เรื่องราวของมารินา เจนนิงส์ สาวน้อยวัย 20 ปี จากเกาะเจอร์ซีย์ (เขตปกครองตนเองของสหราชอาณาจักร) กำลังสะท้อนภาพใหญ่ให้เราเห็นถึงผลกระทบที่โซเชียลมีเดียมีต่อสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน เจนนิงส์เริ่มเล่น TikTok และ Instagram ตั้งแต่อายุแค่ 12 ขวบ แต่ล่าสุดเธอตัดสินใจหันหลังให้แอปฯ เหล่านี้ หลังจากตระหนักว่ามันส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจของเธอเอง การตัดสินใจลบบัญชี TikTok ทิ้งถาวร และพักการใช้ Instagram ชั่วคราว เกิดขึ้นเพราะความรู้สึกวิตกกังวลและไม่มั่นใจในตัวเองที่แพลตฟอร์มพวกนี้สร้างขึ้น เรื่องของเจนนิงส์จึงเป็นเหมือนเสียงเตือนดังๆ ถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่แผ่ขยายไปทั่ว และกระตุ้นให้สังคมหันมาใส่ใจประเด็นสุขภาพจิตและความปลอดภัยในโลกออนไลน์มากขึ้น
ประเด็นนี้โดนใจคนไทยไม่น้อย เพราะทุกวันนี้สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียแทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของพวกเราไปแล้ว วัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการรักษา “หน้าตา” และความสัมพันธ์ในชุมชน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของสังคม กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากการเชื่อมต่อผ่านโลกดิจิทัล ที่หลายครั้งเน้นแต่ภาพลักษณ์ภายนอก มากกว่าความสัมพันธ์ที่จับต้องได้จริงๆ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลพวงมาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบทั่วโลก รวมถึงเมืองใหญ่ๆ ที่แสนจะวุ่นวายของไทย ซึ่งผู้คนต่างก็ใช้ชีวิตผูกติดกับหน้าจอมากขึ้นทุกที
จากสถิติของ “ผลสำรวจเด็กและเยาวชนในเจอร์ซีย์” (Jersey Children and Young People’s Survey) พบว่าเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนใช้กันแล้ว โดยข้อมูลชี้ว่าเด็กนักเรียนชั้นปีที่ 6 (เทียบเท่า ป.6) ถึง 63% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง และในชั้นปีที่ 12 (เทียบเท่า ม.6) ตัวเลขพุ่งไปถึง 100% แต่ที่น่าตกใจคือ ผลสำรวจพบว่า 51% ของนักเรียนหญิงชั้นปีที่ 12 เคยได้รับเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายถึงความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามทางออนไลน์ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ในบ้านเรา ที่การใช้สมาร์ทโฟนในหมู่วัยรุ่นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้และวางมาตรการป้องกันภัยออนไลน์ที่เข้มแข็งกว่าเดิม
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งตอกย้ำว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ วิกกี้ โอนีล หนึ่งในผู้ปกครองชาวเจอร์ซีย์ ชี้ว่าอิทธิพลของสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียต่อการเลี้ยงลูกนั้นรุนแรงมาก ถึงขั้นเปรียบเปรยว่าเป็น “วิกฤตด้านความปลอดภัย” เลยทีเดียว ข้อเรียกร้องของเธอที่อยากเห็นผู้ปกครอง โรงเรียน และภาครัฐ จับมือกันแก้ปัญหานี้ ก็สอดคล้องกับแนวคิดที่หน่วยงานการศึกษาของไทยเคยพยายามผลักดันมาก่อน นั่นคือการส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในโรงเรียน
เอลลา นักเรียนจากเกิร์นซีย์ (เกาะเพื่อนบ้านของเจอร์ซีย์) ยอมรับว่าโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญในการพูดคุยกับเพื่อนๆ แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่าธรรมชาติของมันนั้นแทรกซึมเข้ามาในชีวิตเรามากเกินไป ความคิดเห็นของเธอสะท้อนความรู้สึกของนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อยที่ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน คือโซเชียลมีเดียเป็นทั้งตัวเชื่อมความสัมพันธ์ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นกำแพงที่ขวางกั้นการมีปฏิสัมพันธ์จริงๆ แบบเห็นหน้าค่าตากัน
เลียม โดเฮอร์ตี นักกิจกรรมเยาวชน เสนอว่าเราควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมนอกโลกออนไลน์มากขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้เข้ากันได้ดีกับวัฒนธรรมประเพณีของไทยที่เน้นการรวมกลุ่มในชุมชนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเพณีลอยกระทง หรือสงกรานต์ ที่ล้วนช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวและผู้คนรอบข้าง เขามองว่าการเพิ่มกิจกรรมกลางแจ้งจะช่วยลดความรู้สึกแปลกแยกหรือโดดเดี่ยวที่เกิดจากโซเชียลมีเดียได้ ซึ่งก็คล้ายกับโครงการต่างๆ ในไทยที่รณรงค์ให้คนออกไปท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ หรือเข้าวัดทำบุญ
เมื่อมองย้อนกลับมา ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากแนวทางการรับมือปัญหาความปลอดภัยออนไลน์ของเจอร์ซีย์ได้ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของเจอร์ซีย์ รองผู้ว่าการร็อบ วอร์ด ยอมรับว่าปัญหาเหล่านี้เป็นความท้าทายที่สังคมต้องเผชิญร่วมกัน และได้เสนอแนะนโยบายที่อาจนำมาปรับใช้ได้ในอนาคต ความเห็นของเขาเน้นย้ำหลักการสำคัญที่ใช้ได้กับทุกที่ นั่นคือการสร้างความปลอดภัยผ่านการให้ความรู้เรื่องพฤติกรรมออนไลน์ที่เหมาะสม และการดึงผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม
เมื่อมองไปข้างหน้า ประเทศไทยเองก็ต้องหาทางออกในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เมื่อสุขภาพจิตของนักเรียนและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในสังคมเป็นเดิมพัน การส่งเสริมให้เกิดความสมดุลในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ข้อเสนอให้โรงเรียนกลายเป็น “เขตปลอดสมาร์ทโฟน” อย่างที่รองผู้ว่าการวอร์ดเสนอ ก็อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่นักการศึกษาไทยสามารถนำไปขบคิดต่อได้ นอกจากนี้ การเน้นย้ำเรื่องการดูแลควบคุมโดยผู้ปกครองและแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางออนไลน์ ก็ตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” นั่นเอง
โดยสรุป เรื่องของมารินา เจนนิงส์ เป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเยาวชน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่แค่ที่ใดที่หนึ่ง สำหรับคนไทยแล้ว การหันมาทบทวนว่าสภาพแวดล้อมดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีการปฏิสัมพันธ์และสุขภาพจิตของเราไปอย่างไรจึงเป็นสิ่งสำคัญ การลงมือทำอย่างจริงจัง เช่น การส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล การสนับสนุนกิจกรรมนอกบ้าน และการสร้างความมั่นใจว่าเรามีเกราะป้องกันภัยออนไลน์ที่แข็งแกร่ง จะช่วยให้เยาวชนของเราพร้อมรับมือและใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยอย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูลที่ใช้:
- บทความข่าว BBC เกี่ยวกับ มารินา เจนนิงส์
- ข้อมูลจากผลสำรวจเด็กและเยาวชนในเจอร์ซีย์ (Jersey Children and Young People’s Survey Data)