ผมโชคดีที่มีภาคเอกชนรายใหญ่คอยอุปถัมป์ค้ำชู ผมจึงอยู่รอดมาได้และทิ้งร่องรอยหลักฐานให้ครูรุ่นใหม่ได้สานต่อความเจริญก้าวหน้าตามศักยภาพและบริบทของชุมชนต่อไป

 

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

          ผมเคยเป็นศึกษานิเทศก์ ครูและผู้บริหารโรงเรียน ตำแหน่งหลังสุดเหนื่อยที่สุดในชีวิต แต่ไม่เคยคิดโทษใคร หากจะโทษก็จะโทษตัวเองนี้แหละ ที่อาสามาอำนวยการให้เขาเอง

          เคยคิดจะสอนลูกสอนหลานเหมือนกัน ว่าอย่าไปเป็นเลย เป็นครูธรรมดานี่แหละ ดีและมีความสุขที่สุด แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนของผม กลายเป็นต้นแบบของลูกไปเสียแล้ว

          ลูกชายคนโต มีความประสงค์จะเป็นรอง ผอ.รร. ก่อนเดินทางเข้าสู่ ผอ.รร.ในอนาคต ก็ได้แต่บอกลูกว่า ผู้บริหารจะต้องอดทนและเสียสละ ต้องรอบรู้สู้งาน ต้องรู้จักประสานและตัดสินใจ

          ดูเหมือนว่าลูกไม้จะหล่นไม่ไกลต้น แต่เขาก็ไม่เหมือนผมในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะวุฒิการศึกษาที่เขาจบด้านบริหารมาโดยตรง  เป็นครูรุ่นใหม่ที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้และก้าวทันเทคโนโลยีอยู่เสมอ

          ๑ ปีกว่าๆ ที่ลูกชายอยู่ในตำแหน่งรอง ผอ.รร. รู้รสชาติของการบริหารจัดการเป็นอย่างดี ประชุมอบรมสัมมนาและประสานงานกับเขตพื้นที่ฯแทนผอ.รร.มาโดยตลอด

          หนักไปกว่านั้น ที่วันนี้ลูกชายไม่มีผอ. ต้องรักษาการในตำแหน่งมาเกือบจะ ๕ เดือนแล้ว ทุกอย่างที่ลูกชายต้องเรียนรู้และสู้งาน ประสานกับคณะครูและกรรมการสถานศึกษา ทำหน้าที่ ผอ.รร.ให้สำเร็จลุล่วง

          โดยเฉพาะงานสัมพันธ์ชุมชนไม่เคยขาดเลยแม้แต่งานเดียว ไม่ว่าจะงานบวช งานแต่งและงานศพ ตลอดจนงานบุญผ้าป่าและกฐิน

          ผมจึงดูอยู่ห่างๆอย่างเป็นห่วง คอยสังเกตและพบว่าลูกชายมีความสุขในการทำงานและต้องการเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ ผมจึงให้กำลังใจและสนับสนุนช่วยเหลือด้านการเงินมาตลอด     

           เพราะยุคสมัยมันต่างกัน ตอนที่ผมเป็นผอ.รร.เอาแต่เรื่องงานในโรงเรียนเป็นหลัก เรื่องอื่นเอาแต่พอดีพองาม ผมเชื่อว่าหากบริหารโรงเรียนแล้วไปไม่รอด มันจะล่มทั้งระบบ

          ผมโชคดีที่มีภาคเอกชนรายใหญ่คอยอุปถัมป์ค้ำชู ผมจึงอยู่รอดมาได้และทิ้งร่องรอยหลักฐานให้ครูรุ่นใหม่ได้สานต่อความเจริญก้าวหน้าตามศักยภาพและบริบทของชุมชนต่อไป

          ผมไม่เคยลืมบุญคุณของภาคเอกชนคนนั้นเลยแม้แต่วันเดียว และขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ท่านรักและศรัทธาแนวคิดในการบริหารงานของลูกชายของผมในเวลาต่อมา

          ปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ภาคเอกชนคนเดิม ท่านบริจาคเงินให้โรงเรียน เพื่อให้ลูกชายไปจ้างครูพิเศษเป็นเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจพอเพียงอีก ๕๐,๐๐๐ บาท

          พอท่านรู้ว่าลูกชายผมต้องรักษาการฯและโรงเรียนอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ท่านผู้นี้พาพนักงานของบริษัทเกือบ ๑๐๐ ชีวิต มาทำงานจิตอาสาพัฒนาโรงเรียนร่วมกับคณะครูและนักเรียน

          ประกอบด้วยกิจกรรมทาสีสนามเด็กเล่น ห้องน้ำห้องส้วม และแหล่งเรียนรู้ด้านงานเกษตรรวมทั้งได้มอบโคมไฟเป็นจำนวนมาก เพื่อให้แสงสว่างรอบอาคาร มอบวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน เครื่องปริ๊น ทีวี และติดพัดลมให้ทุกห้องเรียน

          นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ลูกชายจะได้เรียนรู้และดำรงอยู่ได้อย่างสง่างาม ก้าวข้ามผ่านปัญหาและอุปสรรคไปให้ได้ ไหนๆลูกไม้ก็หล่นไม่ไกลต้น จงอย่าลืมบุคคลที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนก็แล้วกัน

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๘  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๘