ต่อจากบันทึกที่ลงเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๘ นะครับ เพื่อเล่าว่า ตอนบ่ายวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ผู้บริหารเขตพื้นที่ และผู้บริหารโรงเรียนเขาคุยกันเรื่องลดความพะรุงพะรังที่ขัดขวางการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างไร
ความพะรุงพะรังอย่างหนึ่งที่ ผอ. นันทิยา บัวตรี โรงเรียนวัดสลักเพชร ขจัดออกไป คือการประชุมเขตพื้นที่ ท่านแจ้ง ผอ. เขต ขอไม่ไปประชุมเพื่อมีเวลาอยู่กับนักเรียนและครู ที่ผมตีความว่า เพื่อทำหน้าที่บริหารการเรียนรู้ที่ครูจัดให้แก่นักเรียน และบริหารความท้าทายต่างๆ รอบตัวเด็ก และรอบตัวครู
ผมตีความต่อว่า ระบบการบริหารในระดับต่างๆ ของการศึกษาไทยนั้น เน้นสนองหน่วยเหนือ มากกว่าสนองผู้เรียน โดยไม่รู้ตัว เพราะสังคมไทยเป็นสังคมอำนาจรวมศูนย์
การประชุมเริ่มด้วยคำถามจาก ผอ. การุญ ชาญวิชานนท์ โรงเรียนบ้านโกรกลึก นครราชสีมา ถามความเห็นของผู้เข้าร่วมวงเสวนาผู้บริหารว่า นักเรียนที่นี่ (โรงเรียนวัดสลักเพชร) มี self (อัตลักษณ์ - identity) แข็งแรง เพราะอะไร ผอ. สื่อสารกับครูอย่างไร เป็นคำถามปลายเปิดที่ทรงพลัง นำสู่การเสวนาที่สนุกยิ่งสำหรับผม
ผอ. หญิงท่านแรกตอบว่า เพราะมีวง PLC ที่แข็งแรง เป็นวง PLC ที่เต็มไปด้วยสนามพลังบวก ประชุมกันแบบ สุนทรียสนทนา (dialogue) มีการฟังกัน และนำสู่แผนพัฒนาที่ชัดเจน
ผมตีความว่า โรงเรียนของ ผอ. ท่านนี้ ผอ. ใช้ PLC หรือการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ของครู เป็นเครื่องมือ ยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน โดยที่ จะมีพลังต่อเมื่อเป็นวงเรียนรู้ในสนามพลังบวก และประชุมกันแบบสุนทรียสนทนา ไม่ใช่แบบสั่งการ นี่คือ ผอ. ที่ใช้พลัง empowerment
หน้าที่สำคัญของผู้บริหารคือ “ฟัง” ฟังอย่างลึก (deep listening) ให้ได้ยินสิ่งที่ครูไม่ได้พูด แต่บอกผ่าน อวัจนภาษา ทั้งที่ครูสื่อสารแบบรู้ตัวและแบบไม่รู้ตัว ช่วยให้ ผอ. ได้ “ข้อมูลเชิงลึก” สำหรับนำมาตีความสะท้อนคิด สู่การสร้างสนามพลังบวกอย่างต่อเนื่อง และอย่างล้ำลึก
นำสู่การร่วมกันออกแบบ (design thinking) ในวง PLC เพื่อกำหนดเป้าหมายในระดับ micro เฉพาะกลุ่มนักเรียน หรือเฉพาะตัวนักเรียนเป็นรายคน ที่มีแผนดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีการร่วมมือกันในหมู่ครู แล้ววัดผล สู่ผลดีต่อนักเรียน และการเรียนรู้จากประสบการณ์ของครู โดยครูนำเอาผลที่วัดหรือสังเกตเห็นมาร่วมกันตีความหาความหมายในวง PLC โดยไม่ลืมใช้เครื่องมือ Kolb’s Experiential Learning cycle
ผอ. หญิง ท่านที่สองบอกว่า เพราะ ผอ. ยอมรับในสิ่งที่ตนไม่รู้ และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันกับครู ไม่ทำตัวอยู่เหนือครู
ผมตีความว่า สิ่งรกรุงรังคือระบบเชิงอำนาจ ที่มีสมมติฐานผิดๆ ว่าผู้มีตำแหน่งสูงต้องรู้มากกว่าคนอื่น ซึ่งเป็นความลวง เป็นสิ่งไม่จริง หากจะให้คุณภาพการศึกษาไทยยกระดับขึ้น เราต้องอยู่กับความจริง มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นน้ำไม่เต็มแก้ว พร้อมที่จะเรียนรู้จากคนรอบตัว และคนที่เป็นผู้ใหญ่รู้จักสร้างสนามพลังบวกของการเรียนรู้ โดยขจัดพฤติกรรมเชิงอำนาจเหนือออกไป
การยอมรับในสิ่งที่ตนไม่รู้ เป็นการปลดเปลื้องสภาพแสร้งทำออกไป สู่สภาพของความจริงใจ ช่วยให้เกิดความไว้วางใจต่อกันและกัน (mutual trust) ในโรงเรียน เป็นวิธีสร้างสนามพลังบวกอย่างหนึ่ง ความจริงใจเป็นพลังบวกอย่างหนึ่ง
จะเห็นว่า “สิ่งพะรุงพะรัง” มีความลี้ลับและซับซ้อน ที่ฝรั่งเสนอคำว่า VUCA, BANI และ Wicked ที่ ผอ. โรงเรียนสามารถใช้ PLC ของโรงเรียน ไขความลี้ลับซับซ้อนเหล่านี้ได้ไม่ยาก จากการเรียนรู้ขั้นสูงจากประสบการณ์ ในการทำงานประจำวันของโรงเรียนเอง
ผอ. หญิงท่านที่สาม บอกว่า เพราะครูให้พื้นที่ปลอดภัยแก่ศิษย์ เลือกใช้คำถามที่มีความหมาย แล้วรอคอยและจดจ่อ ให้เวลาเด็กคิด
ผมตีความว่า ท่าน ผอ. กำลังบอกว่า ในสมัยนี้ “การสอน” คือ “การตั้งคำถามที่มีความหมาย” ให้นักเรียนได้ฝึกคิด โดยเฉพาะการคิดระบบที่ ๒ คือคิดใคร่ครวญไตร่ตรอง ซึ่งผมมีความเห็นว่า คนทุกคนต้องฝึก และตัวผมเองก็ฝึกอยู่ทุกวัน การเขียนบันทึกนี้ก็เพื่อฝึกคิดใคร่ครวญไตร่ตรอง
ผอ. หญิงท่านที่สี่ บอกว่า เพราะเด็กได้พัฒนา self-esteem, self control
ที่ผมตีความว่า เด็กได้พัฒนา Chickering’s Seven Vectors of Identity Development โดยไม่รู้ตัว ที่ไม่เพียงได้พัฒนาอัตลักษณ์ (identity) แต่ได้พัฒนาความมั่นคงในคุณธรรม (integrity) ด้วย และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ครู และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) กับโรงเรียน ก็ได้รับผลบุญนี้ด้วย
ทักษะการกำกับตนเอง (self-control) หรือการมีวินัยในตนเอง (self-disciplined) สอนโดยตรงไม่ได้ ต้องให้เด็กได้ฝึกจากการกระทำของตนเอง การที่โรงเรียนแนวนี้ไม่มีเสียงระฆัง กระดิ่ง หรือออด บอกเวลา ช่วยให้เด็กและครูมีสติพัฒนาทักษะกำกับตนเองอย่างไม่รู้ตัว การให้เด็กได้ ปรนนิบัติโรงเรียน ปรนนิบัติต้นไม้ ช่วยให้เขารู้จักคิดออกไปนอกตัวเอง การต้องทำทุกวัน ช่วยให้มีวินัยในตนเอง
ผอ. นันทิยาเสริมว่า สำคัญที่สุด ผอ. ต้องมี self ที่แข็งแรงด้วย
ผมตีความว่า self ที่แข็งแรงของ ผอ. หรือหัวหน้าคือ เป็นตัวตนที่มุ่งทำเพื่อผู้อื่น ที่คนโดยรอบสัมผัสได้ รวมทั้งมีท่าทีรับฟังผู้อื่น คือเป็น self ที่ไม่มุ่งเพิ่มตัวตน หรืออัตตา
สิ่งที่พะรุงพะรังที่สุด ไม่ว่าในเรื่องใด คืออัตตาตัวตนของผู้นำที่ใช้อำนาจนำ
ผอ. ท่านที่ห้า ผอ. ทำตัวเสมอกับครูและนักเรียน กวาดพื้นขัดส้วมด้วยกัน ลดอำนาจ ลดการตัดสิน เปิดโอกาสให้ครูร่วมกันคิดในวง PLC โดย ผอ. ไม่เข้าไปคุม
ปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจ คือสิ่งรกรุงรังสำหรับโรงเรียน ที่ปิดกั้นการเรียนรู้ ทั้งของนักเรียน ครู ผอ. และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งปวง พื้นที่ปลอดภัย สนามพลังบวก และปฏิสัมพันธ์แนวราบ คือพื้นที่โปร่งโล่งสำหรับการเรียนรู้ของทุกฝ่าย ที่เอื้อให้มีการหมุนวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกัน ร่วมกันสะท้อนคิดสู่หลักการ และสู่การพัฒนาวิธีการ หมุนเกลียวเรียนรู้ยกระดับขึ้นไปไม่สิ้นสุด ในหลากหลายมิติของการเรียนรู้ที่มีความซับซ้อนและคลุมเครือ
การเสวนาเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ สู่ความรกรุงรังของการที่ต้องทำรายงานเสนอหน่วยเหนือ ที่ผมคิดว่า ในยุคนี้น่าจะทดแทนโดยระบบข้อมูล เอาเวลาของครูและผู้อำนวยการที่ต้องทำรายงานที่ไม่จำเป็นมาทำงานที่ก่อคุณประโยชน์ต่อเด็ก และมีผลกรทบข้างเคียงสู่การพัฒนาชุมชน ตามตัวอย่างที่พูดคุยกันในวงเสวนาหลายวง ที่อยู่ในบันทึกที่สืบเนื่องจากการไปเยือนเกาะช้างครั้งแรกของผม
ช่วยให้ได้เข้าใจความพะรุงพะรังของการศึกษาไทย และวิธีแก้ เพื่อใช้ทรัพยากรการศึกษา เพื่อหมุนวงจรเรียนรู้ของนักเรียนและของผู้เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสีย ไปจนถึงชุมชนโดยรอบ
สิ่งพะรุงพะรัง เป็นตัวขัดขวางการเรียนรู้
วิจารณ์ พานิช
๑๕ ก.พ. ๖๘