งานวิจัยล่าสุดเผยแล้ว! มีวงจรในสมองบางส่วนที่คอยคุมระดับ “ความอิน” หรือความเข้มข้นที่เราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ไม่ได้ไปยุ่งกับ “เนื้อหา” หรือความเชื่อทางการเมืองของเราเลยนะ งานวิจัยชิ้นนี้มาจากนักวิจัยฝั่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นและ Shirley Ryan AbilityLab ชี้ว่าสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) กับอะมิกดาลา (amygdala) นี่แหละที่มีส่วนกำหนดว่าเราจะ “อิน” กับการเมืองแค่ไหน ผลวิจัยนี้น่าจะช่วยให้การถกเถียงเรื่องการเมืองในบ้านเรามีคุณภาพมากขึ้น และอาจมีประโยชน์ในการประเมินทางจิตเวชและระบบประสาทด้วย เพราะทำให้เราเข้าใจกลไกสมองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
จากการศึกษาทหารผ่านศึกเวียดนามที่มีอาการบาดเจ็บทางสมองต่าง ๆ กันไป นักวิจัยพบว่า หากสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) เสียหาย จะทำให้ “อิน” การเมืองมากขึ้น เพราะความสามารถในการยับยั้งชั่งใจและการตัดสินใจมันลดลง ขณะที่ถ้าอะมิกดาลา (amygdala) เสียหาย จะทำให้อินการเมืองน้อยลง เพราะการตอบสนองทางอารมณ์มันลดลง ที่สำคัญคือ วงจรสมองพวกนี้ส่งผลต่อ “ระดับความอิน” ทางการเมืองเหมือนกันหมด ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ฝั่งไหนทางการเมือง ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าสมองส่วนนี้กระทบแค่ “ความแรง” ของความเชื่อ ไม่ใช่ “ตัวเนื้อหา” ความเชื่อนั้นๆ แหล่งข้อมูล
การค้นพบนี้สำคัญกับคนไทยอย่างเราๆ มาก ในบ้านเราที่คุยเรื่องการเมืองทีไรเป็นต้องมีเรื่องร้อนๆ ทุกที การเข้าใจว่า “อารมณ์” มีบทบาทสำคัญในการปั่นความแรงทางการเมือง อาจช่วยให้เราคุยกันด้วยเหตุผลและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น แม้จะเห็นต่างกันก็ตาม ประเทศไทยเองก็ผ่านความขัดแย้งทางการเมืองมานักต่อนัก มีความแตกแยกฝังรากลึกจนถึงขั้นลงถนนประท้วง ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนมาแล้ว แหล่งข้อมูล การรู้ว่าสมองส่วนไหนมีเอี่ยว อาจช่วยให้เราหาทางส่งเสริมความพอดีและหาทางคุยกันดีๆ ได้มากขึ้น
ดร. จอร์แดน กราฟแมน หนึ่งในผู้เขียนหลักของงานวิจัย ย้ำว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนเลยนะ เขาเสนอว่า ถ้าเรารู้ทันกลไกสมองพวกนี้ เราก็อาจจะปรับเปลี่ยนวิธีคุยเรื่องการเมืองกันได้ อาจจะลองเข้าวงถกเถียงโดยลดความผูกพันทางอารมณ์ลง หรือหันมาร่วมมือกันทำโครงการที่ก้าวข้ามฝักฝ่าย วิธีพวกนี้อาจช่วยลดดีกรีความขัดแย้งทางการเมืองลงได้ ซึ่งก็เข้ากันดีกับค่านิยมแบบไทยๆ ที่ให้ความสำคัญกับความสามัคคีและการพูดคุยกันอย่างให้เกียรติ แหล่งข้อมูล
นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังมีความสำคัญในแง่การประเมินทางระบบประสาทและจิตเวชในคลินิกด้วย กราฟแมนเสนอว่า เวลาประเมินคนไข้ อาจจะต้องถามด้วยว่าหลังจากเจ็บป่วยทางสมอง ความสนใจเรื่องการเมืองเปลี่ยนไปไหม เหมือนๆ กับที่ประเมินพฤติกรรมทางสังคมอื่นๆ เรื่องนี้สำคัญเพราะสมองที่บาดเจ็บอาจส่งผลต่อบุคลิกภาพทางสังคมของคนๆ นั้น ซึ่งรวมไปถึงเรื่องใหญ่อย่างความเชื่อทางการเมือง ที่มีผลต่อโครงสร้างชุมชนและสังคมโดยรวมได้ แหล่งข้อมูล
ในอดีต การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และคนไทยก็มีส่วนร่วมในระดับประเทศกันอย่างกว้างขวาง บ้านเรามีวัฒนธรรมที่เน้นการตัดสินใจร่วมกันมานาน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ในวัดของชุมชนไปจนถึงสภาธุรกิจท้องถิ่น การเข้าใจว่าวงจรสมองมีผลต่อความอินการเมืองอย่างไร จึงช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมกลุ่มในมุมมองทางระบบประสาทมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ทั้งกับชุมชนท้องถิ่นไปจนถึงการบริหารประเทศเลยทีเดียว แหล่งข้อมูล
ในอนาคต งานวิจัยนี้อาจนำไปสู่แนวทางใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับการควบคุมอารมณ์ความคิด การเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นจะช่วยสนับสนุนหลักสูตรการศึกษาพลเมืองที่ต่อยอดจากค่านิยมไทยเรื่องความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และเน้นการพูดคุยมากกว่าความขัดแย้ง สำหรับคนไทยอย่างเรา การติดตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แบบนี้ จะช่วยให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมในประเด็นการเมืองด้วยมุมมองที่รอบด้านและสมดุลมากขึ้น
สรุปง่ายๆ ว่างานวิจัยนี้ย้ำให้เห็นว่า ทั้งตัวเราเองและคนทำงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมามองปัจจัยทางสมองที่อยู่เบื้องหลังความอินการเมืองกันบ้าง โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่เพื่อสุขภาพจิตและความสามัคคีในสังคม ในขณะที่ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญความท้าทายทางการเมือง ผลวิจัยนี้ชี้แนะแนวทางที่เอาไปใช้ได้จริง ทั้งในระดับบุคคลและสังคม เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ดีต่อสุขภาพและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น แหล่งข้อมูล