นับเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังครั้งใหญ่ เมื่อทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (WashU) ที่เซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาวิธีตรวจเลือดแบบใหม่ที่อาจช่วยวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้ แถมยังประเมินความรุนแรงของโรคได้อีกด้วย ความก้าวหน้าครั้งนี้อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการตรวจหาและรับมือกับอัลไซเมอร์ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังรับมือกับปัญหาสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่
โรคอัลไซเมอร์เป็นภาวะเสื่อมถอยที่กระทบคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง ปัจจุบันมีผู้ป่วยกว่า 55 ล้านคนทั่วโลก ความทรงจำและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้ป่วยจะถูกทำลายลงเรื่อยๆ ที่ผ่านมา การวินิจฉัยโรคนี้มักต้องใช้วิธีทดสอบความจำ การสแกนสมอง หรือการตรวจหาโปรตีนจำเพาะอย่าง อะไมลอยด์-เบต้า (amyloid-beta) และ ทาว (tau) ด้วยวิธีที่ต้องเจาะน้ำไขสันหลัง หรือใช้เทคนิคที่ซับซ้อน แต่วิธีเหล่านี้มักตรวจเจอโรคเมื่ออาการเริ่มชัดเจนแล้ว ซึ่งอาจช้าเกินไปสำหรับการรักษาที่จะให้ผลดีที่สุดในระยะเริ่มต้น
งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine เผยว่า ทีมวิจัยของ WashU ได้พุ่งเป้าไปที่สารบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarker) ตัวใหม่ในเลือด นั่นคือ เอ็มทีบีอาร์-ทาว243 (MTBR-tau243) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวพันโดยตรงกับ “กลุ่มเส้นใยโปรตีนเทา” (tau tangles) ที่พบในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ดร. แรนดัลล์ เจ. เบตแมน (Dr. Randall J. Bateman) ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านประสาทวิทยา หนึ่งในผู้เขียนหลักของงานวิจัย อธิบายว่า “การตรวจเลือดแบบใหม่นี้ จะวัดปริมาณชิ้นส่วนโปรตีนเทาที่หลุดออกมาในกระแสเลือด ทำให้เราประเมินได้ว่ามีการสะสมของกลุ่มเส้นใยโปรตีนเทาในสมองมากน้อยแค่ไหน” วิธีนี้จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ทั้งเจ็บตัวน้อยกว่า และอาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าวิธีตรวจแบบเดิมๆ
สารบ่งชี้ตัวใหม่นี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงช่วยวินิจฉัย แต่ยังช่วยติดตามความคืบหน้าของโรค และทำให้แพทย์สามารถปรับแผนการรักษาให้เข้ากับผู้ป่วยแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น แทนที่จะต้องอาศัยการตรวจที่ยุ่งยากและรุกล้ำร่างกายเพียงอย่างเดียว ตอนนี้เราอาจมีวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมามากขึ้นในการเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงในสมองของผู้ป่วย ดร. คันตะ โฮริเอะ (Dr. Kanta Horie) อีกหนึ่งนักวิจัยจาก WashU ย้ำว่า การใช้ MTBR-tau243 ร่วมกับสารบ่งชี้ตัวอื่นๆ ในเลือด ถือเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการแพทย์แม่นยำ (precision medicine) สำหรับโรคอัลไซเมอร์โดยเฉพาะ
จุดเด่นสำคัญของงานวิจัยนี้คือ การทดสอบครอบคลุมผู้เข้าร่วมในทุกระยะของโรค ตั้งแต่กลุ่มที่ยังไม่มีอาการไปจนถึงผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมรุนแรง ผลปรากฏว่า ระดับโปรตีน MTBR-tau243 ในเลือดสามารถบ่งบอกถึงการมีอยู่ของกลุ่มเส้นใยโปรตีนเทาในสมองได้อย่างแม่นยำถึง 92% ยิ่งไปกว่านั้น ระดับโปรตีนนี้ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก (อาจสูงกว่าเดิมถึง 200 เท่า) ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย นี่จึงถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญ ที่จะทำให้เราสามารถประเมินระดับความรุนแรงของปัญหาด้านความจำและความคิดที่เกี่ยวกับอัลไซเมอร์ได้ด้วยการตรวจเลือดที่ไม่ซับซ้อน
นวัตกรรมนี้ถือว่ามาได้ถูกจังหวะสำหรับประเทศไทย ที่ระบบสาธารณสุขกำลังปรับตัวรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ และให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ การตรวจเลือดแบบนี้จะช่วยลดภาระของระบบได้มาก เพราะเป็นวิธีคัดกรองเบื้องต้นที่ง่าย รวดเร็ว และเข้าถึงได้มากกว่าเดิม ปัจจุบัน การวินิจฉัยด้วยวิธีมาตรฐานอย่างการทำ PET scan หรือการเจาะน้ำไขสันหลัง ยังมีค่าใช้จ่ายสูง และอาจเข้าถึงยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล การตรวจเลือดจึงดูจะเป็นทางออกที่เป็นไปได้จริงและเหมาะสมกับบริบทของไทยมากกว่า
อย่างไรก็ดี แม้การตรวจเลือดนี้จะดูมีอนาคตสดใส แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร. มานิชา พารูเลการ์ (Dr. Manisha Parulekar) ก็ได้ให้ข้อคิดว่า การจะนำไปใช้จริงในวงกว้างยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความแม่นยำในกลุ่มประชากรและสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย “จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานและชัดเจน ตั้งแต่การเก็บตัวอย่างเลือด การจัดการ ไปจนถึงการวิเคราะห์ผล” ดร. พารูเลการ์ กล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าผลการตรวจจะน่าเชื่อถือและสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะตรวจที่โรงพยาบาลหรือคลินิกไหนก็ตาม
ผลกระทบในเชิงสังคมและวัฒนธรรมต่อประเทศไทยก็น่าสนใจไม่น้อย ในสังคมไทย การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโดยคนในครอบครัวถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่จำนวนผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็กำลังสร้างภาระหนักให้กับหลายครอบครัว การที่สามารถวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น จะช่วยให้ครอบครัวสามารถวางแผนรับมือและจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือดูแลกันในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ การที่ไทยนำเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยที่ล้ำสมัยเช่นนี้มาใช้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ (Medical Hub) และช่วยเสริมภาพลักษณ์ความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขของไทยในระดับภูมิภาคอีกด้วย
ในขณะที่นักวิจัยทั่วโลกกำลังเร่งศึกษาเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงและยืนยันประสิทธิภาพของการตรวจเลือดนี้ ก็มีความหวังว่าในอนาคตอันใกล้ วิธีนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในประเทศไทย ช่วยให้แพทย์เข้าใจการดำเนินของโรคในผู้ป่วยแต่ละรายได้ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งไม่เพียงจะนำไปสู่การดูแลผู้ป่วยที่มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระตุ้นให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการตรวจหาโรคแต่เนิ่นๆ และการจัดสรรทรัพยากรสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับคนไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ ไม่ว่าจะในตัวเองหรือคนในครอบครัว การติดตามข่าวสารความคืบหน้าและปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขเกี่ยวกับทางเลือกในการตรวจวินิจฉัยใหม่ๆ ที่อาจมีให้บริการในอนาคต ถือเป็นสิ่งสำคัญ การทำความเข้าใจในนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอัลไซเมอร์ได้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นการร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุขไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายจากสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูล: Original Article