งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Neuroscience โดยทีมนักวิจัยจาก University of Pennsylvania ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าทึ่งเกี่ยวกับกลไกที่สมองใช้รวบรวมและจัดเก็บความทรงจำให้แข็งแกร่งขึ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆ ขณะที่เรายังตื่นอยู่ การค้นพบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน่ารู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญที่อาจนำไปประยุกต์ใช้จริงในด้านการศึกษาและการพัฒนาเทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพความจำได้ด้วย งานวิจัยนี้ ซึ่งนำโดย ดร. เดวิด ฮัลเพิร์น และ ดร. ไมเคิล เจ. คาฮานา ได้สำรวจกระบวนการตามธรรมชาติของสมองที่มักจะ ‘ปลุก’ ข้อมูลบางอย่างขึ้นมาทบทวนซ้ำๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างที่เรากำลังเรียนรู้หรือรับข้อมูลใหม่ ซึ่งปรากฏว่าช่วยทำนายได้ด้วยว่าความจำส่วนไหนที่เราจะจำได้แม่นยำกว่าในเวลาต่อมา
งานวิจัยนี้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการปลุกความจำขึ้นมาทวนซ้ำ (memory reactivation) นั้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นตอนเราหลับหรือพักผ่อนเท่านั้น ที่ผ่านมามีงานศึกษามากมายที่ชี้ว่าสมองจะดึงความจำเก่าๆ กลับมาทบทวนในช่วงที่เราไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญต่อการสร้างความจำระยะยาว แต่งานของฮัลเพิร์นและคาฮานากลับชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ตอนที่เราตื่น สมองก็ทำงานคล้ายๆ กันนี้ได้เหมือนกัน เพียงแต่เกิดในระยะเวลาที่สั้นกว่ามาก เพื่อช่วยให้เราดึงความจำกลับมาใช้ได้ดีขึ้นในทันที
ดร. ฮัลเพิร์น อธิบายว่า ที่สนใจศึกษาปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งก็เพราะงานวิจัยในอดีตที่เกี่ยวกับ ‘การทบทวนในใจ’ (rehearsal) ซึ่งเป็นกลไกทางจิตที่ช่วยตอกย้ำความจำโดยที่เราไม่ต้องแสดงออกมา กระบวนการคิดเหล่านี้มักเกิดขึ้นเร็วมากและอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก ทำให้นักจิตวิทยาศึกษาทำความเข้าใจได้ยากมานานหลายสิบปี ทีมนักวิจัยจึงหันมาใช้เทคนิคการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองจากภายในกะโหลกศีรษะ (intracranial electroencephalography - EEG) ซึ่งปกติใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชัก เพื่อสำรวจการทำงานของสมองขณะที่ผู้เข้าร่วมทดลองกำลังจดจำและระลึกคำศัพท์ต่างๆ วิธีนี้ช่วยให้เห็นกลไกของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาความจำได้ โดยที่ผู้เข้าร่วมไม่ต้องเอ่ยปากบอกว่ากำลังทบทวนอะไรในใจ
ผลการวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียน การที่เราเข้าใจว่าสมองสามารถ ‘ทบทวน’ ข้อมูลได้เองอย่างมีประสิทธิภาพแม้ในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นอยู่นั้น เปิดประเด็นที่น่าสนใจว่า: เป็นไปได้ไหมที่โรงเรียนจะนำกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการปลุกความจำขึ้นมาทบทวนโดยอัตโนมัตินี้มาปรับใช้? ดร. ฮัลเพิร์น ยังได้กล่าวถึงแนวทางการวิจัยในอนาคตที่จะพัฒนากลยุทธ์เพื่อปรับปรุงการระลึกความจำระยะสั้นให้ดีขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่เทคนิคที่เหมาะสำหรับใช้ในห้องเรียน หรือแม้กระทั่งการบำบัดผู้ที่มีปัญหาด้านความจำ
ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการศึกษามาโดยตลอด ดังที่สะท้อนอยู่ในความหมายลึกซึ้งของคำว่า ‘การศึกษา’ ในวัฒนธรรมไทย การผสมผสานระหว่างองค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับคุณค่าทางการศึกษาที่มีมาแต่เดิมนี้ กำลังปูทางไปสู่กลยุทธ์ใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับทั้งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกและเป้าหมายของสังคมไทย
เมื่อมองไปข้างหน้า ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของการปลุกความจำขึ้นมาทวนซ้ำที่อาจส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจของเราด้วย ดังที่ ดร. ฮัลเพิร์น ตั้งข้อสังเกตไว้ การทำความเข้าใจว่าสมองทบทวนประสบการณ์ในอดีตได้อย่างไร ในขณะที่ยังคงรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้อย่างชัดเจนนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ความเข้าใจเช่นนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีการบำบัดทางปัญญาและแนวปฏิบัติด้านการศึกษาในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างและนำความจำไปใช้ ทั้งในแง่การเรียนรู้และชีวิตประจำวัน
สำหรับนักเรียนและนักการศึกษาไทย ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริงนั้นชัดเจน: การส่งเสริมให้นักเรียนมีช่วงเวลาสั้นๆ ได้หยุดพักเพื่อคิดทบทวน และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการทบทวนในใจตามธรรมชาติ อาจช่วยเพิ่มทั้งความสามารถในการจดจำและความเข้าใจเนื้อหาได้ การนำเทคนิคการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานตามธรรมชาติของสมองเหล่านี้มาปรับใช้ อาจเป็นการปฏิวัติรูปแบบการเรียนรู้แบบเดิมๆ และสร้างประสบการณ์ทางการศึกษาที่ทั้งมีชีวิตชีวาและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ที่มา: Medical Xpress