ้อยคำ เราจักบังคับให้เธอหยุด เธอหยุดแล้วจึงจับดังนี้ แล้วกล่าวว่า หยุดก่อนสมณะ. รุกขเทวดาตอบว่า เราหยุดอยู่ก่อนแล้ว ท่านนั่นแหละจงพยายามหยุดบ้างเถิด.
ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทจึงกล่าวกะรุกขเทวดานั้นว่า ท่านผู้เจริญ ธรรมดาว่า บรรพชิตย่อมไม่พูดเท็จ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ส่วนท่านพูดเท็จดังนี้.
แล้วกล่าวคาถาว่า
ท่านเมื่อเรากล่าวว่า จงหยุด ก็ยังเดินไม่เหลียวหลัง ดูก่อนพรหมจารี ท่านไม่ได้หยุดกล่าวว่า หยุดแล้ว ดูก่อนสมณะ ท่านประพฤติอย่างนี้สมควรแล้วหรือ ดาบของเรา ท่านเข้าใจว่าเป็นขนนกกระสาหรือ.
ในลำดับนั้น เทวดาจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ดูก่อนพระราชา อาตมภาพเป็นผู้หยุดก่อนแล้วในธรรมของตน ไม่ได้เปลี่ยนนามและโคตร ส่วนโจร นักปราชญ์ท่านกล่าวว่า ไม่หยุดในโลก เพราะเคลื่อนจากโลกนี้แล้ว ต้องไปเกิดในอบาย หรือในนรกแน่.
ดูก่อนพระราชา ถ้าพระองค์ทรงเชื่ออาตมภาพ ต้องจับพระเจ้าสุตโสมผู้เป็นกษัตริย์มาด้วย พระองค์บูชายัญด้วยพระเจ้าสุตโสมนั่นแล จักไปสวรรค์แล.
เทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว ก็บันดาลให้เพศบรรพชิตสูญหายไป กลับกลายร่างเป็นเพศของตน ยืนโชติช่วงอยู่ดุจดวงอาทิตย์ในอากาศ เจ้าโปริสาทได้สดับถ้อยคำ และเห็นรูปเทวดานั้นแล้ว ถามว่า ท่านเป็นใครกัน. เทวดาตอบว่า เราเป็นเทวดาอยู่ที่ต้นไม้นี้เอง. เจ้าโปริสาทดีใจว่า เราได้เห็นเทวดาโดยประจักษ์ กล่าวว่า เทวราชเจ้าอย่าได้วิตก เพราะเหตุพระเจ้าสุตโสมเลย เชิญเสด็จเข้าต้นไม้ของตนเสียเถิด เทวดาเข้าสู่ต้นไม้ ในขณะที่เจ้าโปริสาทกำลังแลดูอยู่ ขณะนั้น ดวงอาทิตย์ก็อัสดงคต ดวงจันทร์ขึ้นปรากฏแล้ว เจ้าโปริสาทเป็นนักปราชญ์ทางเวทางคศาสตร์ ฉลาดรอบรู้นักษัตรโคจร เธอแหงนดูท้องฟ้า ดำริว่า พรุ่งนี้จะเป็นผุสสนักษัตร พระเจ้าสุตโสมจักเสด็จสรง ณ พระราชอุทยาน เราจักจับเธอที่นั่น แต่การรักษาของพระองค์จักเป็นการใหญ่ ชาวพระนครทั้งสิ้นจักเที่ยวรักษาตลอด ๓ โยชน์โดยรอบ เราจักต้องไปยังมิคาจิรวันราชอุทยาน ลงสู่มงคลโบกขรณี ซ่อนตัวอยู่เสียแต่ปฐมยาม เมื่อการรักษายังมิได้ทันจัดแจง แล้วได้ไปยังพระราชอุทยานนั้น ลงสู่สระโบกขรณี ยืนปกศีรษะด้วยใบบัว ด้วยเดชของเจ้าโปริสาทนั้น สัตว์น้ำมีปลาและเต่าเป็นต้นได้ถอยออกไป ว่ายอยู่รอบนอกเป็นฝูงๆ
มีคำถามสอดเข้ามาว่า เดชนี้เจ้าโปริสาทได้ เพราะอะไร
มีคำแก้ว่า เธอได้ด้วยอำนาจบุญที่ได้บำเพ็ญไว้ในชาติก่อน แท้ที่จริง เมื่อศาสนกาลของพระทศพลทรงพระนามว่า กัสสป เธอได้เป็นผู้ริเริ่มสลากภัตรน้ำนมสด เธอจึงมีกำลังมากมายด้วยเหตุนั้น เธอได้สร้างโรงไฟแล้ว ถวายไฟ ฟืน มีดเกลียกฟืนและขวาน เพื่อบรรเทาความหนาวแก่ภิกษุสงฆ์ เธอจึงได้มีเดชด้วยเหตุนั้น เมื่อเจ้าโปริสาทไปอยู่ภายในพระราชอุทยานอย่างนี้แล้ว เจ้าพนักงานได้จัดการอารักขาในที่ประมาณ ๓ โยชน์โดยรอบ
ส่วนพระเจ้าสุตโสมเสวยอาหารเช้าแต่เช้าทีเดียว เสด็จขึ้นทรงมงคลหัตถี ที่เขาประดับประดาไว้อย่างดีแล้ว แวดล้อมไปด้วยจตุรงคินีเสนาเสด็จออกจากพระนคร.
ครั้งนั้น พราหมณ์ชื่อว่า นันทะ นำเอาคาถาชื่อว่า สตารหา ๔ คาถา ล่วงหนทาง ๑๒๐ โยชน์ แต่พระนครตักกสิลา ถึงพระนครนั้นแล้ว พักอยู่ที่บ้านใกล้ประตูพระนคร เมื่อดวงอาทิตย์อุทัย เข้าไปสู่พระนคร เห็นพระราชาเสด็จออกทางประตูด้านทิศตะวันออก จึงเหยียดมือออกถวายชัยมงคล พระราชาเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรทิศอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็น มือที่เหยียดออกของพราหมณ์ผู้ยืนอยู่ ณ ประเทศอันสูง ทรงไสพระยาช้าง เสด็จเข้าไปใกล้พราหมณ์
เมื่อจะตรัสถาม ได้ตรัสพระคาถาว่า
ชาติภูมิของท่านอยู่แคว้นแดนไหน ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์ ท่านมาถึงพระนครนี้ด้วยต้องการประโยชน์อะไร ท่านพราหมณ์จงบอกความประสงค์นั้นแก่ข้าพเจ้า ท่านปรารถนาอะไร ข้าพเจ้าจักให้สิ่งที่ท่านปรารถนาในวันนี้.
ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นจึงทูลท้าวเธอเป็นคาถาว่า
ข้าแต่พระจอมธรณีมหิศร พระคาถา ๔ พระคาถา มีอรรถอันลึกวิเศษนัก เปรียบประดุจสาคร ข้าพเจ้ามาในพระนครนี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงสดับพระคาถา อันประกอบด้วยประโยชน์อย่างยอดเยี่ยม.
พราหมณ์ทูลดังนั้นแล้ว ทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คาถาชื่อว่า สตารหา ๔ พระคาถานี้ พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับว่า พระองค์ทรงโปรดปรานในการศึกษา จึงมาเพื่อแสดงแก่พระองค์. พระราชามีพระหฤทัยโสมนัส ตรัสว่า ท่านอาจารย์ ท่านมาดีแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่อาจจะกลับจากที่นี่ได้ วันนี้ ข้าพเจ้าจักมาสรงเศียรโดยคลองแห่งผุสสนักษัตรฤกษ์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักมาฟังในวันพรุ่งนี้ ขอท่านอย่าได้หน่ายแหนงไปเลย แล้วตรัสสั่งอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายจงไปจัดที่นอนให้แก่พราหมณ์ ที่เรือนหลังโน้น จงจัดอาหารและผ้านุ่งด้วย แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระราชอุทยาน
พระราชอุทยานนั้นแวดล้อมด้วยกำแพงสูง ๑๘ ศอก ช้างยืนเรียงต่อๆ กัน แวดวงเป็นหลั่นๆ ไป ต่อนั้นออกไปเป็นขบวนม้า ต่อออกไปก็เป็นขบวนรถ ถัดไปเป็นขบวนนายขมังธนู ถัดไปเป็นขบวนคนเดินเท้า ตั้งล้อมวงเป็นลำดับกันดังนี้แล พลนิกายได้บันลือลั่น ดุจมหาสมุทรที่กำเริบ ฉะนั้น พระราชาทรงเปลื้องเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้ว ให้ทำมัสสุกรรม มีพระสรีระอันฟอกแล้ว ด้วยจุณสำหรับสนาน เสด็จสรงภายในมงคลสระโบกขรณี ตามพระราชประเพณีแล้ว เสด็จขึ้นทรงพระภูษาซับพระองค์ ประทับยืนอยู่.
ลำดับนั้น เจ้าพนักงานทูลเกล้าถวายพระภูษา ของหอม ดอกไม้ และเครื่องอลังการ. ขณะนั้น เจ้าโปริสาทคิดว่า พระราชานี้ เวลาแต่งพระองค์แล้วจักหนัก เราจักจับในเวลาที่ยังเบา ดังนี้แล้ว โผล่ขึ้นจากน้ำวางนิ้วไว้ ณ หน้าผาก ควงดาบบนกระหม่อม ดุจพญามัจจุราช บันลือลั่นประเทศว่า เฮ้ย กูนี่แหละ ชื่อโจรโปริสาท พวกราชบริพารได้ยินเสียงเธอแล้ว ที่ขึ้นช้างก็ล้มลงอยู่กับช้าง ที่ขึ้นม้าก็ล้มลงอยู่กับม้า ที่ขึ้นรถก็ล้มอยู่กับรถ พลนิกายทิ้งอาวุธหมอบราบลงกับพื้น เจ้าโปริสาทจับพระเจ้าสุตโสมยกขึ้น เวลาที่เธอจับพระราชาอื่นๆ จับพระบาทกระทำให้มีเศียรในเบื้องต่ำ ประหารศีรษะด้วยส้น. ส่วนพระโพธิสัตว์ เธอน้อมตัวเข้าไปยกขึ้นให้นั่งบนบ่า คิดว่า เราไปทางประตูจะเป็นการเนิ่นช้า เมื่อไม่เห็นทางที่จะไป จึงกระโดดขึ้นกำแพงอันสูงถึง ๑๘ ศอก ที่ตรงหน้านั่นเอง และแล้วกระโดดเหยียบกระพองพญาช้างซับมัน แล้วเหยียบหลังม้าต่อๆ ไป ด้วยกำลังอันรวดเร็วดุจสายลม ประหนึ่งว่า กระโดดเหยียบยอดเขาที่ตั้งอยู่เรียงรายกันไป ฉะนั้น เหยียบแอกรถงอนรถวิ่งไปโดยเร็ว เป็นประหนึ่งว่า หมุนไปเป็นวงกลมของลูกข่าง และย่ำใบไทรที่สะพรั่งด้วยผลเขียว ฉะนั้น พักเดียวก็ล่วงหนทางได้ ๓ โยชน์ ดำริว่า มีใครตามมาช่วยท่านสุตโสมบ้างหรือเปล่า เหลียวดูไม่เห็นใคร จึงค่อยๆ เดินไป เห็นหยาดน้ำแต่ปลายพระเกศาของพระเจ้าสุตโสม ตกลงมาที่อกของตน ดำริว่า ขึ้นชื่อว่า สัตว์ที่จะไม่กลัวความตายไม่มี แม้พระเจ้าสุตโสมก็เห็นจะร้องไห้ เพราะกลัวต่อความตาย.
แล้วกล่าวคาถาว่า
ท่านผู้มีความรู้ มีปัญญาเป็นพหูสูต คิดเหตุการณ์ได้มาก ย่อมไม่ร้องไห้ การที่พวกบัณฑิตเป็นผู้บรรเทาความเศร้าโศกผู้อื่นได้ นี่แหละเป็นที่พึ่ง อย่างยอดเยี่ยมของนรชน เหมือนอย่างเกาะเป็นที่พำนักของคนที่ต้องเรือแตกในมหาสมุทร ฉะนั้น.
ท่านสุตโสม พระองค์คิดถึงอะไร ตนหรือญาติ หรือลูกเมีย หรือข้าวเปลือกทรัพย์สิน เงินทอง ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐสุด หม่อมฉันขอฟังถ้อยคำของพระองค์.
พระเจ้าสุตโสมตรัสคาถาว่า
เรามิได้คิดถึงตัวเอง มิได้คิดถึงลูกเมีย มิได้คิดถึงทรัพย์สมบัติ มิได้คิดถึงบ้านเมือง แต่ธรรมของสัตบุรุษที่ท่านประพฤติกันครั้งโบราณ เราผลัดต่อพราหมณ์ไว้ คิดถึงเรื่องธรรมข้อนั้นแล.
การนัดหมาย เราตั้งอยู่ในฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ได้ทำไว้กับพวกพราหมณ์ในแคว้นของตน การนัดหมายนั้นต่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐ เราจักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.
ข้าพเจ้าจักเป็นผู้รักษาคำสัตย์ไว้ ด้วยว่า พราหมณ์นั้นนำเอาคาถา ๔ คาถาที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงแล้ว มาจากเมืองตักกสิลา ข้าพเจ้าได้สั่งให้กระทำอาคันตุกวัตรแก่พราหมณ์นั้น แล้วจึงมาอาบน้ำ ข้าพเจ้าได้กระทำการนัดหมายกับพราหมณ์ไว้ว่า ข้าพเจ้าจักฟังคาถานั้น ขอให้ท่านพราหมณ์จงรออยู่ จนกว่าข้าพเจ้าจะกลับมา ดังนี้แล้วจึงมา แต่ท่านมิได้ให้ข้าพเจ้าฟังคาถานั้น จับเอาข้าพเจ้ามาเสียก่อน ถ้าท่านปล่อยข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าฟังธรรมแล้ว จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.
ครั้งนั้น เจ้าโปริสาททูลพระเจ้าสุตโสมว่า
คนผู้มีความสุข หลุดออกจากปากของมัจจุแล้ว จะมาสู่มือของศัตรูอีก ข้อนี้ข้าพเจ้ายังเชื่อไม่ได้หรอก ข้าแต่ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐสุด พระองค์จะไม่เข้าใกล้ข้าพเจ้าอีกกระมัง.
พระองค์พ้นจากมือของโปริสาท เสด็จไปถึงพระราชมนเทียรของพระองค์ เพลิดเพลินด้วยกามคุณารมณ์ พระองค์ได้ชีวิตอันเป็นที่รักจิตสนิทใจ พระองค์จักกลับมาหาข้าพเจ้าได้อย่างไร.
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นเป็นดุจพระยาไกรสรราชสีห์ ไม่หวาดหวั่น ตรัสตอบว่า
คนที่มีศีลบริสุทธิ์ มุ่งปรารถนาความตาย คนผู้มีธรรมลามกที่นักปราชญ์ติเตียน ไม่พึงปรารถนาชีวิต นรชนคนใดพึงกล่าวคำเท็จ เพราะเหตุแม้แห่งของรักอันใด ของรักอันนั้น ไม่รักษานรชนคนนั้นจากทุคติได้เลย.
แม้ถึงลมจะพึงพัดภูเขามาได้ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะพึงตกในแผ่นดินได้ แม่น้ำทั้งหมดจะพึงไหลทวนกระแสได้ ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็พูดเท็จไม่ได้จริงๆ นะพระราชา.
ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เป็นสหาย ท่านก็เป็นสหายผู้สนิท เคยเล่าเรียนในสำนักอาจารย์เดียวกันกับข้าพเจ้าถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวคำเท็จ เพราะเหตุแห่งชีวิตเลย ถึงแม้ว่า ลมต่างชนิดมีลมในทิศบูรพาเป็นต้น จะพึงพัดภูเขาใหญ่มาในอากาศ ประดุจปุยนุ่นได้ แม้เหตุนั้น ก็พึงเชื่อถือได้ แต่ท่านพึงเชื่อคำนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่พึงกล่าวคำเท็จ ดังนี้ได้ยิ่งกว่าเหตุนั้น ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะพึงตกในแผ่นดินพร้อมด้วยวิมานของตน แม้แม่น้ำทุกสายจะพึงไหลทวนกระแสได้ ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เจริญ ถ้อยคำอย่างนี้ ถ้ามีใครกล่าวขึ้น ก็พึงเชื่อได้ ส่วนคำที่ว่า ข้าพเจ้าพึงพูดเท็จนี้ ถ้าชนทั้งหลายกล่าวแก่ท่านแล้ว คำนั้นท่านไม่พึงเชื่อเลย.
ฟ้าจะพึงแตกได้ ทะเลจะพึงแห้งได้ แผ่นดินอันทรงไว้ซึ่งภูตจะพึงพลิกได้ เมรุบรรพตจะพึงเพิกถอนได้ตลอดราก ข้าพเจ้าก็พูดเท็จไม่ได้เลยนะราชา.
แม้พระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าโปริสาทก็ยังไม่ยอมเชื่อ ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงทรงดำริว่า เจ้าโปริสาทนี้ไม่ยอมเชื่อเรา เราจักให้เธอยอมเชื่อด้วยคำสาบาน แล้วตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านจงให้ข้าพเจ้าลงจากบ่าก่อน ข้าพเจ้าจะทำสาบานให้ท่าน ครั้นพอเจ้าโปริสาทเอาลงวางไว้ ณ ภาคพื้นแล้ว
เมื่อจะทรงทำการสาบาน ได้ตรัสพระคาถาว่า
ข้าพเจ้าจักจับดาบและหอก จะทำแม้ซึ่งการสาบานแก่ท่านก็ได้นะสหาย ข้าพเจ้าพ้นจากท่านไปแล้ว เป็นผู้หาหนี้มิได้ จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.
ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เป็นสหาย ถ้าท่านปรารถนา ข้าพเจ้าก็จะจับดาบและหอกสาบานว่า ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ซึ่งมีการรักษาอันกวดขันเป็นอย่างดี ด้วยอาวุธเห็นปานนี้ ดูก่อนสหาย หรือว่าท่านปรารถนาคำสาบานอย่างอื่นอีก ข้าพเจ้าก็จะทำการสาบานให้แก่ท่านอีกก็ได้ เราพ้นจากท่านแล้ว ก็จะไปหาพราหมณ์ กระทำตนไม่ให้มีหนี้สินแก่พราหมณ์แล้ว ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.
ในลำดับนั้น เจ้าโปริสาทคิดว่า เจ้าสุตโสมนี้กระทำการสาบาน ซึ่งพวกกษัตริย์ไม่ควรกระทำ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้าสุตโสมนี้แก่เรา เธอจะกลับมาหรือไม่กลับก็ตามที แม้ตัวเราก็เป็นขัตติยราช จักถือเอาเลือดในลำแขนของเรา กระทำพลีกรรมแก่เทวดา ท่านสุตโสมลำบากใจนัก แล้วกล่าวคาถาว่า
การนัดหมายอันใด อันพระองค์ผู้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ได้ทรงทำไว้กับพราหมณ์ในแคว้นของตน การนัดหมายอันนั้นต่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐ พระองค์จงเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านอย่าได้วิตกไปเลย ข้าพเจ้าได้สดับสตารหคาถา ๔ คาถาแล้ว ให้เครื่องบูชาแก่ธรรมกถึกแล้ว จักมาแต่เช้าทีเดียว แล้วตรัสคาถาว่า
การนัดหมายอันใด ที่ข้าพเจ้าผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ได้ทำไว้กับพราหมณ์ในแคว้นของตน การนัดหมายอันนั้นต่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.
ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทจึงทูลเจ้าสุตโสมว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงกระทำการสาบานที่พวกกษัตริย์ไม่ควรทำแล้ว จงทรงระลึกถึงพระดำรัสที่ได้ทรงปฏิญาณนั้นไว้ ครั้นพระมหาสัตว์ตรัสให้เชื่อด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านรู้จักข้าพเจ้าตั้งแต่เวลายังเยาว์ คำเท็จข้าพเจ้าไม่เคยพูดเลย แม้แต่การล้อเลียน ข้าพเจ้าจักพูดเท็จได้หรือ บัดนี้ ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว รู้จักถูกและผิด จักพูดเท็จได้หรือ ท่านจงเชื่อข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจักกลับมาให้ทันพลีกรรมของท่านในวันพรุ่งนี้. เจ้าโปริสาทจึงกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญพระองค์เสด็จเถิด เมื่อพระองค์ไม่เสด็จมา จักไม่เป็นพลีกรรม เพราะเทวดาเว้นพระองค์จักไม่รับ ขอพระองค์อย่าทำอันตรายแก่พลีกรรมของข้าพเจ้า แล้วส่งพระมหาสัตว์ไป พระมหาสัตว์เป็นดุจพระจันทร์ พ้นแล้วจากปากแห่งราหู พระองค์มีกำลังดุจพญาช้างสมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงได้ เสด็จถึงพระนครโดยฉับพลัน.
ลำดับนั้น แม้เสนาของพระเจ้าสุตโสมนั้น ก็ยังตั้งขบวนอยู่นอกพระนคร เพราะดำริว่า พระเจ้าสุตโสมมหาราชเจ้า พระองค์เป็นบัณฑิตทรงแสดงธรรมไพเราะ เมื่อได้ตรัสกถาเรื่องหนึ่งหรือสองเรื่อง จักทรมานเจ้าโปริสาทได้แล้วกลับมา ดุจพญาช้างซับมันตัวประเสริฐพ้นแล้วจากปากแห่งสีหะ ฉะนั้น และเกรงชาวพระนครจะติได้ว่า ให้พระราชาแก่เจ้าโปริสาทแล้วมาเสีย ครั้นเห็นพระโพธิสัตว์เสด็จมาแต่ไกล จึงพากันลุกขึ้นต้อนรับ ถวายคำนับแล้ว กราบทูลปฏิสันถารว่า พระมหาราชเจ้าถูกเจ้าโปริสาท ทำให้ลำบากอย่างไรบ้าง เมื่อตรัสตอบว่า เจ้าโปริสาทได้ทำกิจที่มารดาบิดาทำได้ยากแก่เรา เธอดุร้ายสาหัสเช่นนั้น ได้สดับธรรมกถาของเราแล้วปล่อยเราดังนี้ จึงแต่งองค์เจ้าสุตโสม เชิญเสด็จขึ้นคอช้างพระที่นั่ง แวดล้อมเข้าสู่พระนคร ชาวเมืองได้เห็นดังนั้น ก็ชื่นชมทั่วหน้ากัน
พระโพธิสัตว์ เพราะว่าพระองค์มีความเคารพธรรม เป็นนักธรรมะ ไม่ทันได้เฝ้าพระราชมารดาบิดา ตั้งพระหฤทัยว่าจักเฝ้าทีหลัง จึงเสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ ประทับนั่ง ณ พระราชอาสน์รับสั่งให้เรียกหาพราหมณ์มา และตรัสสั่งให้ทำอุปัฏฐานกิจ มีการแต่งหนวดเป็นต้น แก่พราหมณ์นั้นด้วย เวลาที่เจ้าพนักงานแต่งหนวดพราหมณ์แล้ว ให้อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอม ประดับด้วยผ้าและเครื่องอลังการแล้วนำเฝ้า พระองค์เสด็จสรงทีหลัง พระราชทานโภชนะของพระองค์แก่พราหมณ์นั้น
เมื่อพราหมณ์บริโภคแล้ว พระองค์เสวยแล้ว เชิญพราหมณ์ให้นั่ง ณ บัลลังก์ควรบูชา พระองค์ประทับนั่ง ณ อาสนะต่ำ พอบูชาพราหมณ์ด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น เพราะทรงเคารพในธรรม ตรัสอาราธนาว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าขอฟังคาถาชื่อว่าสตารหา ที่ท่านนำมาเพื่อข้าพเจ้า.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสเป็นคาถาว่า
ก็พระโพธิสัตว์นั้น ครั้นพ้นจากเงื้อมมือของเจ้าโปริสาทแล้ว ได้เสด็จไปตรัสกะพราหมณ์นั้นดังนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอสดับคาถา ชื่อว่าสตารหา ซึ่งได้สดับแล้วจะพึงเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้า.
ลำดับนั้น ในเวลาที่พระโพธิสัตว์อาราธนาแล้ว พราหมณ์จึงฟอกมือทั้งสองด้วยของหอม นำเอาคัมภีร์อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ออกจากถุง จับขึ้นสองมือแล้วทูลว่า
บัดนี้ ขอมหาบพิตรจงทรงสดับคาถา ชื่อว่าสตารหา ๔ คาถา ตามที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้ อันจะถอนความเมามีความเมาด้วยราคะเป็นต้นให้สร่าง ให้สำเร็จอมตมหานิพพานนี้
แล้วดูคัมภีร์ กล่าวคาถาว่า
ข้าแต่ท่านสุตโสมมหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น ย่อมรักษาผู้สมาคมนั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากก็รักษาไม่ได้
พึงคบกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้สัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญ ไม่มีความเสื่อม
ราชรถที่เขาให้วิจิตรเป็นอันดี ยังคร่ำคร่าได้แล แม้สรีระ ก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วนธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษกับสัตบุรุษด้วยกัน ย่อมรู้กันได้.
ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหาสมุทร เขาก็กล่าวกันว่าไกล ข้าแต่พระราชา ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษทั้งสองนี้ ท่านกล่าวว่า ไกลกันยิ่งกว่านั้นแล.
พราหมณ์กล่าวคาถาชื่อว่า สตารหา ๔ คาถา ตามที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้อย่างนี้แล้ว ได้นั่งนิ่งอยู่ พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น มีพระหฤทัยโสมนัสว่า การมาของเรามีผลหนอ ทรงพระดำริว่า คาถาเหล่านี้ไม่ใช่ภาษิตของพระสาวก ไม่ใช่ภาษิตของฤาษี ไม่ใช่ภาษิตของกวี แต่เป็นภาษิตของพระสัพพัญญู จะควรค่าเท่าไรหนอ ทรงพระดำริต่อไปว่า แม้เราจักให้จักรวาลทั้งสิ้น กระทำให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ตลอดถึงพรหมโลก ก็ไม่อาจจะทำให้สมควร ส่วนเราพอที่จะให้ราชสมบัติในพระนครอินทปัตประมาณ ๗ โยชน์ ในกุรุรัฐประมาณ ๓๐๐ โยชน์แก่พราหมณ์นี้ โชคที่จะได้ราชสมบัติของพราหมณ์นี้มีอยู่หรือหนอ ทรงตรวจดูด้วยอานุภาพแห่งองค์วิทยาไม่เห็นมี ทรงตรวจถึงฐานันดร มีตำแหน่งเสนาบดีเป็นต้น ไม่ทรงเห็นโชคฐานันดร แม้เพียงนายบ้านหมู่หนึ่ง เมื่อทรงตรวจถึงโชคลาภ ทรงตรวจตั้งแต่ทรัพย์โกฏิหนึ่ง ทรงเห็นโชคลาภเพียงสี่พันกหาปณะ ตกลงพระทัยว่า จักบูชาพราหมณ์นั้นด้วยทรัพย์เท่านี้ รับสั่งให้พระราชทานทรัพย์ถุงละพันกหาปณะ รวมสี่ถุง ตรัสถามว่า ท่านอาจารย์แสดงคาถานี้แก่พวกกษัตริย์อื่นๆ ได้ทรัพย์เท่าไร
พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ได้คาถาละร้อยกหาปณะ เพราะฉะนั้น คาถาเหล่านี้จึงได้นามว่า สตารหา. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสกะพราหมณ์นั้นต่อไปว่า ท่านอาจารย์ไม่รู้ราคาของภัณฑะที่ตนถือเที่ยวไป ตั้งแต่นี้ คาถาเหล่านี้จงชื่อว่า สหัสสารหา ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถาว่า
คาถาเหล่านี้ชื่อว่า สหัสสารหา ควรพัน ไม่ได้ชื่อว่า สตารหา ควรร้อย ท่านจงรับทรัพย์สี่พันโดยเร็วเถิดพราหมณ์.
ครั้นแล้วพระมหาสัตว์ จึงพระราชทานยานน้อยที่เป็นสุขคันหนึ่ง ตรัสสั่งราชบุรุษว่า จงส่งพราหมณ์ให้ถึงบ้านโดยสวัสดี แล้วทรงส่งพราหมณ์นั้นไป ขณะนั้นได้เกิดเสียงสาธุการใหญ่ว่า คาถาชื่อสตารหา พระเจ้าสุตโสมทรงเปลี่ยนเป็นสหัสสารหา ทรงบูชาแล้ว สาธุ สาธุ พระราชมารดาบิดาของพระโพธิสัตว์ ได้ทรงสดับเสียงนั้น ตรัสถามว่า นั่นเสียงอะไร ได้ทรงทราบตามความเป็นจริง กริ้วพระมหาสัตว์ เพราะเสียดายทรัพย์ ส่วนพระมหาสัตว์ทรงส่งพราหมณ์แล้ว เสด็จไปเฝ้าพระราชมารดาบิดา ถวายบังคมประทับยืนอยู่ ครั้งนั้น พระราชบิดาไม่ทรงกระทำ แม้สักว่าปฏิสันถารว่า เจ้าพ้นจากมือโจร ผู้ร้ายกาจเห็นปานนั้นมาได้อย่างไรพ่อ โดยเหตุที่ทรงเสียดายทรัพย์ ตรัสถามว่า ได้ยินว่า เจ้าฟังคาถา ๔ คาถา ให้สี่พันจริงหรือ เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลว่า จริง. ตรัสพระคาถาว่า
คาถาควรแปดสิบหรือเก้าสิบ แม้ร้อยก็ควร พ่อสุตโสมเอ๋ย เจ้าจงรู้ด้วยตนเอง คาถาควรพันมีที่ไหน.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะกราบทูลพระราชบิดานั้น ให้ทรงทราบว่า ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาความเจริญทางทรัพย์เท่านั้น ย่อมปรารถนาความเจริญทางการศึกษาด้วย ได้ตรัสคาถาดังต่อไปนี้ว่า
ข้าพระองค์ปรารถนาความเจริญของตนทางการศึกษา พวกสัตบุรุษผู้สงบจึงคบข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่อิ่มด้วยสุภาษิต ดุจมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยแม่น้ำฉะนั้น พระทูลกระหม่อม.
ไฟไหม้หญ้าและไม้ย่อมไม่อิ่ม และสาครก็ไม่อิ่มด้วยแม่น้ำทั้งหลายฉันใด แม้บัณฑิตเหล่านั้นก็ฉันนั้น ได้ฟังคำสุภาษิตแล้ว ย่อมไม่อิ่มด้วยสุภาษิต
พระทูลกระหม่อมผู้เป็นจอมประชาชน เวลาใด ข้าพระองค์จะต้องเรียนคาถาที่มีประโยชน์ต่อทาสของตน เวลานั้น ข้าพระองค์ต้องเรียนโดยเคารพเหมือนกัน ความอิ่มในธรรมของข้าพระองค์ไม่มีเลย พระทูลกระหม่อม.
ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าสุตโสมจึงทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม พระองค์อย่าทรงบริภาษข้าพระองค์เพราะทรัพย์ ข้าพระองค์ให้ปฏิญาณต่อโปริสาทไว้ว่า ฟังธรรมแล้วจักกลับ บัดนี้ ข้าพระองค์จักไปยังสำนักของโปริสาท ขอพระทูลกระหม่อม จงทรงรับราชสมบัตินี้เถิด
เมื่อจะกราบทูลมอบราชสมบัติ ได้ตรัสพระคาถาว่า
แว่นแคว้นของพระองค์นี้ บริบูรณ์ด้วยสมบัติทั้งปวง ทั้งทรัพย์ ทั้งยาน ทั้งพระธำมรงค์ พระองค์จะบริภาษข้าพระองค์เพราะเหตุแห่งกามทำไม ข้าพระองค์ขอทูลลาไปในสำนักโปริสาทในบัดนี้.
ในสมัยนั้น พระหฤทัยของพระราชบิดาร้อนขึ้นทันที ท้าวเธอตรัสว่า พ่อสุตโสม ทำไมจึงพูดอย่างนี้ บิดาจักจับโจรด้วยจตุรงคเสนา แล้วตรัสคาถาว่า
ทัพช้าง ทัพรถ ทัพเดินเท้า ทัพม้า ล้วนแต่ได้ศึกษาเชี่ยวชาญในการธนูทุกหมู่เหล่า พอที่จะรักษาตัวได้ เราจะยกทัพจับศัตรูฆ่าเสีย.
ลำดับนั้น พระราชมารดาบิดามีพระพักตร์นองด้วยอัสสุชล ทรงกันแสงพิไรร่ำรำพันอยู่ว่า อย่าไปนะพ่อ ไปไม่ได้นะพ่อ ทั้งพระสนมกำนัลจำนวนหมื่นหกพันนาง ทั้งราชบริพารนอกจากนี้ ก็ปริเวทนาว่า พระองค์จะเสด็จไปไหน ทิ้งพวกข้าพระองค์ไว้ให้อนาถา แม้ใครๆ ในพระนครทั้งสิ้น ก็ไม่อาจดำรงอยู่โดยภาวะของตนได้ ได้เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันทั่วพระนครว่า ได้ยินว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงรับปฏิญาณพระเจ้าโปริสาทมา บัดนี้ ได้ทรงสดับสตารหาคาถา ๔ คาถา ทรงทำสักการะแก่พราหมณ์ธรรมกถึก ถวายบังคมลาพระราชมารดาบิดาแล้ว จักเสด็จไปสู่สำนักโจรอีกดังนี้
ส่วนพระมหาสัตว์ได้ทรงสดับพระดำรัสพระราชมารดาบิดาแล้ว ตรัสพระคาถาว่า
โปริสาทได้ทำกิจ ที่ทำได้แสนยาก จับข้าพระองค์ได้ทั้งเป็น แล้วปล่อยมา ข้าพระองค์ยังนึกถึงบุรพกิจเช่นนั้นอยู่ ข้าแต่พระทูลกระหม่อมผู้เป็นจอมประชาชน ข้าพระองค์จะพึงประทุษร้ายเขาได้อย่างไร.
พระเจ้าสุตโสมทูลอนุศาสน์พระราชมารดาบิดาแล้ว กราบทูลต่อไปว่า ขอพระราชมารดาบิดา อย่าได้วิตกถึงข้าพระองค์เลย ข้าพระองค์มีกัลยาณธรรมได้กระทำไว้แล้ว ความเป็นอิสระในฉกามาวจร ของข้าพระองค์ไม่เป็นผล ที่จะพึงได้ด้วยยาก แล้วถวายบังคมพระราชมารดาบิดาทูลลาแล้ว ตรัสสั่งชนอื่นๆ ที่เหลือแล้วเสด็จไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระโพธิสัตว์ถวายบังคมพระราชบิดาและพระราชมารดา ตรัสสั่งชาวนิคมและพลนิกรแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสคำสัตย์ รักษาความสัตย์ ได้เสด็จไปยังสำนักของโปริสาทแล้ว.
พระอรรถกถาจารย์พรรณนาว่า ในคืนนั้น พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในพระราชนิเวศน์ รุ่งขึ้นเช้า พอได้อรุณ ก็ถวายบังคมลาพระราชมารดาพระราชบิดา ตรัสสั่งนิกรชนทั่วกันแล้ว อันมหาชนมีพวกฝ่ายในเป็นต้น มีหน้านองด้วยน้ำตา คร่ำครวญอยู่เซ็งแซ่ พากันไปส่งเสด็จ พระองค์เสด็จออกจากพระนคร เมื่อไม่อาจให้มิตรชนเหล่านั้นกลับได้ จึงทำขีดขวางด้วยท่อนไม้ในหนทางใหญ่ตรัสว่า ถ้ามีความรักใคร่ในเรา อย่าล่วงขีดนี้มา มหาชนไม่อาจล่วงขีดอาชญาของพระโพธิสัตว์ผู้มีศีลมีเดช คร่ำครวญอยู่ด้วยเสียงอันดัง และดูพระโพธิสัตว์ ผู้มีอาการอันองอาจดุจราชสีห์ เสด็จไปอยู่. เมื่อพระมหาสัตว์ล่วงลับสายตาแล้ว ร้องเซ็งแซ่ขึ้นพร้อมกัน กลับเข้าพระนครแล้ว ฝ่ายพระโพธิสัตว์เสด็จไปยังสำนักของเจ้าโปริสาท โดยหนทางที่เสด็จมา เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า พระโพธิสัตว์ไปยังสำนักของเจ้าโปริสาทนั้นแล้วแล.
จบธรรมสวนกัณฑ์.
ตั้งแต่พระโพธิสัตว์เสด็จไป เจ้าโปริสาทคิดว่า ถ้าท่านสุตโสมสหายของเราต้องการจะมา ก็จงมา ถ้าไม่ต้องการจะมา ก็อย่ามา รุกขเทวดาจงลงโทษแก่เราตามความปรารถนา เราจักฆ่าพระราชาเหล่านี้แล้ว จักทำพลีกรรมด้วยมังสะมีรส ๕ เวลาที่เจ้าโปริสาททำจิตกาธาน ก่อไฟขึ้นลุกโพลง นั่งถากหลาว รอเวลาจะให้เป็นถ่านเสียก่อน พระโพธิสัตว์ก็เสด็จไปถึง เจ้าโปริสาท ครั้นได้เห็นพระโพธิสัตว์ ก็มีจิตโสมนัส ทูลถามว่า สหายเอ๋ย ท่านเสด็จไปทรงทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วหรือ. พระมหาสัตว์ตอบว่า ใช่แล้ว มหาราช คาถาอันพระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้ เราได้สดับแล้วและการสักการะ สำหรับพราหมณ์ธรรมกถึก เราได้กระทำเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้น เป็นอันว่า เราได้ไปทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว จึงตรัสคาถาว่า
การนัดหมาย อันเราผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ได้ทำไว้กับพราหมณ์ในแคว้นของตน การนัดหมายนั้นต่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐ เราเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมาแล้ว ดูก่อนท่านโปริสาท เชิญท่านบูชายัญกินเราเถิด.
เจ้าโปริสาทได้สดับดังนั้น จึงคิดว่า พระราชานี้ไม่กลัว เป็นผู้องอาจ ไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัยตรัสได้อย่างนี้ นี่อานุภาพของอะไรหนอ จึงสันนิษฐานว่า สิ่งอื่นไม่มี พระเจ้าสุตโสมนี้ตรัสว่า เราได้สดับคาถาที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงแล้ว นั่นพึงเป็นอานุภาพของคาถาเหล่านั้น เราจะให้เธอตรัสคาถาให้ฟัง คงจักเป็นผู้หาความกลัวมิได้อย่างนี้ แล้วกล่าวคาถาว่า
การกินของข้าพเจ้าที่มีหวังได้ ไม่หายไปไหนเสีย ทั้งจิตกาธานนี้ ก็ยังมีควันอยู่ มังสะที่ให้สุกบนถ่านที่หมดควัน ชื่อว่าให้สุกดี ข้าพเจ้าขอสดับคาถาชื่อว่าสตารหา เสียก่อน.
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น จึงทรงดำริว่า โปริสาทนี้เป็นคนมีธรรมอันลามก เราจะข่มเธอหน่อยหนึ่งให้เกิดความละอายแก่ใจ แล้วจึงจะแสดงให้ฟัง
แล้วตรัสคาถาว่า
ดูก่อนท่านโปริสาท ท่านเป็นคนประพฤติไม่ชอบธรรม ต้องจำจากแคว้น ก็เพราะเหตุแห่งท้อง ส่วนคาถาเหล่านี้ ย่อมกล่าวสรรเสริญธรรม ธรรมและอธรรมจะลงรอยกันได้ที่ไหน. คนที่ประพฤติไม่ชอบธรรม ทำกรรมที่ร้ายแรง มีฝ่ามือนองด้วยเลือดเป็นนิจ ย่อมหาสัจจะมิได้ ธรรมจักมีแต่ที่ไหน ท่านจะทำอะไรด้วยการสดับ.
แม้เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้ เจ้าโปริสาทก็ไม่โกรธ เพราะเหตุไร เพราะพระมหาสัตว์เป็นผู้ประเสริฐด้วยเมตตาภาวนา.
ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทจึงทูลว่า พระสหายสุตโสม ข้าพเจ้าเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรมคนเดียวละหรือ แล้วกล่าวคาถาว่า
คนใดเที่ยวป่าฆ่ามฤค เพราะเหตุมังสะ หรือคนใดฆ่าคนเพราะเหตุตน ทั้งสองคนนั้น เป็นผู้เสมอกันในโลกเบื้องหน้า ทำไมหนอ พระองค์จึงตรัสถึงข้าพเจ้าว่า เป็นคนประพฤติไม่ชอบธรรม.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้น เมื่อจะทรงแก้ลัทธิของเจ้าโปริสาทนั้น จึงตรัสว่า
เนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิด อันกษัตริย์ผู้รู้จักขัตติยธรรม ไม่ควรบริโภค ท่านบริโภคเนื้อมนุษย์ซึ่งไม่ควรบริโภค เพราะฉะนั้น ท่านเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม.
เจ้าโปริสาทถูกพระมหาสัตว์ตรัสข่มขี่อย่างนี้ มองไม่เห็นอุบายที่จะโต้ตอบ เป็นอย่างอื่นได้ เมื่อจะให้พระมหาสัตว์รับบาปบ้าง จึงได้กล่าวคาถาว่า
พระองค์พ้นจากมือของโปริสาทแล้ว ไปถึงพระราชมณเฑียรของตน ทรงอภิรมย์ด้วยกามคุณแล้ว ยังมาถึงมือของโปริสาทผู้เป็นศัตรูอีก พระองค์เป็นผู้ไม่ฉลาดในขัตติยธรรมเสียเลยนะพระราชา.
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น ตรัสว่า ดูก่อนสหาย อันคนที่ฉลาดในขัตติยธรรม ควรเป็นเช่นตัวเรา นี้แหละ เพราะเรารู้จักขัตติยธรรม แต่มิได้ปฏิบัติอย่างที่ท่านกล่าว แล้วตรัสคาถาว่า
ชนเหล่าใด เป็นผู้ฉลาดในขัตติยธรรม ชนเหล่านั้น ต้องตกนรกเสีย โดยมาก เพราะฉะนั้น เราจึงละขัตติยธรรม เป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมาแล้ว ดูก่อนท่านโปริสาท ท่านจงบูชายัญ กินเราเสียเถิด.
เจ้าโปริสาทกล่าวว่า
ปราสาทราชมณเฑียร แผ่นดิน โค และม้า สตรีที่น่าอภิรมย์ทั้งกาสิกพัสตร์ และแก่นจันทน์ พระองค์ยังได้ในพระนครนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ทรงเห็นอานิสงส์อะไรด้วยความสัตย์.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสพระคาถาว่า
รสเหล่าใดบรรดาที่มีอยู่ในแผ่นดิน ความสัตย์ย่อมดีกว่ารสเหล่านั้น เพราะสมณพราหมณ์ที่ตั้งอยู่ในความสัตย์ ย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติและมรณะเสียได้.
พระมหาสัตว์ตรัสอานิสงส์ในความสัตย์แก่เจ้าโปริสาท ด้วยประการฉะนี้แล้ว ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทแลดูพระพักตร์ของพระมหาสัตว์ ซึ่งคล้ายกับดอกบัวที่แย้มแล้ว และพระจันทร์เต็มดวง ทรงดำริว่า ท่านสุตโสมนี้ แม้เห็นถ่านและกองเพลิง แม้เห็นเราผู้ถากหลาวอยู่ อาการของเธอแม้สักว่า ความหวาดเสียวก็ไม่มี นี้เป็นอานุภาพแห่งสตารหาคาถา หรือของความสัตย์ หรืออะไรอย่างอื่นหนอ จะถามเธอดูก่อน
เมื่อจะถามได้กล่าวคาถาว่า
พระองค์พ้นจากมือของโปริสาทแล้ว เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์ ทรงอภิรมย์ด้วยกามคุณแล้ว ยังกลับมาสู่มือของโปริสาทผู้เป็นศัตรูอีกได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน ความกลัวตายของพระองค์ไม่มีแน่ละหรือ และพระองค์ผู้ตรัสซึ่งความสัตย์ ไม่มีพระทัยท้อแท้บ้างเทียวหรือ.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะตรัสแจ้งแก่เจ้าโปริสาทนั้น จึงตรัสเป็นคาถาว่า
กัลยาณธรรมหลายอย่าง เราได้ทำแล้ว ยัญที่ไพบูลย์ บัณฑิตสรรเสริญ เราก็ได้บูชาแล้ว ทางปรโลกเราก็ได้ชำระให้บริสุทธิ์แล้ว ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวตาย. กัลยาณธรรมหลายอย่าง เราได้ทำแล้ว ยัญที่ไพบูลย์ บัณฑิตสรรเสริญ เราได้บูชาแล้ว เราไม่เดือดร้อนที่จะไปสู่ปรโลก. ดูก่อนท่านโปริสาท เชิญท่านจงบูชายัญ กินเราเสียเถิด.
พระชนกและพระชนนี เราก็ได้บำรุงแล้ว ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้วโดยธรรม ทางปรโลกเราก็ได้ชำระให้บริสุทธิ์แล้ว คนที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวความตาย. พระชนกและพระชนนี เราก็ได้บำรุงแล้ว ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้วโดยชอบธรรม. เราไม่เดือดร้อนที่จะไปสู่ปรโลก. ดูก่อนท่านโปริสาท เชิญท่านบูชายัญ กินเราเสียเถิด.
อุปการกิจในพวกญาติและมิตร เราก็ได้กระทำแล้ว ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้วโดยธรรม ทางปรโลก เราก็ได้ชำระให้บริสุทธิ์แล้ว คนที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวต่อความตาย อุปการกิจในพวกญาติและมิตร เราก็ได้กระทำแล้ว ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้วโดยธรรม เราไม่เดือดร้อนที่จะไปสู่ปรโลก. ดูก่อนท่านโปริสาท ท่านจงบูชายัญกินเราเสียเถิด.
ทานเราก็ได้ให้แล้วเป็นอันมากแก่คนจำนวนมาก สมณพราหมณ์ เราก็ได้อุปถัมภ์ให้อิ่มหนำแล้ว ทางปรโลกเราก็ชำระให้บริสุทธิ์แล้ว คนที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวต่อความตาย ทานเราก็ได้ให้แล้วเป็นอันมากแก่คนจำนวนมาก สมณพราหมณ์ เราก็ได้อุปถัมภ์ให้อิ่มหนำแล้ว เราไม่เดือดร้อนที่จะไปสู่ปรโลก. ดูก่อนท่านโปริสาท ท่านจงบูชายัญกินเราเสียเถิด.
เจ้าโปริสาทได้สดับดังนั้น ตกใจกลัวว่า พระเจ้าสุตโสมมหาราชนี้เป็นสัตบุรุษ พร้อมด้วยความรู้ แสดงธรรมอันไพเราะ ถ้าเราจะกินเธอเสีย แม้ศีรษะของเราก็จะต้องแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง หรือแผ่นดินพึงให้ช่องแก่เรา(ถูกแผ่นดินสูบ) แล้วทูลว่า ข้าแต่พระสหายสุตโสมเอ๋ย พระองค์เป็นคนที่ข้าพเจ้าไม่ควรกิน แล้วกล่าวคาถาว่า
บุรุษผู้รู้อยู่ จะพึงกินยาพิษ หรือจับอสรพิษที่มีฤทธิ์รุ่งโรจน์ มีเดชกล้า ได้หรือ บุคคลใดพึงกินคนที่กล่าวคำสัตย์ เช่นกับพระองค์ ศีรษะของบุคคลนั้น จะต้องแตกออกเป็น ๗ เสี่ยงแน่.
เจ้าโปริสาทนั้นทูลพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระสหาย พระองค์เป็นเหมือนยาพิษที่ร้ายแรง ใครจักกินพระองค์ได้ด้วยประการฉะนี้ แล้วใคร่จะสดับคาถา จึงทูลพระมหาสัตว์ แม้จะถูกพระมหาสัตว์ตรัสห้ามว่า พระองค์ไม่ใช่ภาชนะของคาถาที่หาโทษมิได้เห็นปานนี้ เพื่อจะให้เกิดความเคารพในธรรม. ดำริว่า คนในชมพูทวีปทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นบัณฑิตเช่นกับท่านสุตโสมนี้ไม่มี เธอพ้นจากมือเราไปแล้ว ได้สดับคาถาเหล่านั้น ทำสักการะแก่ธรรมกถึกแล้ว ยังเอามัจจุติดหน้าผากกลับมาอีกได้ พระคาถาจักสำเร็จประโยชน์อย่างศักดิ์สิทธิ์ แล้วเกิดความเคารพในการฟังธรรมหนักขึ้น
เมื่อจะทูลอ้อนวอนพระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาว่า
นรชนได้ฟังธรรม ย่อมรู้จักบุญและบาป ใจของข้าพเจ้าได้ฟังคาถา จะยินดีในธรรมได้บ้าง.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า บัดนี้ เจ้าโปริสาทต้องการจะฟังธรรม เราจะแสดงดังนี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนสหาย ถ้าเช่นนั้นท่านจงตั้งใจสดับให้ดี ครั้นเตือนเจ้าโปริสาทให้เงี่ยโสตสดับแล้ว ตรัสสรรเสริญพระคาถาอย่างเดียวกันกับที่นันทพราหมณ์กล่าวแล้ว เมื่อพวกเทวดาในชั้นกามาวจรทั้ง ๖ ให้สาธุการเสียงโกลาหลเป็นอันเดียวกัน ทรงแสดงธรรมแก่เจ้าโปริสาทตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนมหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น ย่อมรักษาผู้สมาคมนั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากครั้ง ก็รักษาไม่ได้
พึงคบกับสัตบุรุษ พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้สัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญ ไม่มีความเสื่อม.
ราชรถที่เขาทำให้วิจิตรเป็นอย่างดี ยังคร่ำคร่าได้แล แม้สรีระก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วนธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษกับสัตบุรุษด้วยกันนั่นแลย่อมรู้กันได้.
ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหาสมุทร เขาก็กล่าวว่า ไกลกัน ดูก่อนพระราชา ธรรมของสัตบุรุษ และของอสัตบุรุษ ท่านก็กล่าวว่า ไกลกันยิ่งกว่านั้นอีก.
เมื่อเจ้าโปริสาทคิดอยู่ว่า คาถาที่พระโพธิสัตว์ตรัสนั้น เป็นประหนึ่งว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้าตรัสแล้ว เพราะตรัสไว้ไพเราะ ทั้งพระองค์เป็นบัณฑิตด้วย สรีระทั้งสิ้นก็เต็มไปด้วยปีติ มีวรรณะ ๕ ประการ เธอได้เป็นผู้มีจิตอ่อนในพระโพธิสัตว์ สำคัญพระโพธิสัตว์เป็นดุจพระชนกผู้ประทานเศวตฉัตร ฉะนั้น เธอดำริว่า เราไม่เห็นเงินทองอะไรๆ ที่จะพึงถวายพระเจ้าสุตโสมได้ แต่เราจะถวายพระพร คาถาละพร แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระสหายผู้เป็นจอมประชาชน คาถาเหล่านี้มีประโยชน์ มีพยัญชนะดี พระองค์ตรัสไพเราะ ข้าพเจ้าได้สดับแล้วเพลิดเพลินปลื้มใจ ชื่นใจ อิ่มใจ ข้าพเจ้าขอถวายพระพร ๔ อย่างแด่พระองค์.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ท่านจักให้พรอะไร เมื่อจะตรัสรุกรานเจ้าโปริสาท ได้ตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนพระสหายผู้มีธรรมอันลามก พระองค์ไม่รู้สึกถึงความตายของพระองค์ ไม่รู้สึกถึงสิ่งที่เป็น ประโยชน์และหาประโยชน์มิได้ ทั้งนรกและสวรรค์ เป็นผู้ติดอยู่ในรส ตั้งอยู่ในทุจริต จักให้พรอะไร. ข้าพเจ้าพึงบอกพระองค์ว่า จงให้พร แม้พระองค์ให้พรแล้ว จะกลับไม่ให้ก็ได้ ความทะเลาะวิวาทนี้อยู่ในอำนาจของพระองค์ ใครจะเข้ามาเป็นบัณฑิต วินิจฉัยชี้ขาดได้.
ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทดำริว่า ท่านสุตโสมนี้ไม่เชื่อเรา เราจะให้เธอเชื่อให้ได้ แล้วกล่าวคาถาว่า
คนเราให้พรใดแล้ว จะกลับไม่ให้ ไม่ควรให้พรนั้น ดูก่อนสหาย ขอให้พระองค์จงทรงมั่นพระทัยรับพรเถิด แม้ชีวิตของหม่อมฉันก็จะสละถวายได้.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ทรงพระดำริว่า เจ้าโปริสาทกล้าพูดหนักอยู่ เธอจักทำตามถ้อยคำของเรา เราจักรับพร แต่เราจักขอพรว่า ท่านอย่ากินเนื้อมนุษย์เป็นข้อแรก เธอจักลำบากเกินไป เราจักรับพร ๓ อย่างอื่นก่อน ภายหลังจึงรับพรข้อนี้ แล้วตรัสพระคาถาว่า
พระอริยะกับพระอริยะ ย่อมมีศักดิ์ศรีเสมอกัน ผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญา ย่อมมีศักดิ์ศรีเสมอกัน ข้าพเจ้าพึงเห็นท่านเป็นผู้หาโรคมิได้ตลอดร้อยปี นี้เป็นพรข้อที่หนึ่ง หม่อมฉันปรารถนา.
ส่วนเจ้าโปริสาทได้ฟังคำนั้น มีใจชื่นบานว่า เจ้าสุตโสมนี้ยังปรารถนาความเป็นอยู่ของเรา ผู้เป็นมหาโจร กำจัดตนออกจากอิสรภาพ ใคร่จะกินเนื้ออยู่ ณ บัดนี้ ผู้กระทำความพินาศใหญ่อย่างนี้ ท่านต้องการประโยชน์แก่เรา น่าสรรเสริญยิ่งนัก เมื่อจะถวายพระพร ยอมตามที่พระมหาสัตว์ตรัสลวงแล้ว รับพรอยู่นั้น จึงกล่าวคาถาว่า
อริยะกับอริยะ ย่อมมีศักดิ์ศรีเสมอกัน ผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญา ย่อมมีศักดิ์ศรีเสมอกัน พระองค์พึงเห็นหม่อมฉันผู้หาโรคมิได้ตลอดร้อยปี หม่อมฉันขอถวายพระพรข้อต้นนี้ ตามประสงค์แล.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสต่อไปว่า
พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ได้นามบัญญัติว่า มุทธาภิสิตเหล่าใด ในชมพูทวีปนี้ พระองค์อย่ากินพระเจ้าแผ่นดินเหล่านั้น นี่เป็นพรข้อที่สอง หม่อมฉันปรารถนา.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงรับพรข้อที่สองได้ทรงรับพร คือชีวิตของพวกกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ ด้วยประการฉะนี้ แม้เจ้าโปริสาท เมื่อจะถวายพระพรแด่พระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า
พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ได้นามบัญญัติว่า มุทธาภิสิตเหล่าใด ในชมพูทวีปนี้ หม่อมฉันจะไม่กินพระเจ้าแผ่นดินเหล่านั้น นี้เป็นพระพรข้อที่สอง หม่อมฉันยอมถวาย.
มีคำถามสอดเข้ามาว่า กษัตริย์เหล่านั้นได้ยินพระสุรเสียงของสองกษัตริย์ทั่วกัน หรือไม่?
ตอบว่า ไม่ได้ยินทั่วกันหมด พระเจ้าโปริสาทก่อไฟห่างออกไป เพราะกลัวเปลวควันจะเป็นอันตรายต่อต้นไม้ พระมหาสัตว์ประทับนั่งตรัสกับเจ้าโปริสาท ในระหว่างกองไฟกับต้นไม้ เพราะฉะนั้น กษัตริย์เหล่านั้นจึงไม่ได้ยินทั้งหมด ได้ยินว่า ครั้งหนึ่ง กษัตริย์เหล่านั้นตรัสปลอบกันว่า พระเจ้าสุตโสมจักทรงทรมานเจ้าโปริสาทในบัดนี้ อย่ากลัวไปเลย ในขณะนั้น
พระมหาสัตว์ตรัสคาถานี้ว่า
กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ที่ถูกพระองค์จับร้อยพระหัตถ์ไว้ มีพระพักตร์นองด้วยพระอัสสุชลกันแสงอยู่นั้น ขอพระองค์จงปล่อยให้กลับไปสู่แคว้นของตนๆ นี้เป็นพรข้อที่สาม หม่อมฉันปรารถนา.
เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าทรงรับพรข้อที่สาม ได้ทรงรับพร คือขอให้มอบแคว้นของตนๆ แก่กษัตริย์เหล่านั้นด้วยประการฉะนี้ มีคำถามสอดเข้ามาว่า ทรงรับพรนี้เพราะเหตุไร? ตอบว่า เจ้าโปริสาทแม้จะไม่กิน แต่ก็อาจจะให้กษัตริย์ทั้งหมดอยู่เป็นทาสในป่านั้นก็เป็นได้ หรืออาจจะฆ่าทิ้งเสียก็ได้ หรืออาจจะนำไปจำหน่ายเสีย ณ ชนบทก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น พระมหาสัตว์จึงทรงรับพร คือขอให้มอบแคว้นของตนๆ แก่กษัตริย์เหล่านั้น
ส่วนเจ้าโปริสาท เมื่อจะถวายพระพรแด่พระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาว่า
กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ที่หม่อมฉันร้อยพระหัตถ์ไว้ พระพักตร์นองด้วยพระอัสสุชลกันแสงอยู่นั้น หม่อมฉันจะปล่อยให้กลับไปสู่แคว้นของตนๆ นี้เป็นพระพรข้อที่สาม หม่อมฉันยอมถวาย.
ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์จะทรงรับพรข้อที่สี่ จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
รัฐมณฑลของพระองค์เป็นช่อง เพราะนรชนเป็นอันมากหวาดเสียวเพราะภัย หนีเข้าที่ซ่อนเร้น ขอพระองค์จงเว้นจากเนื้อมนุษย์เสียเถิด นี้เป็นพรข้อที่สี่ หม่อมฉันปรารถนา.
เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าโปริสาทปรบมือหัวเราะทูลว่า พระสหายสุตโสมพูดถึงเรื่องนี้ละหรือ พระพรนี้เท่ากับชีวิต หม่อมฉันจักถวายแด่พระองค์อย่างไรได้ ถ้าพระองค์ใคร่จะรับ จงรับพรอย่างอื่นเถิด แล้วกล่าวคาถาว่า
นั่นเป็นอาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมานานแล้ว หม่อมฉันเข้าป่า ก็เพราะเหตุอาหารนี้ หม่อมฉันจะพึงงดอาหารนี้เสียอย่างไร ขอพระองค์จงทรงเลือกพระพรที่สี่อย่างอื่นเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงตรัสว่า พระองค์กล่าวว่าไม่อาจงดได้ เพราะเป็นของรักอย่างยิ่ง ก็ผู้ใดทำบาปเพราะเหตุของรัก ผู้นี้เป็นอันธพาล แล้วตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน คนเช่นพระองค์มัวคิดอยู่ว่า นี้เป็นที่รักของเรา ทำตนให้เห็นห่างจากความดี จะไม่ได้ประสบสิ่งที่รักทั้งหลาย ตนแลประเสริฐที่สุด ประเสริฐอย่างยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะคนมีตนอบรมแล้ว ภายหลังจะพึงได้สิ่งที่รักทั้งหลาย.
เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าโปริสาทหวาดหวั่น ดำริว่า เราไม่อาจให้ท่านสุตโสมปล่อยพรนี้เสียได้ละกระมัง แม้เนื้อมนุษย์เราก็ไม่อาจอดได้ จักทำอย่างไรดีหนอ ถ้าเธอตรัสขอพรที่สี่อย่างอื่น จักถวายเธอทันที เราจักเป็นอยู่อย่างไร มีเนตรนองด้วยอัสสุชล กล่าวคาถาว่า
เนื้อมนุษย์เป็นที่รักของหม่อมฉัน ดูก่อนท่านสุตโสม ขอท่านจงทราบความจำเป็น หม่อมฉันไม่อาจงดเว้นได้ ดูก่อนพระสหาย ขอท่านจงเลือกพระพรอย่างอื่นเถิด.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
คนใดมัวรักษาของรักอยู่ว่า นี่เป็นที่รักของเรา ทำตนให้เหินห่างจากความดีแล้ว เสพของรักทั้งหลายอยู่ เหมือนนักเลงดื่มสุราที่เจือด้วยยาพิษฉะนั้น คนนั้นจะได้ทุกข์ในเบื้องหน้า เพราะความประพฤตินั่นแล.
ส่วนบุคคลใดในโลกนี้ รู้สึกตัวละของรักได้ เสพอริยธรรม แม้ด้วยความฝืนใจ เหมือนคนเป็นไข้ดื่มโอสถ ฉะนั้น บุคคลนั้นจะได้สุขในเบื้องหน้า เพราะความประพฤตินั่นแล.
เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าโปริสาทคร่ำครวญรำพันอยู่ กล่าวคาถาว่า
หม่อมฉันทิ้งพระชนกพระชนนี ทั้งเบญจกามคุณที่น่าเพลิดเพลินเจริญใจเข้าป่า ก็เพราะเหตุแห่งเนื้อมนุษย์ หม่อมฉันจะถวายพระพรนั้นแก่พระองค์อย่างไรได้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
พวกบัณฑิตไม่กล่าววาจาเป็นสอง พวกสัตบุรุษย่อมมีปฏิญาณเป็นสัตย์ทีเดียว ท่านได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า พระสหายจงรับพร ท่านได้กล่าวไว้อย่างนี้ ที่ท่านกล่าวในบัดนี้ จึงไม่สมกัน.
เจ้าโปริสาทร้องไห้อีก กล่าวคาถาอย่างนี้ว่า
หม่อมฉันเข้าถึงบาปทุจริต ความเศร้าหมองมาก หาบุญลาภมิได้ เสื่อมยศ เสื่อมเกียรติ ก็เพราะเนื้อมนุษย์เป็นเหตุ หม่อมฉันจะพึงถวายพระพรนั้นแก่พระองค์อย่างไรได้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสกะเธออีกว่า
คนเราให้พรใดแล้วกลับไม่ให้ ไม่ควรจะให้พรนั้น ขอพระสหายจงมั่นพระทัยรับพรเถิด แม้ชีวิตของหม่อมฉันก็จักสละถวายแล.
เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงนำคาถาที่เจ้าโปริสาทนั้นกล่าวไว้ก่อนแล้ว มาแสดงอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงสนับสนุนให้เจ้าโปริสาทอาจหาญในการให้พร จึงตรัสว่า
การเสียสละชีวิตได้ นั่นเป็นธรรมของสัตบุรุษ สัตบุรุษย่อมมีปฏิญาณเป็นสัตย์ทีเดียว พรอันพระองค์ประทานไว้แล้ว จงประทานเสียฉับพลัน ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นพระราชาอันประเสริฐสุด พระองค์จงสมบูรณ์ด้วยธรรมของสัตบุรุษนั้นเถิด.
นรชนพึงสละทรัพย์ เพราะเหตุแห่งอวัยวะอันประเสริฐ เมื่อรักษาชีวิตพึงสละอวัยวะ เมื่อนึกถึงธรรม พึงสละอวัยวะ ทรัพย์ แม้ชีวิตทั้งหมดเถิด.
พระมหาสัตว์ตรัสชักนำให้ เจ้าโปริสาทนั้นตั้งอยู่ในความสัตย์ ด้วยเหตุผลเหล่านี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ จักยกความที่พระองค์เป็นครูขึ้นสนับสนุน จึงตรัสพระคาถาว่า
บุรุษรู้ธรรมจากบุคคลใด และบุคคลเหล่าใดเป็นสัตบุรุษ บรรเทาความสงสัยของบุรุษนั้นได้ ข้อนั้นเป็นที่พึ่งพำนักของบุรุษนั้นได้ เป็นบัณฑิตไม่พึงทำลายไมตรีจากจากบุคคลนั้นเลย.
ก็พระโพธิสัตว์ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสต่อไปว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ขึ้นชื่อว่าถ้อยคำของอาจารย์ผู้มีคุณ ไม่ควรจะทำลาย เราเป็นปฤษฎาจารย์ของพระองค์ ให้พระองค์ศึกษาศิลปะเป็นอันมาก แม้ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์ บัดนี้ ได้กล่าวสตารหคาถาด้วยพุทธลีลาแก่พระองค์ เพราะฉะนั้น พระองค์ควรจะทำตามถ้อยคำของเรา.
เจ้าโปริสาทได้สดับดังนั้น จึงดำริว่า ท่านสุตโสมเป็นอาจารย์ของเรา และพร เราก็ได้ถวายแก่พระองค์ เราอาจจะทำอะไรได้ อันธรรมดาความตายในอัตภาพหนึ่ง ย่อมเป็นของแน่นอน เราจักไม่กินเนื้อมนุษย์ เราจะถวายพระพร ดังนี้ มีสายอัสสุชลนองหน้า ลุกขึ้นถวายบังคมพระบาทพระเจ้าสุตโสมจอมนรินทร์
เมื่อจะถวายพระพรนั้น จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
นั่นเป็นอาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมานานทีเดียว หม่อมฉันเข้าป่า ก็เพราะเหตุแห่งอาหารนี้ แต่ถ้าพระสหายตรัสขอหม่อมฉันในเรื่องนี้ หม่อมฉันก็ยอมถวายพระพรนี้ แด่พระองค์ได้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนสหาย คนที่ตั้งอยู่ในศีลถึงจะตาย ก็ประเสริฐ เราขอรับพรที่ท่านประทาน และท่านได้ตั้งอยู่ในทางของพระอริยะตั้งแต่วันนี้แล้ว แม้ถึงอย่างนั้น เราต้องทูลขอท่าน ถ้าความรักในตัวเราของท่านยังมีอยู่ ขอท่านจงรับศีล ๕ เถิดนะมหาราช. เจ้าโปริสาททูลว่า ดีละสหาย ขอพระองค์จงประทานศีล ๕ แก่หม่อมฉัน. พระมหาสัตว์ตรัสว่า เชิญรับเถิด มหาราช. เจ้าโปริสาทถวายบังคมพระมหาสัตว์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง พระมหาสัตว์ได้ให้เจ้าโปริสาทตั้งอยู่ในศีล ๕ แล้ว ขณะนั้น ภุมเทวดาผู้ประชุมกันในสถานที่นั้น เกิดความชื่นบานในพระมหาสัตว์ ได้กระทำสาธุการยังพนมวันให้มีเสียงสนั่นโกลาหลว่า คนอื่นตั้งแต่อเวจีตลอดถึงภวัครพรหม ชื่อว่าสามารถจะห้ามเจ้าโปริสาทจากเนื้อมนุษย์ได้ เป็นไม่มี พระเจ้าสุตโสมได้ทำกิจที่บุคคลอื่นทำได้อย่างแสนยาก น่าอัศจรรย์ เทพยดาชั้นจาตุมหาราชได้สดับต่อภุมเทวดาเหล่านั้น ก็กระทำสาธุการบันลือลั่นต่อๆ กันไปอย่างนี้ ได้เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันตลอดพรหมโลก แม้พระราชาที่ถูกแขวนอยู่ ณ ต้นไม้ ก็พลอยได้ยินเสียงสาธุการของเทพยดาเหล่านั้นด้วย แม้พวกรุกขเทวดาผู้อยู่ในวิมานนั้นๆ ก็ให้สาธุการ การให้สาธุการของเทพยดาอย่างนี้ ได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นตัวเทพยดา
พวกพระราชาได้ทรงสดับเสียงสาธุการของพวกเทพยดา จึงทรงดำริว่า พวกเราได้ชีวิตเพราะอาศัยพระเจ้าสุตโสม พระเจ้าสุตโสมทรงทรมานเจ้าโปริสาทได้ นับว่า ชื่อว่าทำกิจที่คนอื่นทำได้แสนยาก แล้วพากันสรรเสริญพระโพธิสัตว์. ฝ่ายเจ้าโปริสาทถวายบังคมพระบาทยุคลของพระมหาสัตว์แล้ว ยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสกะเจ้าโปริสาทว่า ดูก่อนพระสหาย ท่านจงปลดปล่อยกษัตริย์เหล่านี้เสียเถิด. เจ้าโปริสาทดำริว่า เราเป็นศัตรูของกษัตริย์เหล่านี้ กษัตริย์เหล่านี้ เมื่อเราปลดปล่อยไปแล้ว จะช่วยกันจับเราว่า เป็นศัตรูของตนแล้วจักเบียดเบียน แม้เราจะต้องเสียชีวิต ก็ไม่อาจจะทำลายศีลที่เรารับจากสำนักท่านสุตโสม เราจักไปปลดปล่อยด้วยกันกับท่านสุตโสม อย่างนี้จักไม่เป็นภัยแก่เรา แล้วถวายบังคมพระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่ท่านสุตโสม เราทั้งสองจะไปปลดปล่อยกษัตริย์ทั้งหลายด้วยกัน แล้วกล่าวคาถาว่า
พระองค์เป็นศาสดาของหม่อมฉัน และเป็นสหายด้วย หม่อมฉันได้ทำตามถ้อยคำของพระองค์ แม้พระองค์ก็จงกระทำตามถ้อยคำของหม่อมฉัน เราทั้งสองจะไปปลดปล่อยพวกกษัตริย์ด้วยกัน.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสกะเจ้าโปริสาทนั้นว่า
เราเป็นศาสดาของพระองค์ และเป็นสหายด้วย พระองค์ได้ทำตามถ้อยคำของเรา แม้เราก็จะทำตามถ้อยคำของพระองค์ เราทั้งสองจงไปปลดปล่อยพวกกษัตริย์ด้วยกันเถิด.
ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระโพธิสัตว์จึงเสด็จไปหากษัตริย์เหล่านั้น แล้วตรัสพระคาถาว่า
พวกท่านอย่าคิดประทุษร้ายแก่พระราชานี้ ด้วยความแค้นว่า ถูกเธอผู้ได้นามว่า กัมมาสบาท (เท้าด่างเพราะถูกตอไม้แทง) เบียดเบียนร้อยฝ่ามือ ต้องร้องไห้ น้ำตานองหน้า ดังนี้เป็นอันขาด จงรับสัจจปฏิญาณต่อหม่อมฉัน ดังนี้.
กษัตริย์เหล่านั้น ตรัสตอบเป็นพระคาถาว่า
พวกหม่อมฉันจะไม่คิดประทุษร้ายต่อพระราชานี้ ด้วยความแค้นว่า ถูกเธอผู้ได้นามว่า กัมมาสบาท เบียดเบียนร้อยฝ่ามือไว้ ต้องร้องไห้น้ำตานองหน้า ดังนี้เป็นอันขาด หม่อมฉันขอรับสัจจปฏิญาณต่อพระองค์ ดังนี้.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสกะพวกกษัตริย์เหล่านั้นว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงให้ปฏิญาณ แล้วตรัสพระคาถาว่า
บิดาหรือมารดา ย่อมมีความกรุณา ปรารถนาความเจริญแก่ประชาคือบุตร ฉันใด แม้พระราชานี้ก็จงเป็นเหมือนอย่างนั้นแก่พวกท่าน และพวกท่าน ก็จงเป็นเหมือนอย่างบุตรทั้งหลาย ฉะนั้น.
แม้กษัตริย์เหล่านั้น ก็รับคำปฏิญาณอยู่ ได้กล่าวคาถานี้ว่า
บิดาหรือมารดา ย่อมมีความกรุณา ปรารถนาความเจริญแก่ประชาคือบุตร ฉันใด แม้พระราชานี้ ก็จงเป็นเหมือนอย่างนั้นแก่พวกหม่อมฉัน แม้พวกหม่อมฉันก็จะเป็นเหมือนอย่างบุตรทั้งหลาย ฉะนั้น.
พระมหาสัตว์ทรงรับปฏิญาณของกษัตริย์เหล่านั้นอย่างนี้แล้ว ทรงเรียกเจ้าโปริสาท ตรัสว่า จงมาเถิดสหาย จงมาปลดปล่อยกษัตริย์เหล่านี้เถิด เจ้าโปริสาทจับดาบตัดเชือกที่ผูกพระราชาองค์หนึ่งแล้ว พระราชานั้นอดอาหารได้รับทุกขเวทนามาถึง ๗ วันแล้ว สลบล้มลง ณ ภาคพื้น พร้อมกับความขาดแห่งเชือกที่ผูก. พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น มีความกรุณา ตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านอย่าตัดอย่างนั้นเลย คราวนี้เราทั้งสองจะจับพระราชาองค์หนึ่งไว้ให้มั่น ทำเธอไว้ ณ เบื้องอก แล้วจึงตัดเชือกที่ผูก. เมื่อเจ้าโปริสาทตัดเชือกด้วยพระขรรค์ พระมหาสัตว์รับพระราชานั้นให้นอน ณ พระอุระ เพราะพระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกำลัง ประคองให้นอนลง ณ ภาคพื้น ด้วยพระหฤทัยประกอบไปด้วยเมตตา คล้ายกับประคองบุตรที่เกิดแต่อก ฉะนั้น ทรงประคองพระราชาเหล่านั้นทุกพระองค์ ให้นอนลงบนภาคพื้นอย่างนี้แล้ว ทรงชะแผล ค่อยๆ ดึงเชือกออก ดุจดึงด้ายเส้นน้อยออกจากหูของเด็ก ฉะนั้น ล้างหนองและเลือดแล้ว ทำแผลให้จนสะอาด ตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านจงฝนเปลือกไม้นี้ที่หินแล้วนำเอามา ครั้นให้นำมาแล้ว จึงทรงตั้งสัตย์อธิษฐาน ทาที่ฝ่าพระหัตถ์ของกษัตริย์เหล่านั้น แผลนั้นหายในขณะนั้นทันที เจ้าโปริสาทเอาข้าวสารมาต้มเป็นน้ำใสๆ แม้กษัตริย์ทั้งสองนั้น ได้ให้กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ได้ดื่มน้ำข้าวต้มแล้ว.
เมื่อพระโพธิสัตว์ และเจ้าโปริสาทให้กษัตริย์เหล่านั้นอิ่มหนำทั่วทุกพระองค์ ดังนี้แล้ว ก็พอพระอาทิตย์อัสดงคต แม้วันรุ่งขึ้นก็ให้ดื่มอย่างนั้น ทั้งในเวลาเช้าเวลาเที่ยงและเวลาเย็น วันที่ ๓ ให้ดื่มยาคูมีเมล็ด ปฏิบัติอย่างนี้จนกษัตริย์เหล่านั้นหาโรคมิได้. ครั้งนั้น พระมหากษัตริย์ตรัสถามกษัตริย์เหล่านั้นว่า พวกท่านอาจจะกลับไปได้หรือยัง. เมื่อกษัตริย์เหล่านั้นกราบทูลว่า ไปได้. ตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท เชิญเสด็จเถิด เราทั้งหลายจงกลับไปยังแคว้นของตนเถิด. เจ้าโปริสาทได้สดับดังนั้น ก็ร้องไห้ฟุบอยู่แทบบาทยุคลของพระมหาสัตว์ ทูลว่า พระสหายจงพาพระราชาทั้งหลายเสด็จไปเถิด หม่อมฉันจะกินรากไม้ผลไม้อยู่ในป่านี้. พระมหาสัตว์ตรัสว่า สหายจักทำอะไรในป่านี้ แคว้นของพระองค์น่ารื่นรมย์ จงเสด็จไปเสวยราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี นั้นเถิดนะ. เจ้าโปริสาททูลว่า พระสหายตรัสอะไร หม่อมฉันไม่อาจไปในพระนครพาราณสี เพราะชาวพระนครทั้งหมด เป็นศัตรูของหม่อมฉัน จักด่าบริภาษหม่อมฉันว่า กินมารดาของเขา กินบิดาของเขา ดังนี้เป็นต้นแล้ว จักพากันจับหม่อมฉันโดยตั้งข้อหาว่า เป็นโจร จักปลงชีวิตหม่อมฉันด้วยท่อนไม้หรือก้อนดิน ไม้ ค้อน หอก หรือขวาน ส่วนหม่อมฉันรับศีลในสำนักของพระองค์แล้ว หม่อมฉันไม่อาจจะฆ่าเขา แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่ไป หม่อมฉัน เมื่อเว้นจากเนื้อมนุษย์เสียแล้ว จักเป็นอยู่นานสักเท่าไร คราวนี้การเห็นพระองค์ของหม่อมฉันไม่มีอีก. เจ้าโปริสาทกล่าวดังนี้แล้ว ก็ร้องไห้ทูลว่า เชิญพระองค์เสด็จเถิด.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ทรงลูบหลังเจ้าโปริสาท ตรัสว่า พระสหายโปริสาทเอ๋ย หม่อมฉันชื่อสุตโสม คนหยาบช้าสาหัส เช่นพระองค์ยังฝึกได้ คนชาวพระนครพาราณสี จะเป็นไรไปเล่า หม่อมฉันจักให้พระองค์เสด็จเป็นพระราชา ในพระนครพาราณสีนั้นอีก เมื่อไม่อาจสามารถ ก็จักแบ่งราชสมบัติของหม่อมฉันออกเป็นสองส่วน ถวายพระองค์ส่วนหนึ่ง. เมื่อเจ้าโปริสาททูลว่า แม้ในพระนครของพระองค์ ศัตรูของหม่อมฉันก็ยังมีอยู่เหมือนกัน แล้วทรงดำริว่า เจ้าโปริสาทนี้ทำตามถ้อยคำของเรา นับว่าเราทำกิจที่คนอื่นทำได้ยากนัก เราจะให้เธออยู่ในพระราชอิสริยยศตามเดิม โดยอุบายวิธีบางอย่าง
เมื่อจะทรงพรรณนาถึงสมบัติของพระนคร เพื่อปลอบโยนเจ้าโปริสาทให้เกิดความพอใจ จึงได้ตรัสพระคาถาว่า
พระองค์เคยเสวยพระกระยาหารอันโอชารส ล้วนแต่เนื้อสัตว์ ๔ เท้าและนก อันพวกห้องเครื่องผู้ฉลาดปรุงทำให้สุกเป็นอย่างดี ดุจท้าวโกสีย์จอมเทวดาเสวยสุธาโภชน์ ฉะนั้น ไฉนจะทิ้งไว้ ชอบใจอยู่ในป่าแต่พระองค์เดียว.
นางกษัตริย์ล้วนแต่เอวบางร่างเล็กสะโอดสะอง ประดับประดาด้วยผ้าและเครื่องอาภรณ์ชั้นดี เคยแวดล้อมบำเรอพระองค์ให้ชื่นบาน ดุจเทพอัปสรแวดล้อมพระอินทร์ ณ เมืองสวรรค์ ไฉนจะทิ้งไว้ ชอบใจอยู่ในป่าแต่พระองค์เดียว.
พระแท่นที่บรรทมพนักแดง โดยมากปูลาดด้วย ผ้าโกเชาว์ ล้วนลาดด้วยเครื่องลาดที่งดงาม ประดับ ด้วยเครื่องอลังการน่าตระการตา พระองค์เคยบรรทม เป็นสุข ในท่ามกลางพระแท่นที่บรรทมเช่นนั้น ไฉน จะทิ้งไว้เล่า ชอบใจอยู่ในป่าแต่พระองค์เดียว.
เวลาพลบค่ำ มีการฟ้อนรำส่งสำเนียงเสียงตะโพนสำทับ ดนตรีรับประสานเสียง ล้วนแต่สตรีไม่มีบุรุษเจือปน การขับการประโคมก็ล้วนแต่ไพเราะเสนาะโสต ไฉนจะทิ้งไว้ ชอบใจอยู่ในป่าแต่พระองค์เดียว.
พระราชอุทยานนามว่า มิคาชินวัน บริบูรณ์ด้วยบุปผชาตินานาพรรณ พระนครนั้นประกอบด้วยพระราชอุทยานเช่นนี้ น่ายินดีเพลิดเพลินเจริญใจ ทั้งมั่งคั่งด้วยม้า รถ คชสาร ไฉนจะทิ้งไว้เล่า ชอบใจอยู่ในป่าแต่พระองค์เดียว.
พระมหาสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว หวังพระทัยว่า ไฉนเจ้าโปริสาทจะนึกถึงรสของเครื่องอุปโภคบริโภคที่เคยเสวย จะพึงเกิดความอยากที่จะกลับไปสู่พระนคร จึงตรัสประโลมด้วยโภชนะเป็นข้อต้น ด้วยอำนาจกิเลสเป็นที่สอง ด้วยที่บรรทมเป็นที่สาม ด้วยการเต้นรำการขับร้อง และการประโคมเป็นที่สี่ ด้วยพระราชอุทยานและพระนครเป็นที่ห้า ครั้นตรัสประโลมเช่นนี้แล้ว ตรัสต่อไปว่า ดูก่อนมหาราช เชิญเสด็จเถิด เราจะพาพระองค์ไปดำรงราชย์ในพระนครพาราณสีแล้ว ภายหลังจึงจะไปสู่แคว้นของเรา ถ้าจะไม่ได้ราชสมบัติในพระนครพาราณสี จักถวายราชสมบัติของหม่อมฉันแก่พระองค์ครึ่งหนึ่ง ประโยชน์อะไรของพระองค์ด้วยการอยู่ป่า จงทำตามถ้อยคำของเราเถิด เจ้าโปริสาทได้สดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์ เกิดความอยากที่จะกลับไปสู่พระนคร ดำริว่า ท่านสุตโสมทรงพระกรุณาปรารถนาความเจริญแก่เรา ตั้งเราไว้ในกัลยาณธรรมแล้ว บัดนี้ยังตรัสว่า จักสถาปนาในอิสริยยศตามเดิมอีก และพระองค์ก็อาจสถาปนาได้ด้วย เราควรจะไปกับพระองค์ ประโยชน์อะไรของเราด้วยการอยู่ในป่า ได้มีจิตชื่นบาน ประสงค์จะพรรณนามิตรธรรมอิงคุณของพระมหาสัตว์ จึงกราบทูลว่า พระสหายสุตโสม อะไรๆ ที่จะดียิ่งไปกว่าการคบหากัลยาณมิตรไม่มี อะไรๆ ที่จะลามกยิ่งไปกว่าการคบบาปมิตรไม่มีเลย
แล้วกล่าวคาถาว่า
พระจันทร์ในวันข้างแรมย่อมเสื่อมลงทุกวันๆ ฉันใด การคบอสัตบุรุษ ย่อมเป็นเหมือนวันข้างแรม ฉะนั้นแหละ พระราชา. หม่อมฉันก็เหมือนกัน อาศัยเจ้าคนครัวผู้ทำกับข้าว เป็นคนลามกเลวทราม ได้ทำบาปกรรมอันเป็นทางจะไปสู่ทุคติ.
พระจันทร์ในวันข้างขึ้น ย่อมเจริญขึ้นทุกวันๆ ฉันใด การคบสัตบุรุษ ย่อมเป็นเหมือนวันข้างขึ้น ฉันนั้นแหละ พระราชา. หม่อมฉันก็เหมือนกัน ขอท่านสุตโสมจงทราบว่าอาศัยพระองค์ จักได้ทำกุศลกรรมอันเป็นทางที่จะไปสู่สุคติ.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน น้ำตกในที่ดอน ย่อมไม่คงที่ ไม่อยู่ได้นานฉันใด แม้การคบอสัตบุรุษของหม่อมฉันก็เหมือนกัน ไม่คงที่เหมือนน้ำในที่ดอน ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนระที่กล้าหาญอย่างประเสริฐสุด น้ำตกในสระ ย่อมอยู่ได้นานฉันใด การคบสัตบุรุษของหม่อมฉันก็เหมือนกัน ย่อมตั้งอยู่ได้นาน เหมือนน้ำในสระ ฉะนั้น.
การคบสัตบุรุษเป็นคุณไม่เสื่อมทราม ย่อมเป็นอยู่อย่างนั้น แม้ตลอดเวลาที่ชีวิตตั้งอยู่ ส่วนการคบอสัตบุรุษย่อมเสื่อมเร็ว เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษ จึงไกลกันแล.
เจ้าโปริสาทพรรณนาถึงคุณของพระมหาสัตว์ ๗ คาถา ด้วยประการฉะนี้ พระมหาสัตว์ได้ทรงพาเจ้าโปริสาทและพระราชา ๑๐๑ พระองค์เสด็จไปถึงปัจจันตคาม ชาวบ้านนั้นเห็นพระมหาสัตว์แล้ว ไปแจ้งความที่เมือง พวกอำมาตย์ได้พาหมู่พลนิกายไปเฝ้ารับ พระมหาสัตว์ได้เสด็จไปยังพระนครพาราณสีด้วยบริวารนั้น ในระหว่างทาง พวกชาวชนบทถวายเครื่องบรรณาการ แล้วตามเสด็จ พระมหาสัตว์ได้มีบริวารมาก เสด็จถึงพระนครพาราณสีกับบริวารนั้น เวลานั้นพระโอรสของพระเจ้าโปริสาทเป็นพระราชา ท่านกาฬหัตถียังคงเป็นเสนาบดีอยู่เช่นเดิม ชาวเมืองกราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ได้ยินว่า พระเจ้าสุตโสมทรงทรมานเจ้าโปริสาทได้แล้ว กำลังพาเสด็จมาในพระนครนี้ พวกข้าพระองค์จักไม่ให้เข้าพระนครดังนี้ แล้วรีบปิดประตูพระนคร จับอาวุธอยู่พร้อมกัน พระมหาสัตว์ทรงทราบว่าเขาปิดประตู จึงพักเจ้าโปริสาทและพระราชา ๑๐๑ พระองค์ไว้ เสด็จเข้าไปใกล้ประตูกับอำมาตย์ ๒-๓ คน ตรัสว่า เราคือมหาราชชื่อว่าสุตโสม จงเปิดประตู. พวกราชบุรุษไปกราบทูลพระราชา พระราชาตรัสว่า พระเจ้าสุตโสมมหาราชเป็นบัณฑิต เป็นพระเจ้าทรงธรรม ตั้งอยู่ในศีล ภัยไม่มีแก่พวกเราอย่างแน่นอน แล้วรับสั่งให้เปิดประตูพระนครทันที.
พระมหาสัตว์เสด็จเข้าพระนคร พระราชาและท่านกาฬหัตถีเสนาบดี ไปรับเสด็จพระมหาสัตว์ นำเสด็จขึ้นปราสาท พระมหาสัตว์ประทับ ณ พระราชอาสน์แล้ว รับสั่งให้หาพระอัครมเหสี และพวกอำมาตย์ของเจ้าโปริสาท มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนท่านกาฬหัตถี เหตุไรจึงไม่ให้พระราชาเข้าพระนคร ท่านกาฬหัตถีกราบทูลว่า เมื่อท้าวเธอทรงราชย์ได้กินเนื้อมนุษย์ในพระนครนี้ เป็นจำนวนมากคน ทรงกระทำกรรมที่กษัตริย์ไม่สมควรทำเลย ได้ทำช่องในชมพูทวีปทั้งสิ้น ท้าวเธอมีธรรมอันลามกเช่นนี้ เพราะเหตุนั้น เขาจึงไม่ให้พระองค์เข้าพระนคร. พระมหาสัตว์ตรัสว่า บัดนี้ พวกท่านอย่าวิตกเลยว่า เธอจักทำเช่นนั้นอีก เราทรมานเธอให้ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เธอจักไม่เบียดเบียนใครๆ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ภัยแต่เธอไม่มีแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายอย่าทำอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าบุตรและธิดาต้องปฏิบัติมารดาและบิดา ท่านที่เลี้ยงมารดาบิดานั่นแหละ จะไปสวรรค์ คนที่ไม่เลี้ยงมารดาบิดาจะไปนรก.
พระมหาสัตว์ประทานพระโอวาทแก่พระราชโอรสผู้ประทับนั่ง ณ อาสนะต่ำอย่างนี้แล้ว ตรัสสอนเสนาบดีว่า ดูก่อนท่านกาฬหัตถี ท่านเป็นสหายและเสวกของพระราชา แม้พระราชาก็ได้ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอันสูงศักดิ์ แม้ท่านก็ควรจะประพฤติเป็นประโยชน์แก่พระราชา แล้วประทานโอวาทแม้แก่พระเทวีว่า ดูก่อนพระเทวี แม้เธอก็มาจากเรือนตระกูล ได้รับตำแหน่งอัครมเหสีในสำนักของพระราชา ถึงความเจริญด้วยพระโอรสและพระธิดา แม้เธอก็ควรประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่พระราชา
เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ความนั้นถึงที่สุด จึงได้ตรัสพระคาถาว่า
พระราชาที่เอาชนะคนซึ่งไม่ควรชนะ ไม่ชื่อว่าเป็นพระราชา เพื่อนที่เอาชนะเพื่อน ไม่ชื่อว่าเป็นเพื่อน ภรรยาที่ไม่กลัวเกรงสามี ไม่ชื่อว่าเป็นภรรยา บุตรที่ไม่เลี้ยงมารดาบิดาผู้แก่แล้ว ไม่ชื่อว่าเป็นบุตร.
ที่ประชุมไม่มีสัตบุรุษ ไม่ชื่อว่าเป็นสภา คนพูดไม่เป็นธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ คนที่ละราคะ โทสะ โมหะ พูดเป็นธรรมนั่นแล ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ.
บัณฑิตอยู่ปะปนกับพวกคนพาล เมื่อไม่พูด ก็รู้ไม่ได้ว่าเป็นบัณฑิต แม้พูดก็ต้องแสดงอมตธรรม จึงจะรู้ได้ว่าเป็นบัณฑิต.
พึงกล่าวธรรมให้กระจ่าง พึงยกธงของพวกฤาษี พวกฤาษีมีสุภาษิตเป็นธง ธรรมแลเป็นธงของพวกฤาษี.
พระราชาและเสนาบดี ได้สดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์แล้ว เกิดปีติโสมนัส ปรึกษากันที่จะไปเชิญเสด็จพระราชา จึงสั่งให้คนตีกลองเที่ยวไปในพระนคร ให้ชาวเมืองประชุมกัน แล้วประกาศให้ทราบว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย ได้ยินว่า พระราชาเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมแล้ว จงพากันมาเถิด พวกเราจักไปนำพระราชานั้นมา จึงพามหาชนไป กระทำพระมหาสัตว์ให้เป็นประมุข ไปยังสำนักของพระราชาถวายบังคมแล้ว ให้เจ้าพนักงานช่างกัลบกแต่งพระเกศาและพระมัสสุแล้ว ให้สรงสนานพระองค์ด้วยเครื่องสุคนธ์ แต่งพระองค์ด้วยพระภูษาอาภรณ์ ตามขัตติยราชประเพณีแล้ว เชิญเสด็จขึ้นกองแก้ว เป็นราชบัลลังก์ อภิเษกแล้วเชิญเสด็จเข้าสู่พระนคร.
พระเจ้าโปริสาทได้ทรงทำสักการะแก่กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ และพระมหาสัตว์เป็นการใหญ่ เกิดความโกลาหลใหญ่ทั่วชมพูทวีปว่า ได้ยินว่า จอมนรินทร์สุตโสมได้ทรงทรมานเจ้าโปริสาท แลได้ให้ประดิษฐานอยู่ในราชสมบัติแล้ว แม้ประชาชนชาวนครอินทปัต ก็ได้ส่งทูตไปเชิญเสด็จพระมหาสัตว์กลับพระนคร พระมหาสัตว์ประทับอยู่ในพระนครพาราณสีนั้น ประมาณเดือนครึ่ง ตรัสสอนพระเจ้าโปริสาทว่า ดูก่อนสหาย เราจะลากลับละนะ พระองค์จงอย่าได้เป็นผู้ประมาท จงให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง คือ ทำที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง และที่ประตูพระราชวัง ๑ แห่ง จงทรงบำเพ็ญทาน จงทรงประพฤติราชธรรม ๑๐ ประการ อย่าให้กำเริบ จงทรงละการถึงอคตินะมหาราช พลนิกายจากราชธานี ๑๐๑ ได้มาประชุมกันมากมาย พระมหาสัตว์มีพลนิกายเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว เสด็จออกจากพระนครพาราณสี แม้พระเจ้าโปริสาท ก็ได้เสด็จออกจากพระนคร เมื่อเสด็จส่งถึงครึ่งหนทางก็เสด็จกลับ พระมหาสัตว์ประทานพาหนะแก่พวกพระราชาที่ไม่มีพาหนะ ทรงส่งพระราชาเหล่านั้นทุกพระองค์ แม้พระราชาเหล่านั้นก็แสดงความชื่นบานกับพระมหาสัตว์ ได้กระทำกิจมีการถวายบังคมและการเจรจาเป็นต้นตามสมควร แล้วได้เสด็จกลับไปยังชนบทของตนๆ แม้พระมหาสัตว์เสด็จเข้าสู่พระนครที่พวกประชาชนชาวเมืองอินทปัต ตกแต่งไว้ดีแล้วประหนึ่งเทพนคร ถวายบังคมพระราชมารดาบิดา ทรงกระทำปฏิสันถารอันอ่อนน้อมแล้ว เสด็จขึ้นสู่ท้องพระโรง.
ฝ่ายพระเจ้าโปริสาทเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติโดยธรรม ทรงดำริว่า รุกขเทวดามีอุปการะแก่เราเป็นอันมาก เราจักกระทำลาภ คือพลีกรรมแก่ท่าน ท้าวเธอรับสั่งให้สร้างสระใหญ่ใกล้กับต้นไทร ทรงส่งตระกูลไปเป็นอันมาก ตั้งเป็นตำบลบ้านขึ้น บ้านนั้นได้เป็นบ้านใหญ่ประดับด้วยหนทาง และร้านตลาดถึงแปดหมื่น ส่วนต้นไทรนั้น ตั้งแต่ที่สุดกิ่งเข้ามา โปรดให้ปราบพื้นที่ให้ราบเรียบเสมอกัน ให้สร้างกำแพงมีแท่นบูชา และมีเสาระเนียดเป็นประตูแวดล้อม. เทวดาชื่นบานเป็นอย่างยิ่ง บ้านนั้นได้ชื่อว่ากัมมาสบาทนิคม เพราะเป็นสถานที่ทรมานเจ้ากัมมาสบาท และเป็นที่อยู่ของท้าวเธอด้วย พระราชาเหล่านั้นๆ ตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ได้ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น บำเพ็ญทางสวรรค์ให้บริบูรณ์แล้ว.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศอริยสัจ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้ทรมานพระอังคุลิมาลในบัดนี้เท่านั้น ก็หาไม่ แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็ได้ทรมานเธอแล้วเหมือนกัน
แล้วทรงประชุมชาดกว่า
พระเจ้าโปริสาทในกาลนั้น ได้เป็น อังคุลิมาล
กาฬหัตถีเสนาบดีได้เป็น สารีบุตร
นันทพราหมณ์ได้เป็น อานนท์
รุกขเทวดาได้เป็น กัสสป
ท้าวสักกะได้เป็น อนุรุทธะ
พระราชา ๑๐๑ พระองค์ที่เหลือได้เป็น พุทธบริษัท
พระราชมารดาบิดาได้เป็น มหาราชตระกูล
ส่วนพระเจ้าสุตโสม คือ เราตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถามหาสุตโสมชาดกที่ ๕
-----------------------------------------------------