Jeffrey Sachs เปิดโปงสหรัฐเรื่องสงครามยูเครน
ต่อไปนี้เป็นข้อความที่ส่งต่อๆ กันมา ผมไม่รับรองความถูกต้อง แต่ก็น่าอ่านมาก
"สาเหตุสงครามยูเครนที่แท้จริง
(ถอดความจากคลิปของ Prof.Jeffry Sachs ที่เล่าถึงสาเหตุการเกิดสงครามในยูเครนที่เผยแพร่เมื่อราวหนึ่งเดือนที่ผ่านมา.. กพ. 2025 )...
ผม(ศ.ซากส์)ขออธิบายเรื่องสงครามในยูเครนภายในเวลาสองนาที (ที่จริงเกือบ15นาทีนะครับ-ผู้แปล!).. สงครามนี้มิใช่การโจมตีของปูตินอย่างที่เราถูกบอกเล่าอยู่ทุกวันหรอกนะ...
ความจริงเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9กพ.1990 ตอนที่ รมต.ตปท.ของเรา (สหรัฐ) นายเจมส์ เบเกอร์กล่าวกับมิกคาอิล โกบาเชฟ อดีต ปธน.ของสหภาพโซเวียตว่า เนโต้จะไม่ขยายพื้นที่ออกไปทางยุโรป ตอ.แม้แต่ตารางนิ้วเดียว..หากยอมให้มีการรวมชาติเยอรมัน ซึ่งเท่ากับเป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่สองไปกลายๆ.. ทางโกบาเชฟเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เนโต้จะไม่ขยายไปในทิศทางนั้น จึงเห็นด้วยกับการรวมชาติเยอรมัน..
และในที่สุดเรา(สหรัฐ) ก็ตระบัดสัตย์ในปี 1994เมื่อ ปธน.คลินตันตกลงวางแผนที่จะขยายเนโต้ไปทางยุโรป ตอ.จนกระทั่งถึงยูเครน ซึ่งเป็นไปในช่วงเวลาเดียวกับการเกิด Neo- con หรือพวกอนุรักษ์นิยมยุคใหม่ ที่เริ่มมีอำนาจในวงการเมืองสหรัฐ และคลินตัน ก็คือตัวแทนคนแรก (ของกลุ่ม Neo-con) ที่เริ่มขยายเนโต้ในปี1999 ออกไปทางโปแลนด์ ฮังการีและสาธารณรัฐเช็ค..ในตอนนั้นรัสเซียยังไม่ใส่ใจมากนัก เพราะยังไม่มีพรมแดนด้านใดที่อาจจะคุกคามตนโดยตรงได้.. ต่อมาในปี1999 สหรัฐได้เป็นผู้นำในการทิ้งระเบิดถล่มเซอร์เบียร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากเนื่องจากเป็นการใช้ระเบิดของเนโต้ถล่มกรุงเบลเกรด (เมืองหลวงของเซอร์เบียร์)ถึง78วันติดต่อกัน เพื่อทำให้เซอร์เบียร์แตกออกเป็นเสี่ยงๆ รัสเซียจึงเริ่มไม่พอใจมาก แต่แม้กระทั่งเมื่อปูตินได้เป็น ปธน. เขาก็ยังยอมกล้ำกลืนเรื่องนี้เอาไว้ในอก..พยายามทำดีกับยุโรปและอเมริกา..ปูตินถึงกับเคยกล่าวว่า..หรือบางทีรัสเซียน่าจะร่วมเข้าเป็นสมาชิกเนโต้เสียเลย ในขณะที่ยังมีการให้การเคารพนับถือที่ดีต่อกัน..
ต่อมาเกิดเหตุการณ์9/11.. ตามมาด้วยเหตุการณ์ในอัฟกานิสถาน..รัสเซียก็ประกาศว่า เราเข้าใจคุณ (สหรัฐ)ที่ต่อต้านผู้ก่อการร้าย..แต่ต่อมาก็เกิดอีกสองเหตุการณ์ที่สำคัญตามมาในปี 2002 ที่สหรัฐถอนตัวแต่เพียงลำพังออกจากข้อตกลงการต่อต้านการติดตั้งขีปนาวุธ (Anti Ballistic Missile Treaty) ซึ่งอาจจะยังไม่ค่อยได้พูดถึงกันมากนักทั้งที่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก..สหรัฐได้ตัดสินใจติดตั้งขีปนาวุธในยุโรป ตอ. ซึ่งรัสเซียถือว่าเป็นการกระทำที่คุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติรัสเซีย..เพราะอาจจะยิงขีปนาวุธ (เพื่อเปลี่ยนรัฐบาลได้)ไปถึงกรุงมอสโคว์ได้ภายในไม่กี่นาที..โดยสหรัฐอ้างว่าได้ติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธระยะสั้นและระยะกลาง (Ageis ballistic defense system)สองระบบ..ที่รัสเซียโต้ว่า..แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีจรวดโทมาฮอคติดหัวรบนิวเคลียร์อยู่ในคลังแสงด้วยเล่า..
หลังจากที่สหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงห้ามการใช้ขีปนาวุธ แต่เพียงฝ่ายเดียวในปี2002..สหรัฐก็บุกเข้าโจมตีอีรัคในปี 2003 ด้วยข้ออ้างที่ลวงโลก..ต่อมาในปี 2004-5 สหรัฐก็เข้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในประเทศต่างๆดังที่เรียกกันว่า การปฏิวัติสี (color revolution)เป็นครั้งแรก..ด้วยการแต่งตั้งคนที่ผมรู้จัก..คนที่เคยเป็นเพื่อนห่างๆของ ปธน.ยูเซงโก เพราะผมเคยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลยูเครนในช่วงปี 1993-4..ต่อมาในปี1995 สหรัฐก็ใช้วิธีสกปรกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งในยูเครน แต่ในปี 2009 ยานูโควิชชนะเลือกตั้ง เขาเป็นผู้นำยูเครนที่ต้องการรักษาความเป็นกลาง เพราะจากการสำรวจความเห็นของชาวยูเครน พวกเขารู้ดีว่า ภายในประเทศมีปัญหากันระหว่างคนเชื้อชาติรัสเซียกับเชื่อสายยูเครนกันมาก จึงไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับเนโต้ แต่สหรัฐในปี 2010 ต้องการผลักดันให้ยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของเนโต้..จนกระทั่งถึงวันที่ 22กพ.2014 สหรัฐจึงได้เข้าร่วมโค่นล้มรัฐบาลของยานูโควิช..ซึ่งรัสเซียช่วยสหรัฐ(พูดแบบแดกดัน)ด้วยการเข้าไปดักฟังโทรศัพท์การพูดคุยที่สกปรกระหว่างวิคตอเรีย นูแลนด์ เพื่อนร่วมงานของผมที่มหาลัยโคลัมเบีย..แต่สิ่งที่เธอทำ ผมก็รู้สึกเห็นใจเธอนะ..ที่เธอพูดคุยกับ Geoff Pyatt อดีตทูตสหรัฐประจำยูเครน..ผู้ซึ่งจนทุกวันนี้ยังคงเป็น ขรก. ระดับสูงในกระทรวง ตปท. สหรัฐ..ทั้งคู่คุยกันเรื่องการเปลี่ยนรัฐบาล..ใครควรเป็นรัฐบาลชุดต่อไป ทำไมเราไม่เลือกคนนั้นคนนี้ละ.. ในที่สุดพวกเราจึงจัดตั้งรัฐบาลใหม่..บังเอิญผมถูกเชิญไปเป็นที่ปรึกษา โดยไม่รู้เบื้องหลังอะไรก่อนหน้านั้นเลย แต่มาเล่าเรื่องที่น่าชังเหล่านี้ให้ผมทราบในภายหลังเมื่อผมไปถึงแล้วว่า รัฐบาลได้มีส่วนร่วมอย่างไร และตอนนี้ตกลงเนโต้ได้ขยายตัวมาทางยูเครนแล้ว..ในขณะที่ปูติน ขอให้หยุดและทำตามคำมั่นเดิม..อ้อ..ผมลืมบอกไป ในปี2004 ประเทศเอสโทเนีย ลัทเวีย ลิธัวเนีย บัลแกเรีย โรเมเนีย สโลเวเกียและสโลวีเนีย..7 ปท.ที่อยู่ในกลุ่มที่สหรัฐบอกว่าจะไม่ขยายตัวออกมาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว..ได้เป็นส่วนหนึ่งของเนโต้จนประชิดชายแดนรัสเซียและติดตั้งขีปนาวุธไปเรียบร้อยแล้ว..
ต่อมาในปี2017 สหรัฐก็ถอนตัวออกจากข้อตกลงการห้ามใช้ขีปนาวุธพิสัยกลาง..และในปี2019 ได้ถอนตัว แต่เพียงผู้เดียวออกจากข้อตกลงการควบคุมการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านระหว่างชาติ ตต.เมื่อปี2015..ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างนานาชาติด้วยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน.. นโยบาย ตปท.ของสหรัฐจึงประมาทและขาดความรอบคอบมาก..
ในวันที่ 15ธค.2021 ปูตินได้ยื่นข้อเสนอข้อตกลงด้านความมั่นคงระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ โดยมีพื้นฐานว่า เนโต้จะไม่มีการขยายพื้นที่ออกไปอีก ผมจึงโทรไปที่ทำเนียบขาว ขอให้เริ่มดำเนินการเจรจาต่อรองกับปูตินเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม..คำตอบที่ผมได้รับคือ..เจฟ..จะไม่เกิดสงครามหรอก..เนโต้จะไม่ขยายดินแดนอีก..ผมตอบว่า คุณกำลังก่อสงครามในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น..ทำไมไม่ประกาศออกไปเลยว่า เนโต้จะไม่ขยายดินแดนอีก..Jake Sullivan ตอบว่า เราคงไม่ทำเช่นนั้น เพราะนโยบาย ตปท.ของเราเป็นนโยบายแบบ open door หรือนโยบายเปิดกว้างสำหรับการขยายตัวของเนโต้..ผมจึงแย้งไปว่า ..แต่คุณก็ไม่มีสิทธิจะเที่ยวไปตั้งฐานทัพที่ไหนก็ได้ที่คุณต้องการ..แล้วหวังจะให้เกิดสันติภาพในโลกหรอกนะ..เราไม่มีสิทธิทำตามอำเภอใจ เหมือนดังเช่นที่เราเคยใช้ลัทธิมอนโรในปี 1823 ห้ามมิให้ชาติยุโรปขยายตัวมาทางซีกโลก ตต.(Western Hemisphere)...
แต่สุดท้าย ทำเนียบขาวก็ตัดสินใจไม่เจรจากับปูติน ด้วยเหตุนี้ การรุกคืบของรัสเซียเข้าสู่ยูเครน จึงบังเกิดขึ้นใน 5วันต่อมา... หลังจากนั้น เซเลนสกี้บอกว่า..โอเคๆ เป็นกลางก็ได้.. ตุรเกียร์ออกมาประกาศว่า จะช่วยเจรจาหาข้อยุติ.. ผมจึงบินไปตุรเกียร์เพื่อไปดูให้เห็นด้วยตาว่า จะเจรจากันอย่างไร..แต่ปรากฏว่า ทั้งสหรัฐและอังกฤษกลับยุให้เซเลนสกี้สู้กับรัสเซียต่อไปด้วยการบอกว่าพวกเราจะหนุนคุณเอง..ผลักให้คนยูเครนออกไปในแนวหน้าจนถึงตอนนี้ตายไปแล้วกว่า 600,000 คน นับตั้งแต่นายกอังกฤษบอรีส จอก์นสันบินไปที่กรุงเคียฟบอกให้ชาวยูเครนสู้ต่อไปด้วยความห้าวหาญ...
ดังนั้น เมิ่อนึกถึงคำถามที่ตั้งให้เราพูดคุยในวันนี้.. เรามิได้พูดถึงในสิ่งที่เราได้รับการบอกเล่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน..ที่เสมือนพยายามบอกพวกเราว่า..ปูตินเป็นคนบ้าคลั่งคล้ายฮิตเล่อร์ที่จะเข้ายึดครองยุโรป ด้วยการละเมิดข้อตกลงทั้งหลาย..เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเท็จแต่งเติมเสริมแต่งที่หลอกลวงโดยสื่อโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐทั้งสิ้น..ทั้งมิใช่การยืนหยัดกับชาวยูเครนที่ทำให้พวกเราต้องล้มตายและบาดเจ็บถึงถึงวันละ2,000คน.. แต่เป็นการสร้างความหายนะให้กับยูเครนเสียมากกว่า! ที่เป็นเสมือนความคิดลวงโลกแบบ Orwellian ที่ใช้ข้อมูลเท็จเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้.. แต่ผมก็ยังไม่ถึงกับหมดหวังนะ..ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง กล่าวคือ การเมืองของสหรัฐมิได้ถูกกำหนดความเป็นไปโดยคนที่เป็นประธานาธิบดีหรอกนะ.. แต่ถูกชี้นำโดยกลไกด้านความมั่นคงของรัฐ..สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน.. มิใช่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐ แต่อาจเปลี่ยนไปได้ตามการชี้นำของคนเหล่านั้น..ปูตินเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี2017กับสื่อฝรั่งเศสว่า..ผมเคยพบปะกับ ปธน.สหรัฐถึงสามคนคือนบุช โอบาม่าและทรั้มป์ แต่รู้ไหมแต่ละคน เมื่อเข้ามาเป็น ปธน.ต่างมีแนวคิดต่างๆของตนเอง..ต่อมาพอคนในชุดสูทรสีเข้มด้วยเนคไทล์สีน้ำเงิน มาเล่าให้พวกเขาฟังว่า สถานการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร..หลังจากนั้นคุณจะไม่ได้ยินแนวคิดเดิมของพวกเขาอีกเลย..นี่เป็นคำกล่าวของนักการเมืองที่มีจิตใจแข็งแกร่งและเคยทำงานในหน่วยสืบราชการลับของรัสเซีย (KGB)มาก่อน..ปูตินจึงเข้าใจดีว่า CIA มองนโยบาย ตปท. อย่างไรว่ามันมิใช่นโยบายที่เปลี่ยนไปตาม ปธน.ที่ชนะการเลือกตั้งคนแล้วคนเล่า..แต่เป็นนโยบายที่คงเส้นคงวามาตั้งแต่ปี 1991(ตอนสหภาพโซเวียตล่มสลาย) หรืออาจจะตั้งแต่ปี1945 (หลังยุติ WW II)ด้วยซ้ำไป..อ้อ..นโยบาย ตปท. ของอังกฤษก็เหมือนกัน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโซเวียตรัสเซีย.. เมื่อมองย้อนกลับไปถึงปี1840 ที่อังกฤษมองว่าสหภาพโซเวียตเป็นภัยคุกคามต่อจักรวรรดิของตนทางด้านเอเซียกลาง และคิดว่าโซเวียตกำลังจะเข้ายึดครองอินเดียผ่านทาง Khyber Pass และนี่คือสาเหตุของสงครามไครเมีย (Crimean War) ระหว่าง ปี1853-56..การหวาดผวาต่อการรุกรานของรัสเซีย(Russophobia) จึงไม่เคยลดลงเลย..
สองครั้งที่อังกฤษเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย คือ ในสงครามโลกครั้งที่ 1และครั้งที่ 2..แต่เป็นทหารของโซเวียตที่ต้องล้มตายไปถึง 27ล้านคนในการตีโอบหลังเพื่อเอาชนะกองทัพของฮิตเล่อร์..แต่มิใช่อังกฤษหรือสหรัฐที่พยายามอ้างว่าเป็นผลงานของตน..ทั้งไม่พยายามจำด้วยว่า พวกเขามิได้แม้แต่จะเชื้อเชิญผู้นำโซเวียตด้วยซ้ำไป แต่โซเวียตกลับมาต้องรับเคราะห์แทน..พอรู้ว่าโซเวียตต้องสูญเสียคนไปถึง27ล้านในการเป็นพันธมิตรกันในสงครามโลกครั้งที่ 2..หลังปี1945 นายกเชอร์ชิลล์กลับสั่งให้กระทรวงสงครามเตรียมบุกเข้ายึดครองสหภาพโซเวียตทันที ที่เยอรมันยอมแพ้ ในขณะที่โซเวียตยังไม่พร้อมจะป้องกันตนเอง..ในยุทธการที่เรียกว่า ยุทธการเหนือคาดคิด (Operation Unthinkable) นี่คือความคิดของเชอร์ชิลล์ในฤดูร้อนปี1945..แต่ รบ.สหรัฐไม่เล่นด้วย ไม่ต้องการก่อสงครามอีก..และนั่นคือความคิดที่ประหลาดของเชอร์ชิลล์..แต่ประเด็นของผม คือ อังกฤษได้ให้บทเรียนที่ตนรับรู้กับสหรัฐ และสหรัฐก็ได้ดำเนินการตามแนวโน้มนั้น แต่ผมคิดว่า กระทรวงกลาโหมและหน่วยข่าวกรองทั้งหลายของสหรัฐ ควรจะต้องเข้าใจว่า ในโลกที่มีมหาอำนาจหลายขั้ว อย่างมหาอำนาจนิวเคลียรจีนและรัสเซียนั้น..จะไม่มีทางเลือกสำหรับการทำสงครามที่จะไม่มีผู้ชนะเลย..ในความเห็นของผม เราจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่แตกต่างออกไป..และมิให้นในชุดสูทรสีเข้มคอยมาบอก ปธน.ว่าเราควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ที่ต่างออกไป...(คลิปจบไปแบบห้วนๆครับ)
ปล.ของผู้แปล:
อังกฤษกับสหรัฐ เป็นชาติที่คบยากและต้องระแวดระวังตัวเองให้มากที่สุด.. โดยเฉพาะอังกฤษ..อย่าลืมด้วยนะครับว่า Prof. Jeffrey Sachs เป็นนักวิชาการชาวอเมริกันและไม่มีเหตุผลอะไรที่จะวิพากษ์นโยบาย ตปท.ของสหรัฐในลักษณะนั้น..ถ้าไม่กอปรไปด้วยความจริง!
Cr Wanchai Roujanavong"