เวลานี้ เราไม่รู้อย่างชัดเจนว่าความมีสติตระหนักรู้คืออะไร    โดยมีการวิจัยด้านประสาทวิทยา (neuroscience)   และด้าน AI ว่าความมีสติตระหนักรู้คืออะไร มีกลไกอย่างไร    สมัยนี้เราหารายการดีๆ มาฟังเพื่อเรียนรู้ได้ง่าย   อย่างกรณีเรื่องความมีสติตระหนักรู้ มีมากมาย   ผมเข้าไปฟังรายการ  World Science Festival  เรื่อง What Creates Consciousness ในวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๘ 

นำผมสู่สองโลก คือโลกรูปธรรม (objective world)  กับโลกนามธรรม (subjective world)    และสติระลึกรู้ที่มองจากต่างศาสตร์ หรือต่างมุม  ได้แก่จากมุมของประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience)    และจากมุมมองของ Generative AI   

แน่นอนว่า ผมฟังการสนทนานี้รู้เรื่องน้อยมาก        

รายการเดียวกัน เรื่อง Coding Consciousness : An Algorithm of Awareness   ยิ่งเข้าใจยากขึ้นไปอีก   ผมติดใจตรงที่วิทยากรผู้หญิง ที่ทำวิจัย เรื่องความมีสติระลึกรู้ของเครื่องจักรกล  เอ่ยว่ามีสติระลึกรู้ ๒ แบบ คือ cognitive หรือ objective consciousness   กับ subjective consciousness   อัลกอริธึมของคอมพิวเตอร์มี cognitive consciousness  แต่ไม่มี subjective consciousness    และอธิบายต่อว่า cognitive consciousness หมายถึง attention (ความสนใจ)   ที่หากจะเข้าใจลึกไปถึง subjective consciousness คอมพิวเตอร์ต้องมีความเข้าใจรูปแบบ หรือความเป็นจริงของโลก (model of the world)  

ท่านผู้นี้อธิบายต่อว่า    Generative AI จะสามารถรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ในโลกเอามาตีความหาความหมาย ทำความเข้าใจและมี model of the world ได้    เกิด subjective consciousness ได้    ซึ่งหากเป็นจริง สติระลึกรู้ของ เจนเนอเรทีฟ เอไอ  ก็เสมือนสติระลึกรู้ของมนุษย์    และจะก้าวเลยสติระลึกรู้ของมนุษย์ได้ไม่ยาก   เพราะคอมพิวเตอร์ทำงานเร็วกว้าสมองมนุษย์มาก อาจถึงล้านเท่าเมื่อ มนุษย์พัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์สำเร็จ   

เรื่องสติระลึกรู้นี้ เกี่ยวข้องกับการมองโลก   และมีภาพของโลกอนาคตอยู่ในใจ   ในมนุษย์ที่เป็นทารก หรือเด็ก ที่เราเรียกว่าไร้เดียงสา    หมายความว่าไม่เข้าใจโลก    เมื่อโตขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น ภาพลักษณ์ของโลกปัจจุบันและโลกอนาคตก็แจ่มชัดขึ้นในใจของตน   ในลักษณะของใครของมัน    มีความไม่ชัดเจน กำกวม     แต่ความเข้าใจโลกปัจจุบันและโลกอนาคตของเอไอจะมีความชัดเจน และมีภาพเดียว   นี่คือความต่างที่จะเกิดขึ้นในมุมมองหรือความเข้าใจของผม   

โลกที่งดงามจากโลกทัศน์ที่แตกต่างของมนุษย์    จะกลายเป็นโลกทื่อๆ เป็นหนึ่งเดียวของเจนเนอเรทีฟ เอไอ   ใช่หรือไม่  นี่คือคำถามของผม       

สนุกมาก เมื่อได้ฟังคนแก่ ๓ คนตีความการร้องของทารก ว่ามีความหมายอย่างไร    นำสู่การเข้าใจโลก หรือ model of the world อย่างไร    กระตุ้นให้ผมคิดต่อว่า เจนเนอเรทีฟ เอไอ ไม่มีโอกาสเผชิญสภาพจริงเหมือนทารก และเด็ก ที่ค่อยๆ มีปฏิสัมพันธ์กับโลกจริง    และค่อยๆ พัฒนาความเข้าใจโลก (model of the world) ของตนเอง    ที่แต่ละคนต่างก็มีความเข้าใจโลกคนละแบบ   ตามด้วย “การศึกษา” ที่มุ่งจัดการให้เด็กเข้าใจโลกแบบที่เหมือนกัน    ตามที่ผู้จัดการศึกษาต้องการ   กำหนดโดยผู้มีอำนาจปกครองประเทศ   และระบบสังคมในแต่ละสังคมหรือประเทศ  ที่มีวัฒนธรรมสืบเนื่องมายาวนาน    ที่มีส่วนสอดคล้องกับนโยบายของประเทศ  และส่วนที่แตกต่าง   

จึงเห็นแนวโน้ม ที่ เจนเนอเรทีฟ เอไอ จะมีส่วนหรือบทบาทที่คล้ายกับระบบการศึกษา ที่มุ่งสร้าง มนุษย์ หรือรูปแบบของสติระลึกรู้แบบมาตรฐาน   ในขณะที่โลกของสิ่งมีชีวิตมี ความหลากหลายทางชีวภาพ  และความหลากหลายของสติระลึกรู้    นำสู่คำถามว่า    โลกที่ดี ต้องการความหลากหลาย หรือความเป็นหนึ่งเดียวทางชีวภาพ และทางสติระลึกรู้   

น่าสนใจมาก ที่วิทยากรท่านหนึ่งเอ่ยถึงเวทีเสวนาหนึ่งที่ตั้งคำถามกันว่า อนาคตของโลกมนุษย์จะยืนยาวไปอีกเพียงใด   และทำนายกันว่า อยู่ระหว่าง ๕๐  ถึง ๕๐๐ ปี    น่าเสียดาย ที่เขาไม่ได้อธิบายเหตุผลของปัจจัยที่ใช้ในการทำนายนั้น   

วิทยากรท่านหนึ่งเอ่ยคำ AGI – Artificial General Intelligence  ที่ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจควาหมายที่ถูกต้อง จึงถามสหาย เจมิไน ได้คำตอบว่า  “ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence หรือ AGI) หมายถึง ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และปฏิบัติงานได้หลากหลายอย่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ สามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง และสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนได้”   ที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมาทดแทนมนุษย์ได้    เพราะผมเชื่อว่า ความเป็นมนุษย์แต่ละคนเกิดจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตจริงของมนุษย์   ที่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ตัวเป็นๆ    มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมรอบตัว    และสมัยนี้มีปฏิสัมพันธ์กับสื่อทางไกลด้วย   แต่ละคนนำเอาประสบการณ์มาใคร่ครวญสะท้อนคิดออกมาเป็นหลักการเชิงนามธรรม นำสู่การพัฒนาความคิดความเชื่อ และจิตใจของตนเอง    ของใครก็ของมัน           

ผมจึงเชื่อว่า ความมีสติระลึกรู้ (consciousness)  ที่นำสู่ตัวตนของแต่ละคน มีลักษณะจำเพาะ (unique)    และนี่คือพลังและความงดงามของสังคมและโลกมนุษย์   

ผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ต่อข้อสรุปนี้ 

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ม.ค. ๖๘