ทีมนักวิจัยนานาชาติ นำโดย ราฟาเอล แคปแลน จากมหาวิทยาลัย Jaume I ในสเปน ค้นพบเรื่องน่าทึ่งว่าสมองของเราใช้ “ขอบเขต” รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จริงหรือเรื่องนามธรรม มาช่วยนำทางในการตัดสินใจได้อย่างไร งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งเป็นความร่วมมือของนักวิจัยจากสเปน อิตาลี และสหรัฐฯ และได้ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำอย่าง Nature Communications และ PLOS Biology ชี้ให้เห็นบทบาทที่ซับซ้อนของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสและคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนกลางในการประมวลผลขอบเขตเหล่านี้ ทั้งในแง่สภาพแวดล้อมและสังคม

งานวิจัยชี้ว่าสมองใช้ “ขอบเขต” ของบริบทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตที่จับต้องได้ (เช่น กำแพงห้อง) หรือที่เป็นนามธรรม (เช่น งบประมาณ) มาเป็นตัวช่วยตัดสินใจ เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนจากวิธีที่สมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งปกติเรารู้กันว่าเก่งเรื่องจำตำแหน่งหรือเส้นทาง สามารถปรับตัวมาใช้กับขอบเขตที่เป็นนามธรรมได้ด้วย ยกตัวอย่าง เวลาเราจะซื้อบ้าน สมองจะเอาข้อมูลขอบเขตต่างๆ เช่น ราคาบ้านกับขนาดพื้นที่ มาประมวลผลรวมกันได้อย่างเนียนๆ โดยใช้กลไกคล้ายกับตอนที่มันจำว่าสถานที่ต่างๆ อยู่ตรงไหน ความสามารถในการปรับตัวเพื่อชี้นำการตัดสินใจแบบนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าสมองเรายืดหยุ่นแค่ไหนในการรับมือกับข้อมูลทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม

อีกส่วนหนึ่งของงานวิจัยนี้ ซึ่งดูแลโดย มาร์ตา โรดริเกซ นักศึกษาปริญญาเอก ได้เจาะลึกเรื่องปฏิสัมพันธ์และความชอบทางสังคม ทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง “การยึดโยงทางสังคม” (social anchoring) ขึ้นมา ซึ่งอธิบายว่าอคติส่วนตัวของเราส่งผลต่อวิธีที่เราจดจำและจัดลำดับความชอบของคนอื่นยังไง งานวิจัยพบว่า อคติในใจเรานี่แหละ ซึ่งมันผูกติดอยู่กับตัวตนของเราเอง จะเป็นตัวกำหนดวิธีที่เราสร้าง “แผนที่ความจำทางสังคม” ขึ้นมา โดยเฉพาะเวลาที่เรานึกถึงว่าคนอื่นชอบหรือไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับการเข้าสังคม หรือการคบค้าสมาคมกับคนกลุ่มต่างๆ

งานวิจัยเหล่านี้จึงตอกย้ำให้เห็นความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างปัจจัยแวดล้อมกับอคติส่วนตัวที่มีต่อกระบวนการตัดสินใจของเรา ผลที่ได้ชี้ว่าการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือเรื่องสังคม ล้วนได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความสามารถของสมองในการเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับบริบทต่างๆ นั่นเอง

สำหรับประเทศไทยเรา การทำความเข้าใจกลไกสมองเหล่านี้อาจช่วยปรับปรุงแนวทางการศึกษาและกลยุทธ์การตัดสินใจได้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร นักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายบ้านเราสามารถนำความรู้นี้ไปต่อยอด พัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมที่ช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นทางความคิดและการปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้ นอกจากนี้ การฝึกให้รู้เท่าทันและจัดการกับอคติของตัวเอง ก็อาจนำไปสอดแทรกในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อปูพื้นฐานทักษะการเข้าสังคมและการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้นให้กับเยาวชน

ในอนาคต การค้นพบเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะการสร้างระบบที่สามารถเลียนแบบกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ได้ใกล้เคียงขึ้น ด้วยการผสมผสานความเข้าใจในบริบทต่างๆ รวมถึงการรับรู้ถึงความชอบส่วนบุคคลเข้าไปด้วย ซึ่งน่าจะช่วยปรับปรุงให้ AI สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ต้องปรับให้เข้ากับแต่ละคน

สำหรับคนไทยเราแล้ว ข้อมูลเชิงลึกนี้น่าจะน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะในชีวิตประจำวัน เราต่างต้องตัดสินใจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่ที่วุ่นวาย หรือในชุมชนที่เราคุ้นเคย การได้เข้าใจว่าสมองของเรามีวิธีรับมือกับบริบทอันหลากหลายเหล่านี้อย่างไร ก็อาจทำให้เรารู้สึกอุ่นใจกับความสามารถทางปัญญาของตัวเองมากขึ้น

โดยสรุป ผลการวิจัยเหล่านี้เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้เราหันมาใส่ใจและปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจของตัวเอง ด้วยการตระหนักรู้ถึง “ขอบเขต” ของบริบทต่างๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อทางเลือกของเรามากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยให้ปฏิสัมพันธ์ทั้งในเรื่องส่วนตัวและในสังคมของเราดีขึ้นได้ สำหรับผู้ที่สนใจอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถค้นคว้าได้จากงานวิจัยต้นฉบับในวารสาร Nature Communications และ PLOS Biology ซึ่งอ้างอิงผลงานจากมหาวิทยาลัย Jaume I