ผลสำรวจล่าสุดเผยเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มคน Gen Z และ Millennials คือ การจงใจ “แบ่งเวลาไว้สำหรับเรื่องกังวล” โดยเฉพาะ เพื่อรับมือกับความวิตกกังวลที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน การศึกษาครั้งนี้จัดทำโดย Talker Research ร่วมกับ Avocado Green Mattress ได้สำรวจชาวอเมริกัน 2,000 คน พบว่า 1 ใน 10 หรือ 10% ของผู้ตอบแบบสำรวจที่อายุยังน้อย จะจัดสรรเวลาในแต่ละวันไว้เพื่อครุ่นคิดถึงเรื่องกังวลโดยเฉพาะ ซึ่งต่างกันชัดเจนกับคนรุ่นก่อนหน้าอย่าง Gen X และ Baby Boomers ที่มีเพียง 3% เท่านั้นที่ทำแบบนี้

มีรายงานว่า การจัดตารางเวลาให้ความกังวลแบบนี้ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสำรวจสามารถจำกัดขอบเขตความวิตกกังวลของตัวเอง และดูแลสุขภาพจิตได้ดีขึ้น เหมือนเป็นการสร้างพื้นที่ที่ควบคุมได้เพื่อจัดการกับความเครียด ซึ่งท้ายที่สุดก็ช่วยลดเวลาที่เสียไปกับความกังวลโดยรวมได้ งานวิจัยยังชี้อีกว่า 62% ของชาว Gen Z และ Millennials รู้สึกเหมือนติดอยู่ในวังวนความกังวลตลอดเวลา เทียบกับกลุ่ม Gen X และ Baby Boomers ที่มีเพียง 38% โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ตอบแบบสำรวจใช้เวลาไปกับความกังวลวันละ 2 ชั่วโมง 18 นาที ซึ่งมักจะพุ่งสูงสุดช่วงที่อยู่คนเดียว ก่อนนอน หรือตอนตื่นนอน

คุณ Brooke Witt รองประธานฝ่ายการตลาดของ Avocado Green Mattress ชี้ว่า ความกังวลที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน ส่งผลเสียต่อคุณภาพการนอนหลับได้อย่างไร “พอความคิดเราวนเวียนอยู่กับเรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องครอบครัว หรือลิสต์สิ่งที่ต้องทำ ก็อาจส่งผลให้เรานอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิทได้” เธอกล่าว พร้อมย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อสุขภาวะที่ดีโดยรวม เรื่องที่ผู้ตอบแบบสำรวจกังวลมากที่สุด ได้แก่ เรื่องการเงิน (53%) ครอบครัว (42%) ภาระหน้าที่ในแต่ละวัน (42%) ตามมาด้วยเรื่องสุขภาพ การนอนหลับให้เพียงพอ และประเด็นทางการเมือง

กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งของผู้เข้าร่วมสำรวจ แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตของลูกๆ โดย 77% เป็นห่วงโลกที่ลูกหลานของตนกำลังเติบโต ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นความกังวลหลัก โดย 34% กลัวว่าปัญหานี้จะจำกัดโอกาสในอนาคตของลูกๆ พ่อแม่หลายคนแสดงความกลัวต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน บางคนถึงกับตั้งคำถามว่า ลูกๆ ของตนจะได้เห็นโลกแบบเดียวกับที่พวกเขาเคยเติบโตมาหรือไม่

ดังที่คุณ Amy Sieman ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตรของ Avocado Green Mattress กล่าวไว้ งานวิจัยนี้ “ชี้ให้เห็นว่าความกังวลในชีวิตประจำวันมันตามติดเราไปถึงบนเตียง ส่งผลกระทบทั้งต่อการนอนและชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร” เธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งช่วยเสริมสร้างสุขภาวะโดยรวม และเตรียมความพร้อมให้แต่ละคนรับมือกับความท้าทายในแต่ละวันได้ดีขึ้น

สำหรับคนไทยเรา แนวโน้มนี้ก็สอดคล้องกับการให้ความสำคัญกับการเจริญสติและดูแลสุขภาพใจในวัฒนธรรมของเรา แม้ว่าความตึงเครียดระหว่างรุ่นในสังคมตะวันตกและไทยอาจจะมีส่วนคล้ายกันอยู่บ้าง แต่ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ก็ช่วยจุดประกายให้เกิดการพูดคุยเรื่องการจัดการสุขภาพจิต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตร่วมกันของเรา ในขณะที่สังคมหมุนเร็วขึ้น ความกดดันที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญก็อาจสะท้อนภาพคล้ายกับที่ระบุในงานศึกษานี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับความวิตกกังวล

ในสังคมไทย การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญในขณะที่เราพยายามปรับปรุงแนวทางดูแลสุขภาวะให้ดีขึ้น งานวิจัยนี้กระตุ้นให้เกิดบทสนทนาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับใช้สิ่งที่เรียกว่า “การนัดเวลากังวล” (worry appointments) ให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมของเรา โดยอาจนำแนวปฏิบัติที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น การเจริญสติและการทำสมาธิ ซึ่งเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา มาประยุกต์ใช้เพื่อบรรเทาความเครียด หากการจัดตารางเวลาให้ความกังวลพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ การผสมผสานแนวคิดนี้เข้ากับวิถีปฏิบัติแบบไทยๆ อาจเป็นการปูทางไปสู่การจัดการสุขภาพจิตที่ดีขึ้นสำหรับเยาวชนไทย การนำกลยุทธ์ต่างๆ มาปรับใช้เพื่อดูแลสุขภาวะทางใจ เช่น การแบ่งเวลาเพื่อทบทวนตัวเองและผ่อนคลายความเครียด อาจเป็นเครื่องมือที่มีค่าอย่างยิ่งในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างเชื่อมต่อถึงกัน

ผลการวิจัยเหล่านี้ช่วยปูทางไปสู่บทสนทนาที่สำคัญ เกี่ยวกับการผสมผสานงานวิจัยสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อนำเสนอแนวทางใหม่ๆ ในการสร้างความเข้มแข็งทางใจให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป