ช่วงสัปดาห์วันที่ ๒๐ - ๒๕ มกราคม ๒๕๖๘ คนกรุงเทพและปริมณฑลเผชิญวิกฤติปัญหา PM 2.5 สูงในอากาศหายใจ อย่างที่รู้สึกตัวได้ โดยที่คนทางเหนือเผชิญมาหลายปี มีข่าวทางโซเชี่ยลมีเดียเตือนให้สวมหน้ากากกรองอากาศ หลายโรงเรียนประกาศปิด มีข่าวที่สะท้อนความรู้สึกกลัวอันตราย ขณะที่กำลังเขียนบันทึกนี้ ผมฟังวิทยุจุฬาไปด้วย รศ. มีชัยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและทางราชการในการจัดการปัญหานี้
๖ น. ๒๕ มกราคม ๒๕๖๘ คุณภาพอากาศในกรุงเทพ ตาม US AQI 164 ระดับ PM 2.5 เท่ากับ ๗๔ ไมโครกรมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นอันตรายต่อทุกคน แต่ผมไม่รู้สึกระคายจมูกหรือตา แต่สังเกตว่าที่คอมีเสมหะ ช่วงนี้มีโรงเรียนในกรุงเทพประกาศปิด เพื่อนักเรียนไม่ต้องออกมาผจญฝุ่น และรัฐบาลดูจะโดนกดดันมาก
เช้าวันที่ ๒๗ ผมไปเข้าพักที่โรงแรมเซนทารา แกรนด์ ที่ราชประสงค์ มองจากชั้น ๕๑ ออกไปนอกหน้าต่าง พบว่าไม่เห็นหมอกมากนัก ถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่าระดับ PM 2.5 อยู่ระหว่าง ๖๐ - ๗๐
เช้าวันที่ ๓๑ ออกไปรับเสด็จกรมสมเด็จพระเทพรัตน์ มาทรงเปิดงาน PMAC 2025 รับสั่งว่า วันนี้ระดับฝุ่นขึ้นไปถึงสองร้อย โดยผมไม่รู้สึกว่าอากาศมัวกว่าวันก่อน
แต่เช้าวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พบว่ามองออกไปจากหน้าต่างโรงแรม อากาศมัวอย่างชัดเจน แต่เปิดแอปดูระดับฝุ่นในอากาศ ก็ยังได้รับรายงานว่าอยู่ราวๆ ๖๐ ก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วผมกำลังเผชิญภัยเงียบนี้ในระดับไหนกันแน่
ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ผมเดินทางไปเชียงใหม่, จ. ตราด และ จ. นครศรีธรรมราช พบว่าอากาศมีฝุ่นแต่ระดับไม่สูงนัก และตอนอยุ่ที่บ้านก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน แต่สังเกตว่าผมมีเสมหะอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้สึกว่าเป็นหวัด
ตอนไปนครศรีธรรมราช ๒๓ - ๒๔ กุมภาพันธ์ ที่นั่นฝนตกมาก อากาศจึงสดใส ยิ่งตอนไปเที่ยวที่บ้านคีรีวง อ. ลานสกา บ่ายวันที่ ๒๓ อากาศเย็นสบายสดใสไร้มลพิษ
อาจารย์จาก มรภ. จอมบึงที่ราชบุรีบอกว่า ที่ราชบุรีโรงงานที่ผลิตควันฝุ่น (เผาโอ่ง และกระเบื้อง) ต้องผลัดเวรกันเปิดโรงงาน เพื่อไม่ผลิตฝุ่นพร้อมๆ กัน
กลับมาที่บ้านเช้าวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ลมโชยตลอดวัน ทำให้ระดับฝุ่นลดลงไปมาก แต่ผมก็ยังมีเสมหะอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็ไอ บันทึกไว้ว่ายุคผจญฝุ่นจิ๋ว ชีวิตเป็นอย่างนี้
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ก.พ. ๖๘