เว็บไซต์ University World News  ฉบับวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๘ ลงเรื่อง Universities have a role in forging tomorrow’s ideologies  เขียนโดย James Yoonil Auh, dean of the School of IT and Design Convergence Education and the chair of computing and communications engineering at KyungHee Cyber University in South Korea.   บอกว่ามหาวิทยาลัยในสิบปีข้างหน้า (ค.ศ. 2035) ต้องทำหน้าที่นำประเทศฝ่าด่านความผันผวนใหญ่ ๓ ด้านคือ (๑) ลัทธิชาตินิยมใหม่ (neo-nationalism)  (๒) การแบ่งแยกชนเผ่า (tribalization) ซึ่วหมายถึงแยกกลุ่มภายในประเทศเอง   และ (๓) นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี   

ซึ่งหมายความว่า มหาวิทยาลัย มีความท้าทายในการทำหน้าที่เชื่อมต่อ และสร้างสมดุลหรือความพอดี ในสถานการณ์การแบ่งแยกเหล่านี้    ที่สามารถมองเป็นโอกาส ... โอกาสทำหน้าที่ (๑) เป็นตัวกลาง (mediator) เชื่อมต่อการแบ่งแยกอุดมการณ์  (๒) เป็นนวัตกร ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงความท้าทายของโลก  และ (๓) หน้าที่เชื่อมร้อย (connector) ส่งเสริมความร่วมมือข้ามแดน (cross-border collaboration)   

เขาเล่าพฤติกรรมของรัฐบาลรัสเซีย จีน ฮังการี อินเดีย ที่สะท้อนพฤติกรรมของนโยบายชาตินิยมใหม่ ที่ผมไม่นำมาเล่า    ท่านที่สนใจโปรดเข้าไปอ่านต้นฉบับที่ลิ้งค์ไว้ให้แล้ว     

บทบาทหลักของมหาวิทยาลัยคือ ความหลากหลายด้านปัญญา (intellectual pluralism)  และความเชื่อมโยงกับโลก (global engagement)  ส่งเสริมสานเสวนาข้ามแดน (cross border dialogue)  และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของความรู้สากล    

การสานเสวนาข้ามแดน หนุนการแลกเปลี่ยนมุมมองจำเพาะถิ่น ที่หลากหลาย และมุมมองสากล    ที่ผมไม่แน่ใจว่ามี หรือมีความถาวร   ผมเชื่อว่ามุมมองต่อสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย    แต่ก็มีแก่นของความรู้ ที่ผมคิดว่าเรายังเข้าไม่ถึงอย่างแท้จริง หรือยังจับได้แค่เปลือก    การมีการสานเสวนากัน สะท้อนคิดตีความแลกเปลี่ยนและรับฟังซึ่งกันและกัน   จะช่วยให้เราเข้าถึงแก่น “ความจริง” ได้มากขึ้น   

เขายกตัวอย่างของมหาวิทยาลัยที่สนองนโยบายชาตินิยม และมหาวิทยาลัยสากลนิยม   และชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยอนุรักษ์นิยมมักทำงานวิจัยหนุนเทคดนโลยีเพื่อการสงคราม  ความมั่นคงของประเทศ  และมรดกทางวัฒนธรรม  ในขณะที่มหาวิทยาลัยหัวก้าวหน้าเน้นวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ  ความเป็นธรรมด้านเชื้อชาติ  และความเท่าเทียมทางเพศ   

เขาเสนอว่า เมื่อถึงปี 2035 จะเกิดปรากฏการณ์ใหญ่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย คือ Metaversities   กับ AI-driven personalization         

Metaversity หมายถึงมหาวิทยาลัยที่เรียนที่ไหนก็ได้   ช่วยให้นักศึกษาจากต่างแดน ต่างพื้นเพ ได้เรียนด้วยกัน  ได้ร่วมมือกันแบบ real-time แม้จะอยู่ห่างกันแสนไกล    สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีข้อตกลงระหว่างชาติให้มี ไอทีแพล็ตฟอร์มที่เปิดกว้าง ให้คนต่างความเชื่อ ต่างวัฒนธรรม ได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน  ที่ลัทธิชาตินิยมใหม่จะต้องไม่ยอมแน่ๆ 

AI-driven personalization   เรามีแพล็ตฟอร์มนี้อยู่แล้ว เช่น EdX, Causera   แต่เสี่ยงต่อการที่จะเป็นไซโลทางปัญญาที่หนุนความคิดความเชื่อเหมือนๆ กัน    ไม่ส่งเสริมความคิดความเชื่อต่าง    จึงต้องการกลไกกำกับดูแลทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ ที่ส่งเสริมความหลากหลาย   และผลประโยชน์ร่วม ไม่ใช่ผลประโยชน์เฉพาะของประเทศที่มีความได้เปรียบ   

ESD – Education for Sustainable Development   จะเป็นกลไกช่วยให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ผู้นำในการสร้างความยั่งยืนแก่โลก    โดยการจัดหลักสูตรที่เขาเรียกว่า dual curriculum model   ที่ประสานสาระทั้งจากระดับพื้นที่และระดับโลก   ในลักษณะการเรียนรู้เชิงเปรียบเทียบ   และการฝึกแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในโลก (real-world problem-solving)   ที่น่าจะเป็นความก้าวหน้าไปอีกขั้นของการเรียนแบบ PBL – Problem-Based Learning   

การแลกเปลี่ยนนักศึกษา น่าจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจความแตกต่าง    โดยในยุค ๑๐ ปีข้างหน้า การแลกเปลี่ยนนักศึกษาแบบเสมือนจริง ไม่ต้องเดินทางน่าจะสะดวกขึ้นมาก   

สถาบันวิชาการสากล (Universal Academy) น่าจะเข้ามาแทนมหาวิทยาลัย (University)    เป็นสถาบันวิชาการข้ามแดน  ทั้งแดนภูมิศาสตร์ และแดนความเชื่อ/อุดมการณ์    นี่คือสถาบันแห่งอนาคตที่จะช่วยป้องกันไม่ให้โลกร้อนระอุไปด้วยสงคราม ที่เปลี่ยนรูปแบบจากสงครามทางทหาร ไปเป็นสงครามไซเบอร์  สงครามเศรษฐกิจ  และสงครามอุดมการณ์      

อุดมการณ์แห่งอนาคต   ได้แก่ Globalism 2.0eco-sovereignty,  technocratic governance  เป็นคำที่ผมไม่รู้จักทั้งสิ้น   จึงขอให้สหายเจมิไนช่วยให้ความกระจ่าง    ได้ความรู้มาก ดังนี้

“โลกาภิวัตน์ 2.0 คือคำที่ใช้อธิบายถึง โลกาภิวัตน์ในยุคต่อไป ซึ่งต่อยอดมาจากแนวโน้มและลักษณะเฉพาะของยุคปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีคำจำกัดความที่ตกลงกันอย่างเป็นทางการ แต่โดยทั่วไปแล้ว โลกาภิวัตน์ 2.0 หมายถึงอนาคตที่:

  • อำนาจเปลี่ยนจากตะวันตกไปตะวันออก: เอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย จะมีบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้นในเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์
  • ตลาดเกิดใหม่เติบโต: ประเทศกำลังพัฒนาจะประสบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญและขยายชนชั้นกลาง นำไปสู่ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นและตลาดใหม่ๆ
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเร่งตัว: ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านต่างๆ เช่น AI ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีชีวภาพจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม
  • ความเชื่อมโยงกันลึกซึ้งยิ่งขึ้น: ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก เครือข่ายดิจิทัลและความร่วมมือข้ามพรมแดนจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
  • ความท้าทายรุนแรงขึ้น: ปัญหาต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความไม่เท่าเทียมกันและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จะต้องใช้ความร่วมมือระดับโลกมากขึ้น

ความแตกต่างที่สำคัญจากโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน:

  • บทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา: โลกาภิวัตน์ 2.0 จะเห็นประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลก
  • เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก: เทคโนโลยีจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI และระบบอัตโนมัติที่จะมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อตลาดแรงงานและสังคม
  • ความสำคัญของความยั่งยืน: ความยั่งยืนจะเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น เนื่องจากความท้าทายระดับโลกเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรที่จำกัด

โดยสรุปแล้ว โลกาภิวัตน์ 2.0 จะเป็นยุคที่โลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะนำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

“ในยุคโลกาภิวัตน์ 2.0 มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนและ เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยมีโอกาสในการทำประโยชน์มากมาย ดังนี้

1. พัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต

  • สร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน: มหาวิทยาลัยต้องปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล โดยเน้นทักษะที่จำเป็น เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และความเข้าใจในวัฒนธรรมที่หลากหลาย
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต: มหาวิทยาลัยควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย รองรับความต้องการที่แตกต่างกัน
  • สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่: มหาวิทยาลัยควรสนับสนุนและส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และสร้างสรรค์ธุรกิจของตนเอง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างงานในอนาคต

2. สร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรม

  • มุ่งเน้นการวิจัยที่ตอบโจทย์สังคม: มหาวิทยาลัยควรสนับสนุนการวิจัยที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาและความท้าทายที่สังคมกำลังเผชิญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม
  • ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ: มหาวิทยาลัยควรสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาครัฐ และองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำงานวิจัยไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้จริง
  • สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม: มหาวิทยาลัยควรเป็นศูนย์กลางในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

3. ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

  • เป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลง: มหาวิทยาลัยควรเป็นผู้นำในการสร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมที่สำคัญ เช่น ความยั่งยืน ความเท่าเทียม และความเป็นธรรม
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษา: มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยการทำกิจกรรมอาสาสมัคร โครงงานเพื่อสังคม และการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือ: มหาวิทยาลัยควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

4. สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

  • เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้: มหาวิทยาลัยควรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชน โดยการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงการศึกษาและพัฒนาตนเอง
  • ให้บริการแก่ชุมชน: มหาวิทยาลัยควรให้บริการแก่ชุมชนในด้านต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี
  • ส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่น: มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่น โดยการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็ก และการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชน

5. สร้างความเป็นสากล 

  • ดึงดูดนักศึกษาและบุคลากรจากทั่วโลก: มหาวิทยาลัยควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นนานาชาติและเปิดโอกาสให้บุคลากรและนักศึกษาจากทั่วโลกได้มาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน
  • สร้างความร่วมมือกับนานาชาติ: มหาวิทยาลัยควรสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ในต่างประเทศ เพื่อพัฒนาการศึกษา การวิจัย และการแลกเปลี่ยนบุคลากรและนักศึกษา
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรม: มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรมีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในยุคโลกาภิวัตน์

โดยสรุปแล้ว มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนและเปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยการพัฒนาบุคลากร สร้างสรรค์งานวิจัย ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และสร้างความเป็นสากล การที่มหาวิทยาลัยสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความท้าทายและโอกาสในยุคโลกาภิวัตน์ 2.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีสำหรับทุกคน”

อ่านบทความพร้อมกับสะท้อนคิด และถามเจนเนอเรทีฟเอไอไปพร้อมๆ กัน สนุกจริงๆ 

วิจารณ์ พานิช

๓๐ ม.ค. ๖๘

ห้อง ๔๖๒๒ โรงแรมเซนทารา แกรนด์