ในแวดวงการลดน้ำหนักที่มักมีอะไรใหม่ๆ มาอัปเดตกันเสมอ ล่าสุดมีงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งที่อาจเป็นความหวังใหม่ให้คนที่กำลังพยายามลดหุ่นกันอยู่ ผลการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด พบว่า การทำ Intermittent Fasting (IF) หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า “ไอเอฟ” ซึ่งคือการอดอาหารเป็นช่วงๆ นั้น ให้ผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักได้ดีกว่าการคุมปริมาณแคลอรีแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคยกัน จากการศึกษาที่ติดตามผลนานถึง 1 ปี พบว่าคนที่ทำไอเอฟในรูปแบบ 4:3 (คืออดอาหาร 3 วัน กินปกติ 4 วันในหนึ่งสัปดาห์) สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ยถึง 7.6% ของน้ำหนักตัว ซึ่งถือว่ามากกว่ากลุ่มที่จำกัดแคลอรีในแต่ละวัน ที่ลดได้เฉลี่ย 5%
งานวิจัยชิ้นนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเมื่อมองถึงความพยายามของคนไทยที่มักจะมองหาวิธีลดความอ้วนที่ได้ผลจริง ท่ามกลางข้อมูลสารพัดวิธีในโลกออนไลน์ ตั้งแต่วิธีอดอาหารแบบหักโหม ไปจนถึงการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง สำหรับรูปแบบไอเอฟ 4:3 ที่ใช้ในการศึกษานี้ คือให้ผู้เข้าร่วมกินอาหารได้ตามใจชอบ 4 วันต่อสัปดาห์ และอีก 3 วัน (ที่ไม่ติดกัน) ให้คุมแคลอรีแบบเข้มงวด ซึ่งประสิทธิภาพของวิธีนี้ไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลขบนตาชั่งที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังพบผลดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระบบเผาผลาญด้วย เช่น ค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic blood pressure) ระดับคอเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือดตอนอดอาหาร ก็ดีขึ้นด้วย
การศึกษานี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Internal Medicine ได้แบ่งผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์หรือเป็นโรคอ้วนจำนวน 165 คน ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มไอเอฟจะกินอาหารโดยลดแคลอรีลง 80% ในวันที่กำหนดให้อด ส่วนกลุ่มที่จำกัดแคลอรีทุกวัน (Daily Calorie Restriction - DCR) จะกินอาหารที่ลดพลังงานโดยรวมลง 34.3% ต่อวัน ทั้งสองกลุ่มได้รับการสนับสนุนอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น สมาชิกฟิตเนสและคำแนะนำด้านอาหาร ประเด็นที่น่าสนใจคือ งานวิจัยก่อนหน้านี้หลายชิ้นมักจะพบว่ารูปแบบการกินทั้งสองแบบนี้ให้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก การค้นพบครั้งล่าสุดโดย ดร. วิกตอเรีย คาเตนัชชี รองศาสตราจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด จึงถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง ดร. คาเตนัชชี กล่าวว่า การทำไอเอฟถือเป็น “อีกทางเลือกที่พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์” สำหรับคนที่รู้สึกว่าการต้องมานั่งนับแคลอรีทุกวันนั้นทำตามได้ยาก โดยชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่ไม่จำเป็นต้องมาคอยจดจ่อกับการนับแคลอรีทุกมื้อทุกวัน
แนวทางที่ยืดหยุ่นแบบนี้น่าจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้ไม่ยาก เพราะเรื่องกินถือเป็นเรื่องใหญ่ และการกินข้าวร่วมกันก็เป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมเรา ความง่ายและไม่ต้องเป๊ะตลอดเวลาของการทำไอเอฟ อาจดึงดูดใจคนที่รู้สึกว่าการต้องคอยควบคุมแคลอรีทุกวันเป็นเรื่องจุกจิกน่ารำคาญ นอกจากนี้ ผลที่ชี้ว่า 58% ของผู้เข้าร่วมกลุ่มไอเอฟลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5% ก็ยิ่งตอกย้ำว่าวิธีนี้น่าจะเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา พฤติกรรมการกินและโภชนาการของคนไทยค่อยๆ เปลี่ยนไปตามแบบตะวันตกมากขึ้น ซึ่งก็มาพร้อมกับปัญหาโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกี่ยวข้อง ที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย บริบทนี้ยิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการหาวิธีคุมอาหารที่ทำได้จริงในระยะยาว เช่น การทำไอเอฟ ซึ่งอาจจะเข้ากับพฤติกรรมการกินยุคใหม่ได้ดี ขณะเดียวกันก็ให้ผลดีต่อสุขภาพที่จับต้องได้ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชน การนำวิธีการที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างไอเอฟมาปรับใช้อาจเป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่ง
ในอนาคต ผลการวิจัยทำนองนี้น่าจะมีอิทธิพลต่อคำแนะนำด้านอาหารมากขึ้น โดยอาจหันมาเน้นวิธีดูแลเรื่องอาหารที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล ซึ่งตอบโจทย์ความชอบและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้ดีกว่าเดิม สำหรับคนไทยเรา การลองพิจารณาทำไอเอฟอาจเป็นอีกก้าวหนึ่งสู่การเลือกวิธีลดน้ำหนักอย่างเข้าใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทายในการจัดการน้ำหนักที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่
สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกวิธีคุมอาหารแบบไหน การเริ่มต้นด้วยแผนการทำไอเอฟที่ปรับให้เข้ากับตัวเอง โดยอาจปรึกษาคุณหมอหรือนักโภชนาการก่อน น่าจะเป็นทางออกที่ทำได้จริงและอาจจะใช่สำหรับคุณ และเช่นเดียวกับการปรับเปลี่ยนอาหารทุกรูปแบบ ควรเริ่มต้นโดยคำนึงถึงสุขภาพและชีวิตประจำวันของตัวเองเป็นสำคัญที่สุด
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยและผลการค้นพบ สามารถเข้าไปดูได้ที่ ลิงก์นี้