งานวิจัยล่าสุดปี 2024 เผยข้อมูลสุดช็อก ระบุถึงสมุนไพรเสริมอาหารยอดนิยม 6 ชนิด ว่ามีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อตับ อ้างอิงจากบทความล่าสุดของ AARP (องค์กรไม่แสวงผลกำไรในสหรัฐฯ ที่เน้นประเด็นเกี่ยวกับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) สมุนไพรดังกล่าว ได้แก่ อัชวากันดา (Ashwagandha หรือ โสมอินเดีย), แบล็กโคฮอช (Black Cohosh), การ์ซีเนีย แคมโบเกีย (Garcinia Cambogia หรือ ส้มแขก), สารสกัดชาเขียว (Green Tea Extract), ข้าวยีสต์แดง (Red Yeast Rice), และขมิ้นชัน/เคอร์คูมิน (Turmeric/Curcumin) แม้สมุนไพรเหล่านี้จะขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณสารพัด แต่การค้นพบความเชื่อมโยงกับพิษต่อตับครั้งนี้ สร้างความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่นิยมใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นประจำ

ข้อมูลจากเครือข่ายเฝ้าระวังภาวะตับบาดเจ็บจากยา (Drug-Induced Liver Injury Network - DILIN) ของสหรัฐฯ ตอกย้ำความน่ากลัวว่า แค่ในสหรัฐฯ ประเทศเดียว อาจมีคนเสี่ยงตับพังจากการกินสมุนไพรเหล่านี้ถึง 15.6 ล้านคนต่อเดือน กลุ่มผู้สูงวัยยิ่งน่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เพราะการทำงานของตับที่เปลี่ยนไปตามอายุ ทำให้ความสามารถในการกำจัดสารต่างๆ ของตับลดลง เสี่ยงต่อการถูกทำลายได้ง่ายขึ้น ตับเปรียบเหมือนด่านหน้ากำจัดสารพิษของร่างกาย ทำหน้าที่จัดการกับทุกสิ่งที่กินเข้าไป หากสารนั้นเป็นพิษ ก็อาจทำให้ตับบาดเจ็บรุนแรง หรือถึงขั้นตับวายได้ ตามที่นายแพทย์อรุณ เจซูเดียน จาก Weill Cornell Medicine กล่าวเตือน

ในบ้านเราก็ไม่ต่างกัน คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาพึ่งอาหารเสริมเพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพ เช่น ปัญหาข้ออักเสบ อาการวัยทอง หรือระดับคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอาการที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรเหล่านี้มักโฆษณาว่าช่วยได้ จากกระแสความนิยมนี้ ผลวิจัยล่าสุดจึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัย ให้คนไทยเพิ่มความระมัดระวังและคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจกินอาหารเสริม สำหรับประเทศไทยที่มีภูมิปัญญาเรื่องยาสมุนไพรมาอย่างยาวนาน จึงจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมกับข้อมูลวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

จากข้อมูลที่น่ากังวลนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั้งในไทยและต่างประเทศต่างออกมาเน้นย้ำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความเสี่ยง และเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบให้เข้มงวดขึ้น เพราะต่างจากยาแผนปัจจุบัน ทั้งยาที่ต้องให้แพทย์สั่งและยาที่ซื้อเองได้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยและสรรพคุณก่อนวางขาย (เช่น จาก อย. ของสหรัฐฯ) ทำให้เสี่ยงต่อปัญหาการปนเปื้อน หรือการระบุข้อมูลบนฉลากที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ในวารสาร Hepatology Communications

ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทางการแพทย์ในไทยจึงแนะนำแนวทางป้องกันเบื้องต้น ดังนี้:

  • ศึกษาข้อมูลให้รอบด้านจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนเริ่มกินอาหารเสริมตัวใหม่
  • เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานอิสระที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ การตรวจเช็คการทำงานของตับเป็นประจำ ก็เป็นอีกทางที่ช่วยป้องกันปัญหาแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ ดร. อลิสา ลิขิตทรัพย์ จาก University of Michigan Health หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยใน JAMA Network Open ให้การสนับสนุน

ในยุคที่คนไทยเปิดรับการดูแลสุขภาพทั้งแนวทางดั้งเดิมและสมัยใหม่ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้อาหารเสริมอย่างปลอดภัย ควรเน้นย้ำให้ตัดสินใจเลือกใช้บนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์ที่จะได้รับมีมากกว่าโทษที่อาจตามมา สำหรับผู้บริโภคชาวไทย เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ด้วยแนวทางที่สมดุลและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ไม่ใช่การพึ่งพาอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจนำมาซึ่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้

เพื่อปกป้องตับให้แข็งแรง ขอแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยหันมาใส่ใจเรื่องการกินอาหารที่มีประโยชน์และการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพเป็นหลัก แทนที่จะพึ่งพาอาหารเสริม ดังที่นายแพทย์ดอน ร็อกกี้ จาก Medical University of South Carolina ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตับ ก็คือการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพนั่นเอง” การปฏิบัติตามนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น และมั่นใจได้ว่าการดูแลสุขภาพของคุณจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว