ในยุคที่เทรนด์สุขภาพหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คลอโรฟิลล์กลายเป็นกระแสที่ได้รับความฮิตสุดๆ อินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลายในโซเชียลต่างพากันโม้ว่าดื่มคลอโรฟิลล์แล้วจะช่วยให้ผิวกระจ่างใส ย่อยอาหารดีเยี่ยม และสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ส่งผลให้ “น้ำคลอโรฟิลล์” ขึ้นแท่นเป็นเทรนด์สุขภาพมาแรงที่สุดในตอนนี้ คำโฆษณาเหล่านี้ดึงดูดคนจำนวนมากให้หันมาลองดื่มน้ำสีเขียวจี๊ดนี้ แต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับสรรพคุณที่ว่านี้จริงๆ หรือเปล่า? มาดูผลวิจัยล่าสุด ฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ และทำความเข้าใจที่มาที่ไปของคลอโรฟิลล์กันอย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้เรามองเห็นศักยภาพที่แท้จริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

คลอโรฟิลล์ คือสารสีเขียวจากธรรมชาติที่เป็นตัวสำคัญในการสังเคราะห์แสงของพืช ปัจจุบันถูกนำมาบรรจุขวดขายในรูปแบบของคลอโรฟิลลิน ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีและเก็บได้นานกว่า โดยมีทองแดงเข้ามาแทนที่แมกนีเซียม แต่เดิมนั้นคลอโรฟิลล์ถูกนำมาวิจัยเรื่องการรักษาแผล แต่การกลับมาฮอตฮิตในยุคนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะวัฒนธรรมสุขภาพใน Instagram และ TikTok นั่นเอง (อ้างอิง: National Geographic)

เมื่อวิเคราะห์สรรพคุณที่มีคนพูดถึง ก็จะเจอทั้งข้อดีและข้อน่าสงสัย เชื่อกันว่าคลอโรฟิลล์ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งในเนื้อแปรรูป และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายได้ Ellen Kornmehl แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งที่เกษียณแล้วจาก Harvard Medical School กล่าวถึงข้อดีเหล่านี้ แต่ก็เตือนด้วยว่าอาจมีผลข้างเคียง เช่น ผิวไวต่อแสงมากขึ้น และอาจเป็นพิษจากทองแดงหากกินเยอะเกินไป (อ้างอิง: National Geographic)

อย่างไรก็ตาม ในแง่การรับรองทางวิทยาศาสตร์ หลักฐานยังค่อนข้างบางเบา งานวิจัยส่วนใหญ่ทดลองในสัตว์ ยังต้องมีการทดลองในคนอีกเยอะเพื่อยืนยันประโยชน์ที่ชัดเจน งานวิจัยในปี 2014 บอกว่าการทาคลอโรฟิลลินเฉพาะที่อาจช่วยรักษาสิว แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าการกินเข้าไปจะได้ผลแบบเดียวกันหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Vijaya Surampudi จาก UCLA แนะนำให้ระวังไว้ก่อน โดยเน้นย้ำว่าสรรพคุณส่วนใหญ่ยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่น (อ้างอิง: National Geographic)

ในเมืองไทย ที่สมุนไพรและการรักษาแบบธรรมชาติฝังรากลึกในวัฒนธรรม เทรนด์แบบนี้มักเป็นที่ถูกอกถูกใจ คนไทยที่รักสุขภาพอาจลองแนวทางนี้ได้ แต่ควรระมัดระวัง โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่อาจได้กับความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการดื่มคลอโรฟิลล์ การหันไปกินอาหารที่มีคลอโรฟิลล์สูงตามธรรมชาติ เช่น ผักโขม และสาหร่ายสไปรูลิน่า ควบคู่ไปกับอาหารไทยแบบดั้งเดิม น่าจะเป็นทางเลือกที่สอดคล้องกับวิถีไทยและปลอดภัยกว่า

เสน่ห์ของคลอโรฟิลล์ที่ว่าดีต่อสุขภาพนั้นชวนให้น่าลอง แต่การปรึกษาหมอหรือผู้รู้ก่อนจะเสริมอาหารเสริมใหม่ๆ เข้าไปในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังท้องหรือให้นมลูก เมื่อมีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ความรู้เรื่องคลอโรฟิลล์ก็จะชัดเจนขึ้น ในระหว่างนี้ คนไทยควรเน้นการกินอาหารแบบองค์รวม ที่มีผักใบเขียวตามธรรมชาติเยอะๆ ยึดหลัก กินรุ้ง หรือการกินอาหารหลากสีให้ครบทุกมื้อ

งานวิจัยในอนาคตอาจศึกษาผลของคลอโรฟิลล์ที่มีต่อคนไทยโดยเฉพาะ หรือการผสมผสานกับสมุนไพรไทย หรือการปรับให้เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น จนกว่าจะถึงตอนนั้น เราควรมองเทรนด์สุขภาพอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไปพร้อมๆ กัน