ในเดือนเมษายนที่ทั่วโลกรู้จักกันว่าเป็น “เดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องความเครียด” (Stress Awareness Month) พบว่าระดับความเครียดพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยรายงานล่าสุดเผยว่าส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันเกือบ 40% แม้ตัวเลขนี้จะมาจากสหรัฐอเมริกา แต่ความสำคัญของการจัดการความเครียดนั้นเป็นเรื่องสากล รวมถึงคนไทยเราที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่รีบเร่งไม่ต่างกัน เรื่องนี้จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนครั้งสำคัญที่กระตุ้นให้ทั้งผู้เชี่ยวชาญและคนทั่วไปต้องหันมาทบทวนว่าเราใส่ใจสุขภาพจิตกันมากน้อยแค่ไหนในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วใบนี้

สาเหตุที่ความเครียดแพร่ระบาดไปทั่วขนาดนี้ก็พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก เลลานี เซคเลอร์ ผู้อำนวยการคลินิกแห่ง Pathlight Mood & Anxiety Center ชี้ว่า โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยแรงกดดันสารพัดที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่บรรยากาศการเมืองที่ร้อนแรง ไปจนถึงภาระทางการเงินจากการที่ต้องดิ้นรนทำงานหลายอย่าง เซคเลอร์อธิบายว่า โดยพื้นฐานแล้ว ความเครียดคือการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งคุกคามรอบตัว เหมือนกับอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านเวลาเราเจอภัยอันตราย แต่สิ่งที่ต่างไปในปัจจุบันคือ ความเครียดที่เกาะกินเรื้อรัง ทำให้ร่างกายแทบไม่มีโอกาสได้พักหรือกลับสู่ภาวะปกติ จนกลายเป็นวงจรที่ต้องวนเวียนอยู่ในความวิตกกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา

สำหรับคนไทย ภาพของการต้องวิ่งวุ่นอยู่กับความเครียดไม่รู้จบแบบนี้อาจเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะในสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ แม้ว่าอาการของความเครียดจะเป็นสากล แต่ก็อาจแสดงออกมาต่างกันในแต่ละกลุ่ม ผู้หญิงมักประสบกับอาการซึมเศร้า ความรู้สึกเศร้าหมอง และปัญหาสุขภาพกายที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ในทางกลับกัน ผู้ชายอาจแสดงออกด้วยความหงุดหงิดและปลีกตัวออกจากสังคม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบรรทัดฐานทางสังคมเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์ แหล่งข้อมูล

ความเป็นจริงเหล่านี้ทำให้เราต้องหากลยุทธ์ที่จับต้องได้จริงมาช่วยบรรเทาความเครียด เซคเลอร์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การกินอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน และการนอนหลับให้เพียงพอ (ควรจะให้ได้ 7 ชั่วโมง) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ กลยุทธ์เหล่านี้ใช้ได้ผลกับคนทั่วโลก และแน่นอนว่าสำคัญไม่แพ้กันสำหรับประเทศไทย ที่ซึ่งเรามีภูมิปัญญาดั้งเดิม อย่างการทำสมาธิและการใช้สมุนไพร ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ร่วมกับแนวทางสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว แหล่งข้อมูล

ในวัฒนธรรมไทยเรา กิจกรรมในครอบครัวและชุมชนถือเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิต การนำจุดแข็งทางวัฒนธรรมตรงนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ผ่านการพึ่งพากันในสังคม จึงเป็นอีกวิธีรับมือความเครียดที่ได้ผลดีมาก ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่เน้นย้ำถึงคุณค่าของเครือข่ายผู้สนับสนุนที่เข้มแข็งในการสร้างเกราะป้องกันทางใจ

ถ้ามองในมุมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การจัดการความเครียดในบ้านเราก็น่าสนใจไม่น้อย หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาที่เป็นรากฐานของสังคมไทยเรา เน้นเรื่องการมีสติและการอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการต่อสู้กับความเครียด ในขณะที่สังคมเริ่มตระหนักถึงการป้องกันความเครียดและให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น การผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ จึงเป็นแนวทางดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่น่าสนใจและมีแนวโน้มที่ดี

เมื่อมองไปข้างหน้า สิ่งสำคัญสำหรับสังคมไทยคือ การเปิดอกพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกันให้มากขึ้นและพัฒนาไปข้างหน้า ระบบการศึกษาสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญได้โดยการบรรจุทักษะการจัดการความเครียดเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อเตรียมให้คนรุ่นใหม่มีเครื่องมือรับมือกับความกดดันและความเครียดที่ต้องเจออย่างเลี่ยงไม่ได้ในชีวิต

สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของตัวเอง ลองเริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้จริง เช่น ส่งเสริมการพูดคุยเรื่องความเครียดอย่างเปิดอกในครอบครัว ลองเข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติหรือทำสมาธิ หรือลองใช้แหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตออนไลน์ที่มีเนื้อหาเหมาะกับบริบทวัฒนธรรมและภาษาไทย

เมื่อเราเปิดใจยอมรับมุมมองเรื่องสุขภาพจิตที่รอบด้านมากขึ้น ผสมผสานทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สังคมไทยก็จะสามารถรับมือกับความท้าทายเรื่องความเครียด และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น