งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cognitive, Affective, & Behavioral Neuroscience เผยให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง “การรู้เท่าทันความคิดตัวเองต่ำ” (low self-awareness) กับ “ปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงขึ้นของสมอง” ต่อประเด็นการเมืองที่ถูกตีตราว่าเป็นเรื่องถูกผิดทางศีลธรรม งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งผสมผสานความรู้จากประสาทวิทยา จิตวิทยา และรัฐศาสตร์ บ่งชี้ว่า คนที่ยึดมั่นถือมั่นอย่างแรงกล้าในความเชื่อทางศีลธรรมเกี่ยวกับเรื่องการเมือง มักจะตัดสินใจปุบปับ การตัดสินใจเหล่านี้ไม่เพียงได้รับอิทธิพลจากปฏิกิริยาทางอารมณ์ของสมองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถของบุคคลในด้าน “อภิปัญญา” (metacognition) หรือความสามารถในการประเมินกระบวนการคิดของตนเองอีกด้วย
หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้ ซึ่งนำทีมโดย Jean Decety จากมหาวิทยาลัยชิคาโก คือความพยายามทำความเข้าใจต้นตอของความแตกแยกทางการเมืองและการไม่ยอมรับความเห็นต่าง เวลาที่คนเรามองว่าจุดยืนทางการเมืองใดเป็นเรื่องศีลธรรม สมองส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลผลอารมณ์ การเฝ้าระวังความขัดแย้งในใจ และการควบคุมความคิด จะถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักขึ้น ซึ่งมักนำไปสู่การตัดสินใจที่เร็วและมั่นใจกว่าเดิม แต่ที่น่าสนใจคือ คนที่มี “ความไวทางอภิปัญญาต่ำ” (low metacognitive sensitivity) – พูดง่ายๆ คือ คนที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าการตัดสินใจของตัวเองถูกหรือผิด – กลับจะพึ่งพาสัญญาณทางศีลธรรมเหล่านี้มากกว่าปกติ แนวโน้มนี้อาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมบางคนถึงมีความเชื่อฝังหัวหรือยึดติดกับความคิดของตัวเองอย่างเหนียวแน่น
การศึกษาครั้งนี้ได้คัดเลือกผู้เข้าร่วมจากย่านเมืองชิคาโก โดยให้ทำแบบประเมิน 2 ส่วน คือ ตอบแบบสำรวจออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคม จากนั้นจึงเข้าเครื่องสแกนสมอง fMRI เพื่อดูการทำงานของสมองขณะต้องตัดสินใจ ผู้เข้าร่วมจะได้ดูภาพถ่ายเป็นคู่ๆ ซึ่งเป็นภาพกลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนแนวคิดทางการเมืองคนละขั้ว แล้วให้ตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่ากลุ่มไหนตรงกับมุมมองของตนเองมากกว่ากัน วิธีนี้ทำให้นักวิจัยสามารถเชื่อมโยงการทำงานของสมองของผู้เข้าร่วมกับระดับความเชื่อมั่นทางศีลธรรมของพวกเขาได้
ผลการวิจัยสำคัญชี้ว่า ผู้เข้าร่วมตัดสินใจเร็วขึ้นในประเด็นที่พวกเขามองว่าเกี่ยวพันกับศีลธรรม โดยพบว่าสมองส่วนต่างๆ ทำงานเพิ่มขึ้น เช่น “สมองส่วนอินซูลาด้านหน้า” (anterior insula) และ “สมองส่วนพรีฟรอนทัลด้านข้าง” (lateral prefrontal cortex) สมองส่วนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการประเมินน้ำหนักทางอารมณ์ จับสัญญาณความขัดแย้งในใจ และควบคุมความคิด ที่น่าสนใจคือ การทำงานที่เพิ่มขึ้นของสมองส่วนพรีฟรอนทัลด้านข้าง บ่งชี้ถึงการมองว่าความเชื่อทางการเมืองไม่ใช่แค่ความเห็น แต่เป็นเหมือน “ภารกิจทางศีลธรรม” ที่ต้องปกป้องหรือลงมือทำ
ที่สำคัญที่สุด งานวิจัยพบว่า คนที่มีความสามารถทางอภิปัญญาต่ำกว่า มีปฏิกิริยาตอบสนองทางสมองที่รุนแรงกว่าเมื่อเจอกับประเด็นที่ตนยึดมั่นทางศีลธรรมอย่างแรงกล้า ซึ่งเห็นได้ชัดทั้งในสมองส่วนควบคุมความคิดและส่วนประเมินคุณค่า เช่น “สมองส่วนพรีฟรอนทัลด้านหน้าส่วนล่าง” (ventromedial prefrontal cortex) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้ชี้ชัดถึงความเป็นเหตุเป็นผล เพียงแต่เน้นย้ำว่าการทำงานของสมองลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ “สะท้อน” ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นทางศีลธรรมหรือความยึดติดนั้น ไม่ใช่ “ตัวการ” ที่สร้างมันขึ้นมา
การค้นพบนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อสังคมไทย ที่ซึ่งการถกเถียงทางการเมืองมักโยงใยกับค่านิยมทางวัฒนธรรมและมุมมองทางศีลธรรมที่ฝังรากลึก งานวิจัยนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของ “การรู้เท่าทันตัวเอง” ในการใช้เหตุผลทางการเมือง และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่สังคมโดยรวมต้องส่งเสริมทักษะด้าน “อภิปัญญา” การพัฒนาความสามารถเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการคิดที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดใจรับมุมมองที่ต่างออกไป และสร้างบทสนทนาที่สร้างสรรค์มากขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่แบ่งขั้วรุนแรง
ในประเทศอย่างประเทศไทย ที่ซึ่งความปรองดองในสังคมเป็นสิ่งสำคัญ และแนวคิดเรื่อง “ความสบายใจ” อาจมีผลต่อการปฏิสัมพันธ์ งานวิจัยนี้ชวนให้ผู้อ่านชาวไทยได้หันมาทบทวนความสำคัญของการพิจารณาใคร่ครวญตนเอง (introspection) และการรู้เท่าทันตัวเองในการรับมือกับประเด็นถกเถียงทางศีลธรรม การส่งเสริมการศึกษาที่เน้นสร้างความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และการตระหนักรู้ในกระบวนการคิดของตนเอง (metacognitive awareness) สามารถช่วยบ่มเพาะพลเมืองที่มีข้อมูลรอบด้าน อดทนอดกลั้น และพร้อมสร้างสรรค์ ซึ่งจะสามารถมีส่วนร่วมในประเด็นซับซ้อนได้โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของแนวคิดสุดโต่งหรือความเชื่อฝังหัว
สำหรับแนวทางวิจัยในอนาคต นักวิจัยเสนอให้ศึกษาเพิ่มเติมว่าความเชื่อมั่นทางศีลธรรมส่งผลต่อการตัดสินใจในสถานการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การเจรจาต่อรอง อย่างไร และอาจประเมินด้วยว่า การพัฒนาความไวทางอภิปัญญาให้ดีขึ้น จะช่วยลดความคิดที่ยึดติดตายตัวและส่งเสริมการใช้เหตุผลทางการเมืองที่ยืดหยุ่นขึ้นได้หรือไม่
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากมีส่วนร่วมสร้างพื้นที่การพูดคุยสาธารณะที่ดีขึ้น ขั้นตอนแรกที่แนะนำคือการฝึกฝนการทบทวนตนเอง การคิดเชิงวิพากษ์ และการพูดคุยกันอย่างเปิดอก ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาตัวเอง แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันในสังคม การเปิดรับมุมมองและแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เหมือนกับการมองภาพผ่านเลนส์หลายๆ แบบจากสื่อต่างๆ จะช่วยให้เราก้าวข้ามจุดยืนที่ตายตัวและเปิดรับโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น เข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น