กลไกกำกับดูแลองค์กร (organization governance) ไม่ว่าจะเป็นองค์กรประเภทใด มีหน้าที่ ๓ ด้านคือ  (๑) ดูแลว่าองค์กรดำเนินการตามเป้าหมายของการจัดตั้ง รักษาผลประโยชน์ของเจ้าขององค์กร และดูแลว่าองค์กรดำเนินการตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้    ที่เรียกว่า Fiduciary Mode,  (๒) ช่วยสนับสนุนฝ่ายบริหาร ให้ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด    โดยไม่เข้าไปวุ่นวายกับการบริหารงาน (Micro Management)   ด้านที่สองนี้เรียกว่า Strategic Mode of Governance   (๓) ช่วยมองอนาคต   ว่าองค์กรจะต้องเตรียมปรับตัวเพื่อการดำรงอยู่และทำหน้าที่ให้แก่สังคมและเจ้าของได้เป็นอย่างดี และอย่างต่อเนื่อง    ที่เรียกว่า Generative Mode of Governance 

ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นายกสภา มทส. ผมพยายามหาวิธีให้สภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างเข้มแข็ง    ไม่เสียเวลากับงานประจำมากเกินไป    กลไกหนึ่งอยู่ที่วาระที่ ๓ ... วาระเชิงนโยบาย    ที่ในการประชุมสภาวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘  มี ๒ วาระย่อย คือ ๓.๑ รายงานผลการดำเนินงานและข้อมูลของสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์   และ ๓.๒ การพัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิตให้ตรงความต้องการของสถานประกอบการ        

รายงานผลการดำเนินงานและข้อมูลของสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์   

สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ เป็นส่วนงานที่ใหญ่ที่สุดใน มทส.   มีนักศึกษารวมทั้งสิ้นกว่า ๗ พันคน   มีอาจารย์ถึง ๑๙๐ คน    ดูแล ๔๕ หลักสูตร   เป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรีในเวลา ๒๐ หลักสูตร  นอกเวลา ๕ หลักสูตร    บัณฑิตศึกษา ๒๐ หลักสูตร    ข้อมูลรายละเอียดสะท้อนคุณภาพสูง  แต่ก็มีข้อท้าทายที่จำนวนนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาลดลงต่อเนื่อง   และยังไม่ได้มีข้อเสนอเรื่องการปรับตัวในยุคเอไอ

ในการประชุม กรรมการสภาให้ข้อแนะนำมากมาย เป็นประโยชน์มาก  ที่ผมสรุปว่าเป็นการนำเสนอที่ประสบความสำเร็จ คือ “นำสู่คำถาม มากกว่าคำตอบ”   

สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ตั้งขึ้นเพื่อสร้างวิศวกรให้แก่ภาคอีสาน    เน้นรับนักเรียนจากภาคอีสาน   ได้เด็กเกรด A- ถึง B+ มาเรียน  ซึ่งหมายความว่า เด็กเกรด A แท้ๆ เขามีทางเลือกอื่น  แต่คณะก็ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงเป็นที่ยอมรับ ดังข้อมูลที่ท่านคณบดี รศ. ดร. พรศิริ จงกล นำมาเสนอ   เป็นที่น่าชื่นชม    โดยเห็นชัดเจนว่า มีจำนวนอาจารย์น้อยเมื่อเทียบกับภาระงานสอน  ต้องรับอาจารย์อัตราจ้าง และจ้างอาจารย์เกษียณอายุ   มีคนแนะนำให้จ้าง TA แบบที่จุฬาใช้ และได้ผลดี      

ผมได้เรียนรู้ว่า สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์มีหลักสูตรแห่งอนาคตคือ AI, EV, และ semiconductor  มีกลไกระดับประเทศเพื่อพัฒนาและดำเนินการหลักสูตร semiconductor ร่วมกันทั้งประเทศ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านห้องปฏิบัติการซึ่งแพงมาก   ฟังแล้วมีความสุขว่าในระกับประเทศมีกลไกร่วมมือกันจัดการการพัฒนาหลักสูตรยุคใหม่ เชื่อมโยงกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ   

ผมท้าทายทางสำนักวิชาว่า ยุคนี้ไม่ใช่ยุคขยายมหาวิทยาลัยอย่างในอดีต  การเปลี่ยนแปลงจะเน้น relevance  และ quality    ที่ตอบสนองความต้องการ   เพราะฉนั้นเมื่อมีส่วนงอกก็ต้องมีส่วนหด   คือเปิดหลักสูตรใหม่ ก็ต้องปิดหลักสูตรเก่า    เป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องคำนึงว่านี่คือความเป็นจริงของอนาคต   แต่ก็มีทางโต้แย้งได้ว่า ส่วนหดน่าจะอยู่ที่สำนักวิชาอื่น  หรือสาขาอื่น 

มีกรรมการตั้งข้อสังเกตว่า เป้าหมายในอนาคตยังไม่ชัด  น่าจะมีการทบทวนอย่างจริงจัง  เพราะโรงงานอุตสาหกรรมในอนาคตจะเปลี่ยนไปมาก   ใช้ AI และ Robot มากขึ้น  ใช้คนน้อยลง 

เป้าหมายสำคัญของการบรรจุวาระนำเสนอกิจการของสำนักวิชาและหน่วยงานเทียบเท่าสำนักวิชานี้    ก็เพื่อให้กรรมการสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมการผู้ทางคุณวุฒิ ได้รู้จักมหาวิทยาลัย    เพื่อตอนตัดสินใจเรื่องยากๆ จะได้มีความเข้าใจเชิงบริบทภาพใหญ่ของมหาวิทยาลัยเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจ        

การพัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิตให้ตรงความต้องการของสถานประกอบการ

มทส. ใช้ สหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work-Integrated Education, CWIE) เป็นกลไกสำคัญในการร่วมกับสถานประกอบการเพื่อพัฒนาคุณลักษณะของบัณฑิตให้ตรง ตามความต้องการของสถานประกอบการ    ดำเนินการโดยศูนย์สหกิจศึกษาและพัฒนาอาชีพ   ดำเนินการ ๓ ช่วง  คือ  ก่อนกิจกรรม CWIE   ระหว่างกิจกรรม   และหลังกิจกรรม   ที่มีรูปแบบชัดเจน เกิดความพึงพอใจในการจับคู่ระหว่างนักศึกษากับสถานประกอบการมากกว่าร้อยละ ๙๐        

ผมชอบมากที่ช่วงก่อนกิจกรรม ศูนย์สหกิจศึกษาและพัฒนาอาชีพ ให้บริษัทรับฝึกอบรมระบุความสามารถหรือทักษะหลัก 3 อย่าง ที่นักศึกษาต้องมีเพื่อใช้ในการทำงานนี้  ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม, การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา, ด้านวิชาชีพและการใฝ่เรียนรู้, ด้านจิตใจบริการและจิตอาสา, ด้านธุรกิจและการประกอบการ, การปรับตัวและการเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร, ด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี, การสื่อสารและการเจรจา, ภาวะผู้นำและการตัดสินใจ, การมีส่วนร่วมและการทำงานเป็นทีม, การวางแผนงานและการจัดการ, อื่นๆ เช่น ความฉลาดทางอารมณ์, การมีคุณธรรมมีระเบียบวินัย, เป็นต้น    ข้อความนี้ช่วยเตือนสตินักศึกษาว่า ตนเองต้องพัฒนา soft skills เหล่านี้ใส่ตัว    เพื่อช่วยให้การพัฒนา hard skills เพื่อการประกอบวิชาชีพเกิดขึ้นอย่างได้ผลดี   

เป็นการเตือนสตินักศึกษาว่า คนเราต้องมีทั้ง hard และ soft skills จึงจะมีชีวิตที่ดีได้    ตนเองต้องหมั่นฝึกฝนพัฒนาทักษะทั้งสองหมวดใส่ตนเอง   ทั้งตอนพักอยู่ในมหาวิทยาลัย ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย (campus life) เพื่อการฝึกฝน    และตอนไปอยู่ที่สถานประกอบการ  ใช้ชีวิตการทำงาน (work life) เพื่อการฝึกฝน   มหาวิทยาลัยต้องจัดระบบ facilitation เพื่อช่วยหนุนการฝึกฝนเรียนรู้ดังกล่าวของนักศึกษา   

สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เห็น คือการเตรียมนักศึกษาเป็นผู้ประกอบการ  ที่ช่วยหนุนโดยสหกิจศึกษา   ให้นักศึกษาได้มีโอกาสสัมผัสการประกอบการ  เอามาสะท้อนคิดกับตนเองและถามคนอื่น เพื่อทำความเข้าใจปัจจัยด้านการเป็นผู้ประกอบการ 

อีกประการหนึ่งที่ยังไม่เห็น คือการใช้หลักการของ การเรียนรู้จากประสบการณ์(experiential learning)   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประยุกต์ใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle เพื่อเรียนรู้ทฤษฎี หรือหลักการ ให้แม่นยำชัดเจนขึ้นจากการปฏิบัติหรือประสบการณ์    ดังอธิบายไว้ในหนังสือชุด การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์  และใน บล็อก gotoknow (๑)  

การประยุกต์ใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle นี้ จะทรงพลังมาก หากนักศึกษาได้ฝึกการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection)    ผ่านการเขียน บันทึกสะท้อนคิด(reflective diary/journal)   ลงระบบ social media ของแต่ละกลุ่มฝึกงาน   เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆ   และอาจารย์ (และพี่เลี้ยงของสถานประกอบการ) ช่วยให้ “นั่งร้าน” (scaffolding) การใคร่ครวญสะท้อนคิดโดยเข้าไปอ่านบันทึกและตั้งคำถามให้คิดต่อในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น เข้าใจหลักการชัดเจนยิ่งขึ้น   ผมเชื่อว่า วิธีการนี้   จะหนุนให้ CWIE ก่อคุณค่าต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาเพิ่มขึ้นในระดับที่เพิ่มเป็นอีก log scale หนึ่ง    และนักศึกษาจะทำโครงงานแก้ปัญหาของสถานประกอบการได้ในมิติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น   รวมทั้งอาจารย์ก็ได้โจทย์วิจัยและทุนวิจัยจากสถานประกอบการมาดำเนินการเพิ่มขึ้น      

วิจารณ์ พานิช          

 ๘ ก.พ. ๖๘