ว่าด้วย สังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ

สังขปาลชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๔. สังขปาลชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๕๒๔)

ว่าด้วยสังขปาลนาคราช

             (พระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสว่า)

             [๑๔๓] ท่านมีลักษณะคล้ายพระอริยะ มีดวงตาแจ่มใส เห็นจะเป็นคนบวชออกจากสกุล ไฉนหนอท่านผู้มีปัญญาจึงสละทรัพย์และโภคะ ออกจากเรือนบวชเสียเล่า

             (อาฬารดาบสกราบทูลว่า)

             [๑๔๔] ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้เป็นเทพแห่งนรชน อาตมาได้เห็นวิมานของพญาสังขปาลนาคราช ผู้มีอานุภาพมากด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้ว จึงได้บวช เพราะเชื่อวิบากอันยิ่งใหญ่แห่งบุญทั้งหลาย

             (พระราชาตรัสว่า)

             [๑๔๕] บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะความรัก เพราะความชัง เพราะความกลัว พระคุณเจ้า โยมถามแล้ว ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกเนื้อความนั้นแก่โยมเถิด เพราะได้ฟัง ความเลื่อมใสจักเกิดขึ้นแก่โยมบ้าง

             (อาฬารดาบสกราบทูลว่า)

             [๑๔๖] ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้น อาตมาเมื่อเดินทางไปค้าขายได้เห็นพวกบุตรของนายพราน พากันหามพญานาคตัวมีร่างกายอ้วนพีใหญ่โตร่าเริงเดินไปในหนทาง

             [๑๔๗] ขอถวายพระพรพระองค์ผู้จอมชน อาตมานั้นได้มาประจวบเข้ากับเขาเหล่านั้น ก็เกิดกลัวจนขนพองสยองเกล้า จึงได้ถามขึ้นว่า พ่อบุตรนายพรานทั้งหลาย พวกท่านจะนำนาคซึ่งมีร่างกายน่ากลัวตัวนี้ไปไหน จะทำอะไรกับนาคตัวนี้

                       (พวกเขาตอบว่า)

             [๑๔๘] วิเทหบุตร พวกเราจะนำนาคตัวนี้ไปเพื่อบริโภค นาคตัวนี้มีร่างกายอ้วนพีใหญ่โต เนื้อของมันมาก อ่อนนุ่ม และอร่อย ท่านยังมิได้รู้รสเนื้อมัน

             [๑๔๙] พวกเราจากที่นี่ไปถึงที่อยู่ของตนแล้ว จะเอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญ เพราะว่าพวกเราเป็นศัตรูของนาคทั้งหลาย

                       (อาตมาจึงพูดว่า)

             [๑๕๐] ถ้าพวกท่านจะนำนาค ซึ่งมีร่างกายอ้วนพีใหญ่โตตัวนี้ไปเพื่อจะบริโภคไซร้ ข้าพเจ้าจะให้โคผู้ซึ่งมีกำลังแข็งแรงแก่พวกท่าน ๑๖ ตัว ขอพวกท่านจงปล่อยนาคตัวนี้จากเครื่องพันธนาการเถิด

                       (พวกเขาตอบว่า)

             [๑๕๑] ความจริง นาคนี้เป็นอาหารที่ชอบใจของพวกเราอย่างแท้จริง และพวกเราก็เคยกินนาคมามาก แต่พวกเราจะทำตามคำของท่าน นายอาฬารวิเทหบุตร และขอท่านจงเป็นมิตรของพวกเราด้วยนะ

             [๑๕๒] บุตรนายพรานเหล่านั้นจึงแก้นาคราชตัวนั้นออกจากเครื่องพันธนาการซึ่งสอดเข้าทางจมูกร้อยไว้ในบ่วง นาคราชตัวนั้นพ้นจากเครื่องผูกแล้ว ครู่หนึ่งจึงบ่ายหน้าสู่ทิศปราจีนหลีกไป

             [๑๕๓] ครั้นบ่ายหน้าสู่ทิศปราจีนไปได้ครู่หนึ่ง ได้เหลียวกลับมา มองดูอาตมาด้วยดวงตาทั้ง ๒ ที่นองไปด้วยน้ำตา ในคราวนั้น อาตมาได้ประคองอัญชลีทั้ง ๑๐ นิ้ว เดินตามไปข้างหลัง กล่าวเตือนว่า

             [๑๕๔] ท่านจงรีบด่วนไปโดยเร็วเถิด ขอศัตรูอย่าจับท่านได้อีกเลย เพราะการสมาคมกับพวกพรานอีกเป็นทุกข์ ท่านจงไปยังสถานที่ที่พวกบุตรนายพรานไม่เห็นเถิด

             [๑๕๕] นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส สีเขียวครามโอภาส มีท่าอันงดงาม น่ารื่นรมย์ใจ ปกคลุมไปด้วยหมู่ต้นหว้าและต้นอโศก เป็นผู้ปลอดภัย เบิกบานใจ ได้เข้าไปสู่นาคพิภพ

             [๑๕๖] มหาบพิตรผู้จอมชน นาคราชนั้น ครั้นเข้าไปยังนาคพิภพนั้นได้ไม่นาน ได้มาปรากฏแก่อาตมาพร้อมด้วยบริวารเป็นทิพย์ บำรุงอาตมาเหมือนบุตรบำรุงบิดา กล่าวถ้อยคำอันจับใจสบายหูว่า

             (พญานาคสังขปาละกล่าวว่า)

             [๑๕๗] ท่านอาฬาระ ท่านเป็นมารดาบิดาของข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย ข้าพเจ้าจึงได้อิทธิฤทธิ์ของตนคืนมา ขอเชิญท่านไปเยี่ยมที่อยู่ของข้าพเจ้า ซึ่งมีอาหารเพียงพอ มีข้าวและน้ำมากมาย ดุจขุนเขาสิเนรุพิภพของท้าววาสวะ

             (พญานาคสังขปาละกล่าวว่า)

             [๑๕๘] นาคพิภพนั้นประกอบไปด้วยภูมิภาค ภาคพื้นที่ไม่มีก้อนกรวด อ่อนนุ่มและงดงาม มีหญ้าเตี้ยๆ ปราศจากฝุ่นละออง น่าเลื่อมใส เป็นสถานที่ระงับความเศร้าโศกของผู้ที่เข้าไป

             [๑๕๙] มีสระโบกขรณีที่ไม่อากูล สีเขียวครามเพราะแก้วไพฑูรย์ มีสวนมะม่วงที่น่ารื่นรมย์ยิ่งนักทั้ง ๔ ทิศ ติดผลอยู่เป็นนิตย์ตลอดฤดูกาล มีทั้งผลสุก ผลห่าม และผลอ่อน

             (อาฬารดาบสกราบทูลว่า)

             [๑๖๐] ขอถวายพระพร นรเทพมหาบพิตร ณ ท่ามกลางสวนมะม่วงทั้ง ๔ ทิศ มีนิเวศน์เลื่อมปภัสสรสร้างด้วยทองคำ

             [๑๖๑] ณ นิเวศน์นั้น มีเรือนยอดและห้องโอฬาร สร้างด้วยแก้วมณีและทองคำ วิจิตรด้วยศิลปะอเนกประการ ซึ่งเนรมิตไว้ดีแล้วติดต่อกัน เต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย ผู้ประดับตบแต่งร่างกายล้วนสวมใส่สายสร้อยทองคำ มหาบพิตร

             [๑๖๒] สังขปาลนาคราชผู้มีผิวพรรณไม่ทรามนั้น รีบขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งมีอานุภาพนับไม่ได้ มีเสา ๑,๐๐๐ ต้น อันเป็นสถานที่อยู่ของภรรยาผู้เป็นมเหสีของเขา

             [๑๖๓] และนารีนางหนึ่งไม่ต้องเตือน รีบนำอาสนะอันสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามากงดงาม ประกอบด้วยแก้วมณีชั้นดีมีราคามาปูลาด

             [๑๖๔] ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมาให้นั่ง ณ อาสนะอันเป็นประธานโดยกล่าวว่า นี้อาสนะ ท่านผู้เจริญโปรดนั่ง ณ อาสนะนี้เถิด เพราะบรรดาท่านผู้เป็นที่เคารพทั้งหลายของข้าพเจ้า ท่านผู้เจริญก็เป็นคนหนึ่ง

             [๑๖๕] ขอถวายพระพร พระองค์ผู้จอมชน และนารีอีกนางหนึ่งรีบนำน้ำเข้ามาล้างเท้าอาตมา เหมือนภรรยาล้างเท้าภัสดาสามีสุดที่รัก

             [๑๖๖] และนารีอื่นอีกนางหนึ่งรีบประคองถาดทองคำ น้อมนำภัตตาหารที่น่าพอใจ มีแกงหลายชนิด มีกับหลายอย่างเข้ามา

             [๑๖๗] ภารตะมหาบพิตรพระองค์ นารีเหล่านั้นรู้ใจภัสดา บำเรออาตมาผู้บริโภคเสร็จแล้วด้วยดนตรีทั้งหลาย ยิ่งไปกว่านั้น นาคราชเข้าไปหาอาตมา พร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ อันโอฬารมิใช่น้อย กล่าวว่า

             [๑๖๘] ท่านอาฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นางเหล่านี้ ล้วนเอวบางร่างน้อย มีผิวพรรณดังกลีบปทุม ท่านอาฬาระ นางเหล่านี้พึงบำเรอกามแก่ท่าน ขอท่านโปรดให้นางเหล่านั้นบำเรอท่านเถิด

             (อาฬารดาบสกราบทูลต่อไปว่า)

             [๑๖๙] อาตมาได้เสวยกามรสอันเป็นทิพย์อยู่ ๑ ปี คราวนั้น จึงได้ถามยิ่งขึ้นไปว่า นาคสมบัตินี้ ท่านได้เพราะทำกรรมอะไร ได้อย่างไร ไฉนท่านจึงได้ครอบครองวิมานอันประเสริฐ

             [๑๗๐] ท่านได้โดยไม่มีเหตุ หรือเกิดเพราะใครน้อมมาเพื่อท่าน ท่านทำเอง หรือเทวดาทั้งหลายให้ ข้าพเจ้าถามเนื้อความนั้นกับท่านนาคราช ไฉนท่านจึงได้ครอบครองวิมานอันประเสริฐ

             (พญานาคสังขปาละตอบว่า)

             [๑๗๑] วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาโดยไม่มีเหตุหามิได้ เกิดเพราะใครน้อมมาเพื่อข้าพเจ้าก็หาไม่ ข้าพเจ้าทำเองก็หาไม่ แม้เทวดาทั้งหลายก็มิได้มอบให้ แต่ข้าพเจ้าได้เพราะบุญกรรมซึ่งมิใช่บาปของตน

             (อาฬารดาบสถามว่า)

             [๑๗๒] วัตรของท่านเป็นอย่างไร อนึ่ง พรหมจรรย์ของท่านเป็นอย่างไร นี้เป็นผลแห่งวัตรและพรหมจรรย์ที่ท่านประพฤติดีแล้วอย่างไร นาคราช ขอท่านโปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิดว่า ท่านได้วิมานนี้อย่างไรหนอ

             (พญานาคสังขปาละตอบว่า)

             [๑๗๓] ข้าพเจ้านั้นได้เป็นพระราชา ผู้เป็นใหญ่กว่าชนชาวมคธ มีนามว่า ทุโยธนะ มีอานุภาพมาก ได้เห็นชัดว่า ชีวิตมีเพียงนิดหน่อย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

             [๑๗๔] ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำ เป็นทานอย่างไพบูลย์โดยเคารพ พระราชวังของข้าพเจ้าในคราวนั้น เป็นดุจบ่อน้ำ ทั้งสมณะและพราหมณ์จึงอิ่มหนำสำราญ

             [๑๗๕] ณ ที่พระราชวังนั้น ข้าพเจ้าได้ให้พวงดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีป ยานพาหนะ ที่พักอาศัย ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ข้าวและน้ำเป็นทานโดยเคารพ

             [๑๗๖] นั่นเป็นพรตและนั่นเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว เพราะวิบากแห่งกรรมนั้นนั่นแล ข้าพเจ้าจึงได้วิมานนี้ ซึ่งมีอาหารเพียงพอ มีข้าวและน้ำมากมาย และสมบูรณ์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง แต่วิมานนี้ไม่จีรังยั่งยืนและไม่เที่ยง

             (อาฬารดาบสถามว่า)

             [๑๗๗] บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่มีเดช ย่อมเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้ เพราะเหตุไร ท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยเหตุอะไร ท่านจึงได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของบุตรนายพรานได้

             [๑๗๘] มหันตภัยตามมาถึงท่านหรือหนอ หรือว่าพิษแล่นไปไม่ถึงรากเขี้ยวของท่าน ท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยเหตุอะไรแลหรือ ท่านจึงถึงความทุกข์ในสำนักของพวกบุตรนายพราน

             (พญานาคสังขปาละตอบว่า)

             [๑๗๙] มหันตภัยตามมาถึงข้าพเจ้าก็หาไม่ พิษของข้าพเจ้าพวกบุตรนายพรานเหล่านั้นก็ไม่อาจจะทำลายได้ แต่ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายที่ท่านประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะล่วงได้ดุจเขตแดนแห่งสมุทร

             [๑๘๐] ท่านอาฬาระ วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถอยู่เป็นนิตย์ คราวนั้น พวกบุตรนายพราน ๑๖ คนถือเชือกและบ่วงอันมั่นคงมา

             [๑๘๑] พวกพรานช่วยกันเจาะจมูกแล้วร้อยเชือก แล้วช่วยกันหามนำข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดกลั้นความทุกข์เช่นนั้น มิได้ทำให้อุโบสถกำเริบ

             (อาฬารดาบสถามว่า)

             [๑๘๒] พวกบุตรนายพรานได้เห็นท่าน ผู้สมบูรณ์ด้วยพลังและผิวพรรณที่หนทางที่เดินได้คนเดียว นาคราช ก็ท่านเป็นผู้เจริญแล้วด้วยสิริและปัญญา ยังบำเพ็ญตบะอยู่เพื่อประโยชน์อะไร

             (พญานาคสังขปาละตอบว่า)

             [๑๘๓] ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ เพราะเหตุแห่งบุตร เพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติ หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่ แต่เพราะข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดแห่งมนุษย์ เพราะเหตุนั้น จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะ

             (อาฬารดาบสถามว่า)

             [๑๘๔] ท่านมีนัยน์ตาแดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับตบแต่งร่างกาย ตัดผมและโกนหนวดเรียบร้อย ลูบไล้ผิวพรรณด้วยดีด้วยจันทน์แดง ส่องสว่างไปทั่วทิศ ดุจราชาแห่งคนธรรพ์

             [๑๘๕] ท่านเป็นผู้บรรลุเทวฤทธิ์แล้ว มีอานุภาพมาก พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทุกอย่าง นาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่านว่า มนุษยโลกประเสริฐกว่านาคพิภพนี้ เพราะเหตุไร

             (พญานาคสังขปาละตอบว่า)

             [๑๘๖] ท่านอาฬาระ นอกจากมนุษยโลกแล้ว ความบริสุทธิ์หรือความสำรวมไม่มี ก็ข้าพเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ

             (อาฬารดาบสกล่าวว่า)

             [๑๘๗] เป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในสำนักของท่าน ได้รับการบำรุงด้วยข้าวและน้ำ ท่านนาคินทร์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมานาน จะขอลาท่านไป

             (พญานาคสังขปาละถามว่า)

             [๑๘๘] บุตร ภรรยา และชนที่ข้าพเจ้าชุบเลี้ยง ซึ่งข้าพเจ้าพร่ำสอนเป็นนิตย์ว่า พึงบำรุงท่าน ไม่มีใครสักคนสาปแช่งท่านแลหรือ ท่านอาฬาระ ก็การได้พบเห็นท่านนับว่าเป็นที่พอใจของข้าพเจ้า

             (อาฬารดาบสตอบว่า)

             [๑๘๙] บุตรสุดที่รักพึงได้รับการปฏิบัติ อยู่ในเรือนมารดาบิดาแม้โดยประการใด ท่านก็ปฏิบัติข้าพเจ้าในที่นี้แล ประเสริฐกว่าแม้โดยประการนั้น เพราะจิตของท่านเลื่อมใสในข้าพเจ้า นาคราช

             (พญานาคสังขปาละกล่าวว่า)

             [๑๙๐] แก้วมณีสีแดง ซึ่งนำทรัพย์มาให้ได้ของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านจงถือเอาแก้วมณีอันโอฬารไปยังที่อยู่ของตน ครั้นได้ทรัพย์แล้ว จงเก็บแก้วมณีไว้

             (อาฬารดาบสกล่าว ๒ คาถาว่า)

             [๑๙๑] ขอถวายพระพรมหาบพิตร กามทั้งหลายแม้เป็นของมนุษย์ อาตมาก็ได้เห็นแล้ว เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย อาตมาจึงบวชด้วยศรัทธา

             [๑๙๒] ทั้งคนหนุ่มทั้งคนแก่ ย่อมมีกายแตกทำลายไป เหมือนผลไม้หล่นจากต้น มหาบพิตร อาตมาเห็นข้อปฏิบัติอันไม่ผิดแม้นี้ว่า ความเป็นสมณะนั่นแลประเสริฐ จึงได้บวช

             (พระราชาตรัสว่า)

             [๑๙๓] ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้ พระคุณเจ้าอาฬาระ โยมได้ฟังเรื่องของนาคราชและของพระคุณเจ้าแล้ว จักทำบุญให้มาก

             (อาฬารดาบสกล่าวว่า)

             [๑๙๔] ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้ ขอเดชะพระราชา พระองค์ทรงสดับเรื่องนาคราชและของอาตมาแล้ว ขอจงทรงบำเพ็ญบุญให้มากเถิด

สังขปาลชาดกที่ ๔ จบ

---------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

สังขปาลชาดก

ว่าด้วย สังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ความพิสดารว่า คราวนั้น พระบรมศาสดาทรงยังอุบาสกทั้งหลายผู้รักษาอุโบสถให้ร่าเริงแล้วตรัสว่า โบราณบัณฑิตทั้งหลายละนาคสมบัติอันใหญ่แล้ว เข้าจำอุโบสถเหมือนกัน. อุบาสกเหล่านั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินมคธเสวยราชสมบัติในพระนครราชคฤห์.
               ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระราชานั้น พระชนกชนนีทรงขนานพระนามว่า ทุยโยธนกุมาร เธอเจริญวัยแล้วไปเรียนสรรพศิลปศาสตร์ในเมืองตักกสิลา กลับมาแสดงศิลปะถวายพระราชบิดา ต่อมาพระราชบิดาจึงอภิเษกพระกุมารไว้ในราชสมบัติ แล้วผนวชเป็นพระฤาษีอยู่ในพระราชอุทยาน พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปยังสำนักของพระราชบิดาวันละ ๓ ครั้ง ลาภสักการะใหญ่เกิดขึ้นแก่พระราชฤาษี.
               พระราชฤาษีไม่สามารถจะทำแม้เพียงกสิณบริกรรมได้ด้วยความกังวลนั้น จึงทรงดำริว่า ลาภสักการะของเรามากมาย เราอยู่ที่นี่ไม่สามารถจะตัดรกชัฏนี้ได้ เราจักไม่บอกลาพระโอรสไปเสียในที่อื่น. พระราชฤาษีไม่บอกให้ใครๆ รู้ เสด็จออกจากสวน ดำเนินล่วงมคธรัฐเข้าไปอาศัยจันทกบรรพต ทำบรรณศาลาอยู่ ณ ที่นั้น ในสถานที่พอไปมาได้ แต่แม่น้ำกัณณเวณณาอันไหลออกจากลำน้ำชื่อสังขปาละ เขตมหิสกรัฐ กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานและอภิญญาให้ บังเกิดแล้ว ดำรงชีพด้วยการเที่ยวขอเลี้ยงชีพ.
               นาคราชชื่อสังขปาละออกจากกัณณเวณณานทีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เข้าไปหาพระราชฤาษีนั้นเป็นครั้งคราว พระราชฤาษีก็แสดงธรรมแก่พญาสังขปาลนาคราชนั้น.
               ต่อมา พระราชโอรสของพระราชฤาษีนั้นอยากจะทรงพบพระชนก แต่ไม่ทราบสถานที่เสด็จไป จึงโปรดให้เที่ยวติดตาม ทรงทราบว่าประทับอยู่ในสถานที่ชื่อโน้น ก็เสด็จไป ณ ที่นั้น พร้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย เพื่อทรงเยี่ยมเยียนพระราชฤาษี รับสั่งให้ตั้งค่าย ณ ที่ส่วนหนึ่ง พร้อมด้วยอำมาตย์สองสามคน เสด็จมุ่งหน้าต่ออาศรมสถาน
               ขณะนั้น สังขปาลนาคราชกำลังนั่งฟังธรรมอยู่กับบริวารจำนวนมาก เหลือบเห็นพระราชาเสด็จมา จึงไหว้พระฤาษีลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป. พระราชาถวายบังคมพระบิดา ทรงทำปฏิสันถาร ประทับนั่งแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นั่นพระราชาที่ไหนเสด็จมายังสำนักของพระคุณท่าน.
               ตรัสตอบว่า ลูกรัก นั่นคือพญาสังขปาลนาคราช.
               ทรงเกิดความโลภในนาคพิภพ เพราะอาศัยสมบัติของพญานาคราชนั้น ประทับอยู่สองสามวัน โปรดให้จัดภิกษาหารถวายพระราชบิดาเป็นประจำ แล้วเสด็จกลับยังพระนครของพระองค์ทีเดียว โปรดให้สร้างโรงทานไว้ในทิศทั้ง ๔ ยังสกลชมพูทวีปให้เอิกเกริก ทรงบริจาคทาน รักษาศีล ทำการรักษาอุโบสถกรรม ปรารถนานาคพิภพ.
               ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ก็ได้ไปบังเกิดเป็นพญาสังขปาลนาคราชในนาคพิภพ เมื่อล่วงผ่านเลยไป เธอเป็นผู้เดือดร้อนรำคาญในสมบัตินั้น นับแต่นั้นมาก็ปรารถนากำเนิดมนุษย์อยู่รักษาอุโบสถกรรม เมื่อพญาสังขปาลนาคราชอยู่ในนาคพิภพ คราวนั้นการอยู่รักษาอุโบสถไม่สำเร็จผล ย่อมถึงศีลพินาศ.
               จำเดิมแต่นั้น ท้าวเธอจึงออกจากนาคพิภพไปขดวงล้อมจอมปลวกแห่งหนึ่ง ในระหว่างทางใหญ่ และทางเดินเฉพาะคนๆ เดียว ไม่ห่างแม่น้ำกัณณเวณณานที อธิษฐานอุโบสถ เป็นผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว สละตนในทานมุขว่า ชนทั้งหลายผู้มีความต้องการด้วยหนังและเนื้อเป็นต้นของเรา จงนำหนังและเนื้อเป็นต้นไปเถิด แล้วนอนอยู่บนยอดจอมปลวก บำเพ็ญสมณธรรม อยู่รักษาอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แล้วไปสู่นาคพิภพในวันปาฏิบท.
               วันหนึ่ง เมื่อพญานาคราชสมาทานศีลนอนอยู่อย่างนี้ มีชาวปัจจันตคาม ๑๖ คน คิดกันว่า พวกเราจักไปหาเนื้อมามีอาวุธครบมือ เที่ยวไปในป่า เมื่อไม่ได้อะไรก็กลับออกมา พบพญานาคราชนั้นนอนอยู่บนจอมปลวก คิดกันว่า วันนี้พวกเราไม่ได้แม้แต่ลูกเหี้ย พวกเราจักฆ่าพญานาคราชนี้รับประทาน แล้วคิดต่อไปว่า นาคราชนี้ใหญ่โต เมื่อถูกจับคงจะหนีไปเสียจักต้องเอาหลาวแทงที่ขนดทั้งๆ ที่ยังนอนทีเดียว ทำให้หมดกำลังแล้วคงจับเอาได้ ต่างถือหลาวเป็นต้นเข้าไปใกล้ร่างกายแม้ของพระโพธิสัตว์ขนาดเท่าเรือโกลนลำใหญ่ลำหนึ่ง เช่นเดียวกับพวงมะลิอันบุคคลวงตั้งไว้ นาคราชนั้นประกอบด้วยนัยน์ตาคล้ายเมล็ดมะกล่ำ ศีรษะเช่นกับดอกชัยพฤกษ์และดอกมะลิย่อมงามเกินที่จะเปรียบได้.
               ด้วยเสียงฝีเท้าของคนทั้ง ๑๖ คน พญานาคจึงโผล่ศีรษะออกจากวงขนด ลืมดวงตาอันแดงมองเห็นคนเหล่านั้น มีมือถือหลาวเดินมา จึงคิดว่า วันนี้มโนรถของเราจักถึงที่สุด เรามอบตนในทานมุขแล้วจึงนอนอธิษฐานความเพียร เราจักไม่ลืมตาดูคนเหล่านี้เอาหอกทิ่มแทงสรีระของเราทำให้เป็นช่องน้อยช่องใหญ่ ด้วยอำนาจความโกรธ เพราะกลัวศีลของตนจะทำลายจึงอธิษฐานมั่นคง สอดศีรษะเข้าไปในวงขนดนอนอยู่อย่างเดิม.
               ครั้นคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้แล้ว จึงจับหางพญานาค กระชากให้ตกลงภาคพื้น เอาหลาวอันคมแทงที่ขนดแปดแห่ง สอดหวายดำมีหนามเข้าไปตามช่องที่แทง เอาคานสอดในที่ทั้งแปดแล้ว พากันเดินทางกลับหนทางใหญ่.
               พระมหาสัตว์นับแต่ถูกแทงด้วยหลาว ก็มิได้ลืมตาดูคนเหล่านั้น ด้วยอำนาจความโกรธ แม้ในที่แห่งเดียว เมื่อถูกเขาเอาคานทั้งแปดหามไป ศีรษะก็ห้อยลงกระทบพื้น. ลำดับนั้น คนเหล่านั้นพูดกันว่า ศีรษะของพญานาคห้อยลง จึงให้นอนในทางใหญ่ เอาหลาวเล็กแทงที่ช่องจมูก แล้วเอาเชือกร้อย แล้วยกศีรษะพาดที่ปลายคาน ช่วยกันยกขึ้น เดินทางต่อไปอีก.
               ขณะนั้น กุฏุมพีชื่ออาฬาระ ชาวเมืองมิถิลา เขตวิเทหรัฐ นั่งบนยานอันสบาย พาเกวียน ๕๐๐ เล่มเดินทางผ่านไป เห็นลูกบ้านชาวปัจจันตคามกำลังหามพระโพธิสัตว์เดินไปอย่างนั้น จึงให้มาสกทองคนละซองมือ กับโคพาหนะ ๑๖ ตัวแก่คนทั้ง ๑๖ คน และให้ผ้านุ่งผ้าห่มแก่คนเหล่านั้นทุกคน ทั้งให้ผ้าผ่อนและเครื่องประดับแม้แก่ภรรยาของคนเหล่านั้น ขอร้องให้ปล่อยพญานาคไป.
               พญานาคไปยังนาคพิภพ มิได้มัวโอ้เอ้อยู่ในนาคพิภพเลย ออกไปหาอาฬารกุฏุมพีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก กล่าวคุณของนาคพิภพแล้ว เชิญกุฏุมพีนั้นไปยังนาคพิภพ ประทานยศใหญ่พร้อมด้วยนางนาคกัญญาสามร้อยแก่กุฏุมพีนั้น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์.
               อาฬารกุฏุมพีอยู่บริโภคกามอันเป็นทิพย์ในนาคพิภพ สิ้นเวลาประมาณหนึ่งปี แล้วบอกพญานาคว่า สหาย เราปรารถนาจะบวช รับเอาบริขารบรรพชิตแล้วไปจากนาคพิภพ บวชอยู่ในหิมวันตประเทศสิ้นกาลนาน.
               ต่อมาจึงเที่ยวจาริกไปจนถึงเมืองพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งขึ้นเข้าไปยังพระนครเพื่อภิกษาจาร ได้ไปสู่ประตูพระราชวัง ครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรเห็นอาฬารดาบสนั้นแล้ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงรับสั่งให้นิมนต์มา ให้นั่งเหนือปัญญัตตาอาสน์ ให้ฉันโภชนะมีรสเลิศต่างๆ แล้วประทับนั่งบนอาสนะตำแหน่งหนึ่ง ทรงนมัสการ.
               เมื่อจะทรงปราศรัยกับดาบสนั้น ตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า
               ท่านเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม มีดวงตาแจ่มใส ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านผู้เจริญคงบวชจากสกุล ไฉนหนอท่านผู้มีปัญญาจึงสละทรัพย์ และโภคสมบัติ ออกบวชเป็นบรรพชิตเสียเล่า?
               อาฬารดาบสทูลว่า
               ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นจอมนรชน อาตมภาพได้เห็นวิมานของพญาสังขปาลนาคราช ผู้มีอานุภาพมากด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้ว จึงออกบวชโดยเชื่อมหาวิบากของบุญทั้งหลาย.
               พระราชาตรัสว่า
               บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะความรัก เพราะความกลัว เพราะความชัง ข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ขอท่านได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จักเกิดความเลื่อมใส.
               อาฬารดาบสทูลว่า
               ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นอธิบดีในรัฐมณฑล อาตมภาพเดินทางไปค้าขาย ได้เห็นบุตรนายพรานช่วยกันหามนาคผู้มีร่างกายใหญ่โต เดินร่าเริงไปในหนทาง.
               ดูก่อนพระจอมประชานิกร อาตมภาพมาประจวบเข้ากับลูกนายพรานเหล่านั้น ก็กลัวจนขนลุกขนพอง ได้ถามเขาว่า ดูก่อนพ่อบุตรนายพราน ท่านทั้งหลายจะนำงูซึ่งมีร่างกายน่ากลัวไปไหน ท่านทั้งหลายจักทำอะไรกับงูนี้.
               เขาพากันตอบว่า
               งูใหญ่มีกายอันเจริญ พวกเรานำไปเพื่อจะกิน เนื้อของมันมีรสอร่อยมันและอ่อนนุ่ม ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ ท่านยังมิได้เคยลิ้มรส.
               เราทั้งหลายไปจากที่นี่ ถึงบ้านของตนแล้ว จะเอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญใจ เพราะว่าเราทั้งหลายเป็นศัตรูของพวกงู.
               อาตมภาพจึงพูดว่า
               ถ้าท่านทั้งหลายจะนำงูใหญ่มีกายอันเจริญนี้ ไปเพื่อกิน เราจะให้โค ๑๖ ตัว แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้ปล่อยงูนี้เสียจากเครื่องผูกเถิด.
               พวกเขาตอบว่า
               ความจริง งูตัวนี้เป็นอาหารที่ชอบใจของเราทั้งหลายโดยแท้ และเราทั้งหลายเคยกินงูมามาก ดูก่อนนายอาฬาระผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ เราทั้งหลายจักทำตามคำของท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรของชาววิเทหะ แต่ว่าท่านจงเป็นมิตรของเราทั้งหลาย.
               ชนเหล่านั้นแก้นาคราชออกจากเครื่องผูก นาคราชได้พ้นจากเครื่องผูกซึ่งเขาร้อยไว้ที่จมูกกับบ่วงนั้น แล้วบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน หลีกไปได้ครู่หนึ่ง.
               ครั้นบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีนได้สักครู่หนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เหลียวมาดูอาตมภาพ อาตมภาพได้ตามไปข้างหลังของนาคราชในคราวนั้นประคองอัญชลีทั้ง ๑๐ นิ้วเตือนว่า
               ท่านจงรีบไปเสียโดยเร็ว ขอพวกศัตรูอย่าจับได้อีกเลย เพราะว่าการสมาคมกับพวกพรานบ่อยๆ เป็นทุกข์ ท่านจงไปสถานที่ๆ พวกบุตรนายพรานจะไม่เห็น.
               นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส มีสีเขียว น่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบปกคลุมไปด้วยไม้หว้าและย่างทราย เป็นผู้ปลอดภัย มีปีติ เข้าไปยังนาคพิภพ.
               ดูก่อนพระจอมประชานิกร นาคราชนั้นครั้นเข้าไปสู่นาคพิภพแล้ว ไม่ช้าก็มีบริวารทิพย์มาปรากฏแก่อาตมภาพ บำรุงอาตมภาพเหมือนบุตรบำรุงบิดาฉะนั้น พูดจารื่นหู จับใจว่า
               ท่านอาฬาระ ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย ข้าพเจ้าจึงกลับได้อิทธิฤทธิ์ของตน ข้าแต่ท่านอาฬาระ ขอเชิญท่านไปเยี่ยมนาคพิภพของข้าพเจ้า ซึ่งมีภักษาหารมาก มีข้าวและน้ำมากมาย ดังเทพนครของท้าววาสวะฉะนั้น.
               ลำดับนั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นให้พญาสังขปาลนาคราชนอนลงบนภาคพื้น เพราะความกักขฬะของตน พากันเอาเถาหวายดำซึ่งพราวไปด้วยหนามเกี่ยว เริ่มฉุดลากปลายหางมา
               ทีนั้น อาตมภาพเห็นนาคราชลำบาก เมื่อจะไม่ให้ลำบาก จึงเอาดาบตัดเถาวัลย์เหล่านั้นค่อยๆ นำออกมิให้ลำบาก โดยทำนองที่เด็กๆ คลายเกลียวจากผ้าโพกที่มุมในเวลานั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นสอดเครื่องผูกผ่านช่องจมูก แล้วร้อยเข้าในบ่วง เพราะฉะนั้น จึงพากันแก้พญานาคจากเครื่องผูกนั้น. ดาบสหมายความว่า นำเชือกนั้นออกจากจมูกของนาคราชนั้นพร้อมกับบ่วง.
               บุตรนายพรานเหล่านั้น ครั้นปล่อยนาคราชอย่างนี้แล้ว เดินไปได้หน่อยหนึ่ง ก็พากันแอบเสียด้วยคิดว่า นาคนี้ทุรพลภาพ ในเวลามันตายแล้ว เราจักหามเอาไป.
               ฝ่ายนาคราชนั้น บ่ายหน้าสู่ทิศปราจีนไปได้หน่อยหนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา มองดูอาตมภาพ. ครั้งนั้น อาตมภาพตามหลังนาคราชไป.
               นาคราชนั้นกำลังดูห้วงน้ำอยู่ ได้แสดงความเคารพแด่อาฬารกุฏุมพี โผขึ้นมาจนกระทั่งถึงหาง. สถานที่ซึ่งพญานาคนั้นดำไปๆ ในน้ำนั่นเอง เป็นที่ปลอดภัย เพราะเหตุนั้น นาคราชนั้นจึงเป็นผู้ปลอดภัย พ้นภัย ได้ความร่าเริงยินดีเข้าไป.
               ครั้นเข้าไปแล้ว. เมื่ออาตมภาพยังไม่เลยฝั่งกัณณเวณณานทีไป พญานาคราชได้มาปรากฏข้างหน้าอาตมภาพ พร้อมด้วยทิพยบริวาร.
               ท่านเป็นเช่นกับเนื้อหัวใจ. ท่านมีอุปการคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักทำสักการะแก่ท่าน. เชิญท่านไปชมนาคพิภพของข้าพเจ้า.
               ดูก่อนมหาราช นาคราชนั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนานาคพิภพของตนให้ยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               นาคพิภพนั้นสมบูรณ์ด้วยภูมิภาค ภาคพื้นไม่มีกรวด อ่อนนุ่ม งดงาม มีหญ้าเตี้ยๆ ไม่มีละอองธุลี นำมาซึ่งความเลื่อมใส ระงับความโศกของผู้ที่เข้าไป.
               ในนาคพิภพนั้นมีสระโบกขรณีอันไม่อากูล เขียวชอุ่มดังแก้วไพฑูรย์ มีต้นมะม่วง น่ารื่นรมย์ทั้ง ๔ ทิศ มีผลสุกกึ่งหนึ่ง ผลอ่อนกึ่งหนึ่ง เผล็ดผลเป็นนิตย์.
               อาฬารดาบส ทูลพระเจ้าพาราณสีต่อไปว่า
               ดูก่อนมหาบพิตรผู้ประเสริฐกว่านรชน ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น มีนิเวศน์เลื่อมประภัสสร ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ มีบานประตูแล้วไปด้วยเงิน งามรุ่งเรืองยิ่ง ประหนึ่งสายฟ้ารุ่งเรืองอยู่ในกลางหาวฉะนั้น.
               ขอถวายพระพร ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น เรือนยอดและห้อง แล้วไปด้วยแก้วมณี แล้วไปด้วยทองคำโอฬารวิจิตร เป็นอเนกประการ เนรมิตด้วยดี ติดต่อกัน เต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลายผู้ประดับแล้ว ล้วนทรงสายสร้อยทองคำ.
               สังขปาลนาคราชนั้นมีผิวพรรณไม่ทราม ว่องไว ขึ้นสู่ปราสาท มีเสาประมาณพันต้น มีอานุภาพชั่งไม่ได้เป็นที่อยู่ของมเหสีแห่งสังขปาลนาคราชนั้น
               นารีนางหนึ่งว่องไว ไม่ต้องเตือน ยกอาสนะล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามาก งดงาม สมบูรณ์ด้วยแก้ว มีชาติดังแก้วมณีมาปูลาด.
               ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมภาพให้นั่งบนอาสนะอันเป็นประธาน กล่าวว่า นี่อาสนะ เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ เพราะว่าท่านเป็นที่เคารพคนหนึ่งของข้าพเจ้า ในจำนวนท่านที่เคารพทั้งหลาย.
               ดูก่อนพระจอมประชานิกร นารีอีกนางหนึ่งก็ว่องไว ตักเอาน้ำมาล้างเท้าของอาตมภาพ ดุจภรรยาล้างเท้าสามีที่รัก ฉะนั้น.
               มีนารีอีกนางหนึ่งว่องไว ประคองภาชนะทองคำ เต็มไปด้วยภัตตาหารน่าบริโภค มีสูปะหลายอย่าง มีพยัญชนะต่างๆ นำมาให้อาตมภาพ.
               ขอถวายพระพร นารีเหล่านั้นรู้จักใจสามี พากันบำรุงอาตมภาพผู้บริโภคแล้ว ด้วยดนตรีทั้งหลาย นาคราชนั้นก็เข้ามาหาอาตมภาพ พร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์มิใช่น้อย ใหญ่ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น.
               ก็แลครั้นนาคราชนั้น เข้ามาหาอย่างนี้แล้วกล่าวคาถา ความว่า
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นี้ ล้วนมีเอวอ้อนแอ้น มีรัศมีรุ่งเรือง ดังกลีบปทุม นางเหล่านี้จักเป็นผู้บำรุงบำเรอท่าน ข้าพเจ้าขอยกนางเหล่านี้ให้ท่าน ท่านจงให้นางเหล่านี้บำเรอท่านเถิด.
               อาฬารดาบสนั้นทูลต่อไปว่า
               อาตมภาพได้เสวยรสอันเป็นทิพย์อยู่ปีหนึ่ง คราวนั้นอาตมภาพได้ไต่ถามถึงสมบัติอันยิ่งว่า ท่านพญานาคได้สมบัตินี้ ด้วยอุบายอย่างไร ได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร ได้โดยไม่มีเหตุ หรือเกิดเพราะใครน้อมมาให้แก่ท่าน ท่านกระทำเอง หรือว่าเทวดาให้ ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะท่าน ท่านได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร.
               สังขปาลนาคราช ตอบว่า
               ข้าพเจ้าได้วิมานนี้มิใช่โดยไม่มีเหตุ และมิใช่เกิดเพราะใครน้อมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง แม้เทวดาก็มิได้ให้ ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ ด้วยบุญกรรมอันไม่เป็นบาปของตน.
               อาตมภาพถามว่า
               พรตของท่านเป็นอย่างไร และพรหมจรรย์ของท่านเป็นไฉน นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร ที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูก่อนพญานาคราช ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า ท่านได้วิมานนี้มาอย่างไรหนอ?
               พญานาคราชตอบว่า
               ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าชนชาวมคธ มีนามว่า ทุยโยธนะ มีอานุภาพมาก ได้เห็นชัดว่า ชีวิตเป็นของนิดหน่อยไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา.
               จึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำเป็นทานอันไพบูลย์โดยเคารพ วังของข้าพเจ้าในครั้งนั้น เป็นดุจบ่อน้ำ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็อิ่มหนำสำราญในที่นั้น.
               ข้าพเจ้าได้ให้ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีป ยวดยาน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ที่นอน และข้าวน้ำเป็นทานโดยเคารพ ในที่นั้น.
               นั่นเป็นพรตและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว ข้าพเจ้าได้วิมานอันมีภักษาหารเพียงพอ มีข้าวน้ำมากมาย เพราะวัตรและพรหมจรรย์นั้นแล.
               วิมานนี้บริบูรณ์ ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ตั้งอยู่ช้านาน แต่เป็นของไม่เที่ยง
               อาตมภาพจึงถามว่า
               บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่มีเดช ไยจึงเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้ ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ในสำนักของบุตรนายพรานทั้งหลาย.
               ความกลัวใหญ่ตามถึงท่าน หรือว่าพิษของท่านไม่แล่นไปยังรากเขี้ยว ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าในสำนักของบุตรนายพรานทั้งหลาย.
               สังขปาลนาคราชตอบว่า
               มหันตภัยมิได้ตามถึงข้าพเจ้าเลย ชนพวกนั้นไม่อาจทำลายเดชของข้าพเจ้าได้ แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะล่วงได้เหมือนเขตแดนแห่งสมุทร ฉะนั้น.
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถ ในวันจาตุททสี ปัณณรสีเป็นนิตย์ ต่อมาพวกบุตรนายพราน ๑๖ คน เป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอันมั่นคงมา.
               พรานทั้งหลายช่วยกันแทงจมูก เอาเชือกร้อย แล้วหามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดทนต่อทุกข์เช่นนั้นไม่ทำอุโบสถให้กำเริบ.
               อาตมภาพถามว่า
               บุตรนายพรานเหล่านั้น ได้พบท่านผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง และผิวพรรณ ที่ทางเดินคนเดียว ดูก่อนท่านนาคราช ท่านเป็นผู้เจริญด้วยสิริและปัญญา จะบำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์อะไรอีกเล่า?
               สังขปาลนาคราชตอบว่า
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ มิใช่เพราะเหตุแห่งทรัพย์ และมิใช่เพราะเหตุแห่งอายุ เพราะข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะ.
               อาตมภาพถามว่า
               ท่านเป็นผู้มีนัยน์ตาแดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับตกแต่งแล้ว ปลงผมและหนวด ชโลมทาด้วยจุรณจันทน์แดง ส่องสว่างไปทั่วทิศ ดุจคนธรรพราชาฉะนั้น.
               ท่านเป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก พร้อมพรั่งไปด้วยกามารมณ์ทั้งปวง ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เหตุไรมนุษยโลก จึงประเสริฐกว่านาคพิภพนี้.
               สังขปาลนาคราชตอบว่า
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ นอกจากมนุษยโลก ความบริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มี ถ้าข้าพเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ.
               อาตมภาพกล่าวว่า
               ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักของท่านปีหนึ่งแล้ว เป็นผู้ที่ท่านบำรุงด้วยข้าวด้วยน้ำ ข้าพเจ้าขอลาท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมนาถะ ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมาเสียนาน.
               สังขปาลนาคราชตอบว่า
               ข้าแต่ท่านอาฬาระ บุตร ภรรยาและชนบริวาร ข้าพเจ้าพร่ำสอนเป็นนิตย์ให้บำรุงท่าน ใครมิได้แช่ง ด่าท่านแลหรือ เพราะว่าการที่ได้พบท่าน นับว่าเป็นที่พอใจของข้าพเจ้า.
               อาตมภาพตอบว่า
               ดูก่อนพญานาคราช บุตรที่รักปฏิบัติบำรุงมารดาบิดาในเรือนเป็นผู้ประเสริฐ แม้ด้วยประการใด ท่านบำรุงข้าพเจ้าอยู่ในที่นี้ เป็นผู้ประเสริฐแม้กว่าประการนั้น เพราะว่าจิตของท่านเลื่อมใสข้าพเจ้า.
               สังขปาลนาคราช กล่าวว่า
               แก้วมณีอันจะนำทรัพย์มาได้ตามประสงค์ของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านจงถือเอามณีรัตน์อันโอฬารนั้นไปยังที่อยู่ของตน ได้ทรัพย์แล้ว จงเก็บแก้วมณีนั้นไว้.
               สังขปาลนาคราชกล่าวว่า สัตบุรุษเหล่านั้นพรรณนาไว้ว่า บุคคลล่วงได้ยากแม้เพื่อชีวิต ดุจฝั่งมหาสมุทรอันล่วงได้ยากฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ประกอบด้วยขันติ และเมตตา เพราะกลัวศีลจะขาด เมื่อข้าพเจ้าขุ่นเคือง ก็มิได้ให้เพื่อจะล่วงละเมิดที่สุดขอบเขตของศีล.
               ก็ด้วยธรรมเทศนาของสังขปาลนาคราชนี้ ย่อมได้บารมีครบ ๑๐ ทัศ คือ
               ๑. ความที่มหาสัตว์สละสรีระในคราวนั้นจัดเป็นทานบารมี.
               ๒. ความที่ศีลมิได้ทำลาย ด้วยเดชคือพิษเห็นปานนั้น จัดเป็นสีลบารมี.
               ๓. การออกจากนาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม จัดเป็นเนกขัมมบารมี.
               ๔. การจัดแจงว่า ควรทำสิ่งนี้ๆ จัดเป็นปัญญาบารมี.
               ๕. ความเพียรด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นวิริยบารมี
               ๖. ความอดทน ด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นขันติบารมี.
               ๗. การสมาทานความสัตย์ จัดเป็นสัจจบารมี.
               ๘. การอธิษฐานในใจว่า เราจักไม่ทำลายศีลของเรา จัดเป็นอธิฏฐานบารมี.
               ๙. ความเป็นผู้มีความเอ็นดู จัดเป็นเมตตาบารมี.
               ๑๐. ความเป็นผู้วางตนเป็นกลางในเวทนา จัดเป็นอุเบกขาบารมี.
               พญานาคราชกล่าวต่อไปว่า เมื่อข้าพเจ้ากระทำความไม่มีแห่งปฏิสนธิของตน จักกระทำที่สุดแห่งชาติ ชราและมรณะได้. ดูก่อนมหาราชเจ้า สังขปาลนาคราชนั้นชมเชยมนุษยโลกอย่างนี้.
               พญานาคราชกล่าวว่า ท่านสหายอาฬาระ ถ้าท่านจะไปให้ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ แก้วมณีสีแดงนำทรัพย์มาให้ ให้ซึ่งสมบัติที่น่าใคร่ทั้งปวงของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านอาฬาระ ท่านจงถือเอามณีรัตนะนั้นไปยังเรือนของท่าน ท่านได้ทรัพย์ตามปรารถนาด้วยอานุภาพแห่งมณีรัตนะนี้แล้ว จงเก็บมณีรัตนะนี้เสียในเรือนนั้น และเมื่อจะเก็บ อย่าเก็บไว้ในที่อื่น ควรเก็บไว้ในตุ่มน้ำของตน ครั้นนาคราชกล่าวดังนี้แล้วก็น้อมมณีรัตนะมาให้อาตมภาพ.
               ครั้นอาฬารดาบสกล่าวอย่างนี้แล้วจึงกล่าวต่อไปว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ครั้งนั้นอาตมภาพได้กล่าวคำนี้กะพญานาคราชว่า แน่ะสหาย เรามิได้มีความต้องการด้วยทรัพย์ แต่เราปรารถนาจะบวชดังนี้แล้ว ร้องขอบริขารแห่งบรรพชิต ออกจากนาคพิภพพร้อมด้วยนาคราชนั้น เชิญให้พญานาคราชกลับแล้ว จึงเข้าสู่หิมวันตประเทศบรรพชา ดังนี้แล้ว.

               เมื่อจะกล่าวธรรมกถาถวายพระราชา จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               ขอถวายพระพร แม้กามคุณเป็นของมนุษย์ อาตมภาพได้เห็นแล้ว เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา อาตมภาพเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวชด้วยศรัทธา.
               ขอถวายพระพร ทั้งคนหนุ่มคนแก่ ย่อมมีสรีระทำลายร่วงหล่นไป เปรียบเหมือนผลไม้ฉะนั้น อาตมภาพเห็นคุณข้อนี้ว่า สามัญผลเป็นข้อปฏิบัติอันไม่ผิด ประเสริฐ จึงออกบวช.
               พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาเป็นอันดับต่อไป ความว่า
               ชนเหล่าใดเป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้นเป็นคนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้ทีเดียว ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าได้ฟังคำของนาคราชและของท่านแล้ว จักทำบุญมิใช่น้อย.
               ลำดับนั้น เมื่อดาบสจะยังพระอุตสาหะให้เกิดแก่พระราชา จึงกล่าวคาถาสุดท้ายความว่า
               ขอถวายพระพร ชนทั้งหลายเป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้นเป็นคนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้ทีเดียว ดูก่อนราชันย์ เพราะทรงสดับเรื่องราวของนาคราช และของอาตมภาพแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงบำเพ็ญกุศลให้มาก.
               ดาบสนั้นแสดงธรรมถวายพระราชาอย่างนี้แล้วอยู่ในพระราชอุทยานนั้นแลตลอด ๔ เดือนฤดูฝน แล้วกลับไปยังหิมวันตประเทศอีกเจริญพรหมวิหาร ๔ ตราบเท่าชีวิต ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว.
               ฝ่ายสังขปาลนาคราชอยู่รักษาอุโบสถตลอดชีวิต.
               ส่วนพระเจ้าพาราณสีก็ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น แล้วต่างไปตามยถากรรมของตนๆ.

               พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า
               โปราณกบัณฑิตทั้งหลายละนาคสมบัติอยู่รักษาอุโบสถกรรมอย่างนี้
               แล้วทรงประชุมชาดกว่า
               พระดาบสผู้พระราชบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระกัสสปะ
               พระเจ้าพาราณสีได้มาเป็น พระอานนท์
               อาฬารดาบสได้มาเป็น พระสารีบุตร
               ส่วนสังขปาลนาคราชได้มาเป็น เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาสังขปาลชาดกที่ ๔               
               -----------------------------------------------------