ในงานศึกษาชิ้นใหม่ที่อาจพลิกโฉมวงการ จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งออสเตรีย (ISTA) ทีมนักวิจัยได้พัฒนาแบบจำลองออร์แกนอยด์สมอง (brain organoid) สุดล้ำขึ้น โดยการรวมเอาเซลล์ไมโครเกลีย (microglia) ซึ่งเป็นเซลล์ชนิดพิเศษที่ทำหน้าที่สำคัญในการเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดการอักเสบ การพัฒนาครั้งนี้นับเป็นความหวังครั้งใหม่ ที่อาจเข้ามาปฏิวัติวงการทดสอบยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยของยาสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่เฉพาะเจาะจงสำหรับภาวะอย่างโรคหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ ความก้าวหน้าครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการสาธารณสุขทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

ที่ผ่านมา แบบจำลองออร์แกนอยด์สมองมักจะขาดเซลล์ไมโครเกลีย ซึ่งเป็นข้อจำกัดทำให้ไม่สามารถจำลองการตอบสนองของระบบประสาทมนุษย์ต่อการติดเชื้อไวรัสได้อย่างสมจริง การที่แบบจำลองใหม่นี้สามารถรวมเซลล์ไมโครเกลียเข้าไปได้สำเร็จ จึงถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจว่าระบบประสาทที่กำลังพัฒนาตอบสนองต่อการติดเชื้อ เช่น โรคหัดเยอรมัน อย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างมากสำหรับสตรีมีครรภ์ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกในครรภ์เกิดความพิการแต่กำเนิด ความก้าวหน้านี้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะแม้ว่าโรคหัดเยอรมันอาจมีอาการไม่รุนแรงในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ก็อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ นำไปสู่ความเสี่ยงต่างๆ เช่น ความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาท ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย ที่นโยบายด้านสาธารณสุขมุ่งเน้นไปที่การดูแลก่อนคลอดและทารกแรกเกิดเพิ่มมากขึ้น

นักวิจัยได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดชนิดเหนี่ยวนำพลูริโพเทนต์ของมนุษย์ (hiPSCs) เพื่อเพาะเลี้ยงออร์แกนอยด์จอประสาทตา (retinal organoids) และนับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถรวมเซลล์ไมโครเกลียเข้ากับออร์แกนอยด์ได้สำเร็จ กระบวนการนี้ช่วยให้สามารถจำลองขั้นตอนต่างๆ ของพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ระยะแรกได้อย่างใกล้เคียงความจริง เวเรนา ชมิด (Verena Schmied) นักศึกษาปริญญาเอก ร่วมกับศาสตราจารย์ซานดรา ซีเกิร์ต (Sandra Siegert) เป็นหัวเรือใหญ่ในงานวิจัยชิ้นนี้ และผลการศึกษาของพวกเขาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Neuroinflammation ได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเซลล์ประสาทและเซลล์ไมโครเกลียเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเชื้อไวรัส

การทดลองฉีดโมเลกุลไวรัสสังเคราะห์เข้าไปในออร์แกนอยด์เหล่านี้ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ กล่าวคือ เซลล์ไมโครเกลียจะตอบสนองต่อการรุกรานของไวรัสโดยกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ซึ่งปฏิกิริยานี้สามารถเข้าไปขัดขวางการแบ่งตัวของเซลล์ประสาทและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเครือข่ายเซลล์ประสาทได้ ข้อสังเกตที่สำคัญคือ การมีอยู่ของเซลล์ไมโครเกลียในแบบจำลองนี้ ช่วยให้เห็นภาพผลกระทบที่ตามมาของการอักเสบได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญที่ขาดไม่ได้ของเซลล์เหล่านี้นั่นเอง

เมื่อทดสอบผลของยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย พบว่ายานี้สามารถลดการรบกวนเซลล์ประสาทที่เกิดจากการอักเสบได้จริง แต่ประสิทธิภาพของยาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเซลล์ไมโครเกลียอยู่ด้วยเท่านั้น ผลการวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องรวมเซลล์ไมโครเกลียไว้ในแบบจำลองออร์แกนอยด์ในอนาคต เพื่อให้การทดสอบยามีความแม่นยำยิ่งขึ้น – ที่ยาไอบูโพรเฟนช่วยป้องกันได้นั้นเป็นเพราะตัวยาเข้าไปยับยั้งเอนไซม์บางชนิดที่กระตุ้นการอักเสบ ซึ่งเอนไซม์เหล่านี้พบได้ในเซลล์ไมโครเกลียด้วย ข้อมูลเชิงลึกนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการใช้ยา เช่น ไอบูโพรเฟน ในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งบ่อยครั้งมีการสั่งจ่ายยาโดยที่ยังไม่มีการทดสอบความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์อย่างรอบด้าน

สำหรับประเทศไทย การนำแบบจำลองออร์แกนอยด์เหล่านี้มาปรับใช้อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากรอบการทดสอบยาและการดูแลสุขภาพก่อนคลอดในประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับการดูแลสุขภาพของแม่และเด็ก การทำความเข้าใจความซับซ้อนของการติดเชื้อไวรัสในระหว่างตั้งครรภ์ผ่านแบบจำลองขั้นสูงเช่นนี้ สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายสาธารณสุขและวางกลยุทธ์การป้องกันโรคได้ นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีออร์แกนอยด์อาจไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมงานวิจัยภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับชื่อเสียงของประเทศไทยในเวทีโลกด้านความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์อีกด้วย

ในอนาคต การประยุกต์ใช้แบบจำลองเหล่านี้มีศักยภาพที่จะต่อยอดไปได้ไกลกว่าแค่เรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างโรคหัดเยอรมันและยาไอบูโพรเฟน แบบจำลองเหล่านี้เปิดโอกาสให้ศึกษาภาวะทางพัฒนาการทางระบบประสาทต่างๆ ที่สอดคล้องกับประเด็นด้านสุขภาพที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ หากมีการลงทุนเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยที่คล้ายคลึงกันภายในประเทศ นักวิจัยไทยก็จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากประชาคมวิจัยทางการแพทย์ระดับโลกได้ดียิ่งขึ้น ส่งเสริมความร่วมมือที่อาจนำไปสู่นวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมไทย

ผู้อ่านชาวไทยและบุคลากรทางการแพทย์ควรติดตามความคืบหน้าของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับออร์แกนอยด์อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ การทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์ และบทบาทของแบบจำลองออร์แกนอยด์ที่จะเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากแนวทางการใช้ยาที่ปลอดภัยมากขึ้น อันเป็นผลมาจากงานวิจัยที่บุกเบิกเช่นงานของศาสตราจารย์ซีเกิร์ตและทีมของเธอ