เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๘ ผมออกไปเดินในท่ามกลางอุณหภูมิที่อุ่นขึ้น พร้อมกับฟัง ยูทูป รายการเกี่ยวกับ เจนเนอเรทีฟ เอไอ ๒ เรื่องคือ Artificial Intelligence in Education  กับ AI in Education : What Educators Need to Know ที่เป็นรายการคุณภาพสูงทั้งคู่    เพื่อจับประเด็นว่า ที่เขาพูดๆ กันนั้น มีประเด็นใดที่สำคัญ   และมีประเด็นใดที่เขาคิดไม่ถึง   เป็นที่มาของชื่อบันทึกนี้   

ที่ผมคิดว่า ถ้าเราไม่ระวังให้ดี  พัฒนาการด้านต่างๆ ในโลก และในสังคมของเราเอง อาจส่งพิษร้ายต่อเด็ก มากกว่าส่งผลดี   ผมจึงหันไปคิดที่ตัวเด็ก เอาเด็กเป็นศูนย์กลาง    ไม่ใช่เอาเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง   

ย้ำว่า เมื่อไรเราคิดเรื่องการศึกษา ต้องเอาเด็กหรือนักเรียน หรือผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง   อย่าหลงเอาสิ่งอื่นเป็นศูนย์กลาง และช่วงชิงผลประโยชน์ไปจากเด็ก ตามที่ธนาคารโลกบอกไว้ใน World Development Report 2018 

AI เป็นพัฒนาการอีกด้านหนึ่ง ในหลายๆ ด้านที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และพัฒนาของเด็กในวัยเรียน  เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก   ที่ย่อมส่งผลต่อเด็กได้ทั้งด้านดีและด้านร้าย   ขึ้นกับตัวเด็กเองว่าจะรับเอาส่วนใดของสภาพแวดล้อมรอบตัวเข้ามาพัฒนาตนเอง    โดยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะครูและพ่อแม่หรือผู้ปกครอง มีส่วนสำคัญมนการช่วยโค้ช หรือทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (facilitator) 

AI จึงเป็นได้ทั้งเทพยดา ที่เข้ามาช่วยให้เด็กเรียนรู้พัฒนาตนเองให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่งได้ง่ายขึ้น    หรืออาจเป็นมารร้ายทำลายอนาคตเด็ก  เพราะชักจูงเด็กไปในทางเสียคนได้อย่างไม่รู้ตัว    และผู้ใหญ่ก็ช่วยไม่ทัน   

นั่นคือ ระบบการศึกษาไทยต้องจัดระบบ Generative AI ด้านการศึกษา สำหรับให้เด็กได้เลือกใช้เป็น “ตัวช่วย” การเรียนรู้และพัฒนาการอย่างเป็นองค์รวม (holistic learning) ของตน   โดยต้องตระหนักความเป็นจริงว่า จะมีคนหลากหลายแบบ หลากหลายวัตถุประสงค์ สร้างระบบเอไอ  ที่ดึงดูดเด็กเข้าไปใช้หรือเสพ จนเสพติด และตกเป็นเหยื่อของเขา   เหมือนอย่างระบบเกม เว็บโป๊ หรือการพนันออนไลน์ที่ดึงเด็กเข้าไปเป็นเหยื่อในขณะนี้     

หน้าที่ของโรงเรียน ครู และพ่อแม่ผู้ปกครองคือ เตือนสติให้เด็ก รู้จักเลือกใช้เทคโนโลยี และเครื่องอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ที่หนุนการเรียนรู้ และความเจริญก้าวหน้าของตนเอง   ไม่หลงตกเป็นเหยื่อของการล่อหลอกให้เข้าไปติดกับดักของกิจกรรมที่ชักจูงให้เด็กและเยาวชนเข้าไปมั่วสุมเสพสุขชั่วคราว    แต่ทำลายอนาคตในระยะยาว    เพราะไม่นำสู่การพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง   

นั่นคือ โรงเรียน ครู และพ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องหนุนให้เด็กมีสติตั้งแต่วัยเด็กเล็ก และประถมศึกษา   ว่าตนเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทั้งด้านบวกที่มีคุณต่อตนเอง   และด้านลบที่ล่อหลอกให้ตนหลงเข้าไปเสพสุขชั่วคราว แต่เป็นพิษร้ายต่อชีวิตที่ดีในระยะยาว    ตนเองต้องมีสติ และปัญญา ในการควบคุมตนเองให้ไม่หลงถูกเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่หลอกลวงดึงดูดไปแสวงประโยชน์ของเขา    มีผลให้ตัวเราถูกทำลายอนาคต   

ผมสังเกตว่า รายการต่างๆ ด้าน เอไอ กับการศึกษา ส่วนใหญ่เน้นบอกเทคโนโลยี ว่าทำอะไรได้บ้าง    กับส่วนที่ครูเอาไปใช้ช่วยงาน   และที่นักเรียนเอาไปใช้ช่วยการเรียนรู้ ที่เน้นเรียนสาระ หรือความรู้ (knowledge)   ไม่มีเลยที่เน้นให้นักเรียน ฝึกฝนพัฒนาครบ VASK  วาทกรรม เอไอ กับการศึกษาจึงเบ้ หรือเบี้ยวอย่างแรง ในด้านชักจูงให้เด็กเรียนแค่ด้านความรู้  ไม่เกิดการเรียนรู้บูรณาการครบทั้งด้านค่านิยม เจตคติ ทักษะ และความรู้ (VASK)    และเรียนรู้และพัฒนาขึ้นไปถึงระดับสูงของ Bloom’s Taxonomy of Learning อย่างแท้จริง 

ใช้ เอไอ ด้านการศึกษาอย่างชาญฉลาด ต้องส่งผลให้สัดส่วนของเด็กที่เสียคนในช่วงวัยรุ่น ลดน้อยลงไป   ส่งผลให้เด็กไทยในภาพรวมพัฒนาครบด้าน VASK ในระดับสูงของ Bloom’s Taxonomy  ช่วยลดภาระงานประจำของครู  เพื่อให้ครูมีเวลาเอาใจใส่ดูแลสนับสนุนศิษย์เป็นรายคน  ช่วยให้ศิษย์ที่อ่อนแอได้พัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐาน   ช่วยหนุนศิษย์ที่มีความสามารถพิเศษบางด้านได้พัฒนาตนเองในด้านนั้นๆ   และช่วยให้ศิษย์ทุกคนได้พัฒนาพลังที่ซ่อนเร้นของตน   ตามในหนังสือ ปลุกพลังที่ซ่อนเร้น 

ครูเพื่อศิษย์ มีคุณค่า และพลังเหนือเทคโนโลยีทั้งปวง   โดยครูเพื่อศิษย์ในยุคปัจจุบันต้องรู้จักนำเอาเทคดนโลยีมาช่วยงาน   แต่ไม่ใช่นำมาทดแทนครู

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ม.ค. ๖๘