หนังสือ วัฒนธรรมไทยกับขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยฉัตรทิพย์ นาถสุภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๔ พิมพ์ครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นหนังสืออมตะเล่มหนึ่งของวงการวิชาการไทย
ผมชอบสาระในคำนำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๕ ว่า “วัฒนธรรมไทยเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยที่สำคัญ เพราะวัฒนธรรม เป็นแรงจากภายใน เป็นจิตวิญญาณของชุมชนและของชนชาติ อีกทั้งวัฒนธรรมไทยมีพัฒนาการอยู่แล้วในระดับสูง มีองค์ความรู้ที่ลึกซึ้งในเรื่องธรรมชาติ อุดมด้วยน้ำใจไมตรี และความชื่นชมในสิ่งสุนทรีย์งดงาม มีประวัติการกำเนิด และ พัฒนาการมายาวนาน ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง ได้รับการยอมรับเป็นวัฒนธรรมกลางของชนหลายเผ่าโดยสมัครใจ เป็นจุดแข็งที่สุดของสังคมไทย ชาวไทยควรเข้าใจและรู้สำนึกคุณลักษณะที่เข้มแข็งที่สุดของตัวเรา จะทำให้เราสามารถดำรง ความเป็นตัวของตัวเอง ปรับตัวและพัฒนาต่อไปได้อย่างดีที่สุด”
และ “วัฒนธรรมไทยประกอบขึ้นจากวัฒนธรรมพื้นบ้านท้องถิ่น วัฒนธรรมแห่งชาติของเรา ส่วนใหญ่คือ วัฒนธรรมร่วมของทุกๆเขตชุมชนท้องถิ่น เป็นวัฒนธรรมร่วมของประชาชนไทย หรือของชาวบ้าน ไม่ใช่วัฒนธรรม ของขุนนาง ข้าราชการ หรือของนายทุนต่างชาติ ความจริงเป็นอย่างนี้และเราควรเข้าใจอย่างนี้ แต่ความจริงข้อนี้มักถูกวัฒนธรรมทุนขุนนางและวัฒนธรรมทุนนิยมอ้างสถานะว่าตัวเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของระบบวัฒนธรรมของสังคมไทยโฆษณาและประกอบพิธีกรรมชวนเชื่อและชักจูงต่างๆ”
เพราะผมสนใจเรื่องการเรียนรู้ การพัฒนาคน พัฒนาความเป็นมนุษย์ จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า วัฒนธรรมของชาติพัฒนามาจากคนส่วนใหญ่ในชาติ และเราต้องใช้จุดแข็งของวัฒนธรรมของเรา ในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่พัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นที่มาของวัฒนธรรมไทยในอนาคต
หนีไม่พ้น อิทธิพลของโลกาภิวัตน์ แต่เราต้องไม่ลืมใช้จุดแข็งของวัฒนธรรมไทย หนุนระบบการศึกษา และหนุนการเรียนรู้ของเยาวชนของเรา เพื่อให้เขาแข็งแรง และมีส่วนพัฒนาวัฒนธรรมไทยต่อไปอีก อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่า วัฒนธรรมมีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับระบบหรือสังคม
ทำให้ผมนึกถึงหนังสือแปลอย่างน้อยสองเล่ม คือ การปฏิวัติที่จำเป็น ปัจเจกชน และองค์กร กำลังร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนอย่างไร กับ การออกแบบเพื่อโลกที่ดีกว่า มีความหมาย ยั่งยืน มนุษยชาติเป็นศูนย์กลาง ที่ผมเขียนคำนำเสนอให้แก่สำนักพิมพ์ MadMan Books ที่ (๑) และ (๒)
ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ไม่ว่าปัจเจกบุคคล ชุมชน และสังคมหรือประเทศ ต้องดำรงความมีเอกลักษณ์ตัวตนอยู่ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ไหลบ่า และมีท่าทีข่มขู่ หรือแสดงความเหนือกว่า วัฒนธรรมท้องถิ่นต้องมีความเข้มแข็ง มีความเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจในเอกลักษณ์ของตนเอง
ในฐานะที่ผมเกิดและเติบโตมาในวัฒนธรรมท้องถิ่น ผมจึงเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของวัฒนธรรมท้องถิ่นจากประสบการณ์ตรงของตนเอง ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิดมาตลอดชีวิตเกือบ ๘๓ ปี ว่าจุดแข็งที่สุดของวัฒนธรรมไทย และคนไทย คือ ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อเพื่อนบ้าน และเพื่อนมนุษย์
ยิ่งวัฒนธรรมไทยมีจุดแข็ง ตามที่ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์เสนอไว้ เมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน และบัดนี้ เรารู้จักกันในชื่อ soft power เราจึงต้องช่วยกันสร้างความมั่นใจในตัวตน หรือเอกลักษณ์ของคนไทย ให้มีความมั่นคงแน่นแฟ้น เสริมด้วยการสร้างคุณลักษณะ (characters) ของเด็กไทย ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียน และในระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงของเด็ก โดยต้องไม่ลืมการหนุนให้เด็กสร้างค่านิยมที่ดีใส่ตัว ตามที่เสนอไว้ในหนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต
ผมตีความว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือร่วมกันสร้างขึ้นจากคนที่อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เป็นกลุ่ม เป็นชุมชน และเป็นสังคมหรือประเทศ นานเข้าก็มีความแน่นแฟ้น มีเอกลักษณ์ เป็นเอกลักษณ์ของคนจำนวนมากที่มีชีวิตอยู่ร่วมกัน
วัฒนธรรมของกลุ่มชนมีส่วนสร้างอัตลักษณ์ตัวตนของเยาวชนในกลุ่มชนนั้น และการศึกษาหรือการเรียนรู้ของเยาวชนในกลุ่มชนนั้น ที่นำสู่ฟฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในกลุ่มชน จะมีส่วนพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้น รวมทั้งมีส่วนสืบทอดวัฒนธรรมดีๆ ของกลุ่มชนในอดีต
หนีไม่พ้นว่า สภาพชุมชนหรือสังคมในปัจจุบันเปิดมากกว่าในอดีตมาก การดำรงวัฒนธรรมย่อยของพื้นบ้านหรือท้องถิ่น หรือของชนเผ่า จึงทำได้ยากกว่าเดิมมาก จึงต้องมีมาตรการส่งเสริมการธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม และศิลปะของท้องถิ่น หรือชองชนเผ่าไว้ ไม่ให้สูญหาย
โดยต้องมีการตีความ หาความหมายของแต่ละวัฒนธรรม ว่ามีคุณค่าอย่างไรในบริบทสมัยก่อน และในบริบทสมัยนี้ และในอนาคต
วิจารณ์ พานิช
๑๘ ม.ค. ๖๘