ขับเคลื่อนการหนุนอุดมการณ์และค่านิยมเพื่อส่วนรวม เพื่อการอยู่ร่วมกัน

คำนำเสนอ

หนังสือ การปฏิวัติที่จำเป็น : ปัจเจกชนและองค์กรกำลังร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนอย่างไร 

วิจารณ์ พานิช

.................

นี่คือหนังสือที่ผู้เขียน คือ ปีเตอร์ เซงเก้ และคณะ ให้ข้อเสนอแนะ แก่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ทำหน้าที่พลิกโฉม (transform) องค์กรและสังคมจากล่างขึ้นบน  ผู้ทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานอย่างไม่ย่อท้อ   และในหลายกรณีไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับพลิกโฉม    โดยมีเป้าหมายหนุนให้ผู้นำเหล่านี้ทำหน้าที่ได้อย่างมีพลังยิ่งขึ้น    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังของความเข้าใจพลวัตเชิงระบบ   และนำพลังดังกล่าวมาใช้ในการทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง สู่อนาคตที่ไม่เหมือนเดิม      

คนเหล่านี้มีตัวตนอยู่จริง และมีจำนวนมาก    แต่เป็นคนที่ “ไร้ตัวตน”    เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ ท่านจะพบว่า ท่านเป็นคนหนึ่งในกลุ่มผู้นำเหล่านั้นได้    เป็นผู้นำที่ร่วมกันทำหน้าที่พลิกโฉมองค์กร ชุมชน สังคม และโลก   ให้เปลี่ยนจากสภาพไม่ยั่งยืน ให้มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น    เป็นมรดกเพื่อชีวิตที่ดีของคนรุ่นต่อไป   

หนังสือเล่มนี้ออกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2008 เกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว    ข้อมูลหลายอย่างล้าสมัย    แต่แก่นสาระไม่ล้าสมัยเลย    กลับเด่นชัดยิ่งขึ้น   

ท่านจะได้เรียนรู้สัจธรรมที่ว่า ความสำเร็จมีราคาเสมอ   และวิกฤติที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่มาจากความสำเร็จที่บรรพบุรุษของเราร่วมกันสั่งสมมายาวนานเกือบสามศตวรรษ จากการปฏิวัติอุตสาหกรรม    ที่นำสู่สี่วิกฤติใหญ่ในปัจจุบัน คือ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ  การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ   การสิ้นเปลืองทรัพยากร   และความไม่เท่าเทียมและความเครียดอย่างรุนแรง    

ท่านจะได้เรียนรู้เรื่องราวความสำเร็จที่มาจากปัญญาอันสุดประเสริฐของมนุษย์    ที่มีด้านตรงข้ามของเหรียญ คือความเขลาเบาปัญญายิ่งของมนุษย์   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องการมุมมองเชิงระบบที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยง    กล่าวได้ว่า มนุษย์ฉลาดล้ำเมื่ออยู่กับเรื่องที่จำเพาะที่เป็นเพียงส่วนเดียวของทั้งหมด (part)    แต่มนุษย์เบาปัญญายิ่งในเรื่องที่เป็นภาพรวม (whole) 

หนังสือเล่มนี้จึงชี้ทางให้แก่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือท่านผู้อ่านทั้งหลาย ให้เข้าใจภาพรวมหรือความเป็นทั้งหมดของโลกที่เรากำลังร่วมกันเผชิญ   และหากเราไม่ร่วมกันทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราจะทิ้งมรดกโลกที่วิกฤติยิ่งกว่าให้ลูกหลานของเราต้องเดือดร้อน

ผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้องแยกแยะ “โลกที่เป็นจริง” กับ “โลกฟองสบู่”  หรือ “โลกมายา” ออก    หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ท่านได้รู้เท่าทันมายาหลอกลวงของลัทธิเติบโตทางวัตถุหรือ จีดีพี   ที่เป็นต้นเหตุของโลกฟองสบู่ ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้น    ในขณะที่โลกที่เป็นจริงเป็นโลกที่เป็นไปตามธรรมชาติ และเชื่องช้า    แต่สามารถฟื้นฟูสร้างใหม่ (regenerate) ได้   

ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจึงต้องไม่หลงใช้กระบวนทัศน์ และวิธีการของฟองสบู่   แต่ต้องแสวงหาวิธีการหนุนโลกที่เป็นจริงให้มีการหมุนเวียนสร้างใหม่ได้ จากการเข้าไปร่วมมือและหนุนกระบวนการตามธรรมชาติ   

จากความตระหนักดังกล่าว  ในช่วงเวลาราวๆ ๑๕ ปี หลังจากหนังสือเล่มนี้ออกเผยแพร่ (ในภาคภาษาอังกฤษ)    ได้มีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นในบางด้าน ได้แก่ มีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด  และพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปในทาง “วิถีชีวิตสีเขียว” ชัดเจนยิ่งขึ้น 

แต่ก็ยังไม่เพียงพอ    โลกต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกร (innovator) ที่มุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่หมุนเวียนสร้างใหม่ได้ (regenerative)    ภายใต้กระบวนทัศน์เชิงระบบ ที่มองภาพใหญ่หรือภาพเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง   และตระหนักในข้อจำกัด หรือความพอดี ของระบบที่หมุนเวียนสร้างใหม่ได้ นำสู่โลกที่ยั่งยืน     

เครื่องมือช่วยการมองสรรพสิ่งเชิงระบบแนวทางหนึ่งคือโมเดลภูเขาน้ำแข็ง   ที่เตือนเราว่าระบบที่เรามองเห็นเป็นเพียงส่วนน้อยของระบบ ประดุจภูเขาน้ำแข็ง ที่ส่วนอยู่เหนือน้ำมีนิดเดียว    อีกร้อยละ ๘๐ - ๙๐ อยู่ใต้น้ำ  เรามองไม่เห็น    ต้องหาทางทำความเข้าใจ    เพื่อให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด    และดำเนินการตามความเข้าใจภาพรวมจริงๆ   ไม่หลงดำเนินการภายใต้ความเข้าใจเฉพาะส่วนที่มองเห็นชัดเท่านั้น   ซึ่งจะทำให้เราดำเนินการต่างๆ แบบตั้งรับ (reactive) เท่านั้น   แต่หากเราเข้าใจส่วนที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งด้วย  คือเข้าใจภาพรวมทั้งระบบ เราก็จะดำเนินการเรื่องนั้นแบบรุก (proactive) ได้   และบรรลุผลสำเร็จของการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง    สามารถก้าวข้ามมายาคติที่บดบังความรู้ความเข้าใจความเป็นจริงที่ซับซ้อนได้   มายาคติดังกล่าวส่วนใหญ่ซ่อนอยู่ในกระบวนทัศน์ของการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืนที่ดำรงมาเกือบสามศตวรรษ

หนังสือเล่มนี้เสนอว่า    เราต้องไม่หลงแก้ปัญหา    แต่ต้องสร้างระบบใหม่    คือต้องคิดใหม่ ใช้กระบวนทัศน์ใหม่ หรือใช้จินตนาการใหม่   ไม่ใช่ปรับปรุงหรือพัฒนาโดยใช้ความคิดแบบเดิม    และต้องกล้าใช้พลังของความตึงเครียดจากการสร้างสรรค์ (creative tension)    ผสานกับพลังของความอดทนบากบั่น และพลังของการเรียนรู้    และพลังเครือข่ายของคนและองค์กรอุดมการณ์เดียวกัน    ภายใต้ความกลมกลืนกับระบบสิ่งมีชีวิต   

การสร้างระบบใหม่ ทำได้สะดวกและได้ผลที่สุดที่ชายขอบของระบบเดิม   ภายใต้ความเชื่อว่า เราสามารถร่วมกันทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ 

ข่าวดีคือ การดำเนินการเพื่อโลกที่ยั่งยืน ไม่ได้เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ   หนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่างรูปธรรมของการริเริ่มสร้างสรรค์แบบพลิกกลับกระบวนทัศน์ของบรรษัทขนาดใหญ่หลากหลายกรณี ได้แก่ โคคา โคลา, DuPont, Intel, WalMart, Microsoft, GE, BP, Alcoa, HBC, Toyota, Honda, Nike, Google, Sony, Xerox, BMW, Pratt and Whitney, Starbucks        ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการเชิงรุก สู่ระบบใหม่   ที่เป็นการดำเนินการที่ศูนย์กลางของระบบเดิม   

เครื่องมือช่วยให้เข้าใจระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในรายละเอียด คือ การประเมินวงจรชีวิต (LCA – Life Cycle Assessment)   ที่มีการติดตามการไหลของวัสดุและพลังงานทั้งหมดในระบบ   ใช้ประกอบกับการทำความเข้าใจภาพใหญ่ของระบบ    ที่มีการรวมตัวร่วมมือกันสร้างระบบ เช่น ระบบการรับรอง LEED (Leadership in Energy and Environment Design)  ของสภาอาคารสีเขียวของสหรัฐ    ที่มีการนำมาใช้ในประเทศไทยด้วย (๑)    และหนังสือเล่มนี้ก็ได้ให้ข้อสังเกตไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า กลไกที่เป็นระบบกำกับดูแล (governance) ระดับโลก อาจกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง   คือทำเพื่อผลประโยชน์ขององค์กรบางกลุ่ม   ไม่ได้ทำเพื่อโลกอย่างแท้จริง   

กลไกประเมินวงจรชีวิต และกำกับดูแลระบบต่างๆ ของโลกยังมีการพัฒนาขึ้นอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น Fair Trade, Rainforest Alliance, Forest Stewardship Council, Sustainable Forest Initiative, Marine Stewardship Council  เป็นต้น                  

๑๖ ปี หลังจากหนังสือ The Necessary Revolution : Working Together to Create a Sustainable World   ออกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2008    ได้มีการปฏิวัติตามแนวทางที่เสนอในหนังสือมากมาย    ในปี 2015 องค์การสหประชาชาติ ริเริ่มขบวนการ SDG – Sustainable Development Goals    และต่อมาในปี 2021 ได้เกิดขบวนการ IDG – Inner Development Goals  ที่เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่ยั่งยืน    ตามแนวทางที่เสนอในหนังสือ การปฏิวัติที่จำเป็น : ปัจเจกชนและองค์กรกำลังร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนอย่างไร เล่มนี้    และเมื่ออ่านข่าวสาระจากการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ระหว่างวันที่ ๑๕ - ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เรื่อง ทิศทางจีน จาก 3rd Plenum : จะไปทางไหน ใครต้องทนเจ็บ  ก็เห็นได้ชัดเจน ว่าแผนพัฒนาประเทศ ๕ ปี ของจีน ดำเนินแนวทางในหนังสือเล่มนี้   

ผมตีความว่า การที่สำนักพิมพ์ คนบ้าหนังสือ จัดแปลและเผยแพร่หนังสืออมตะเล่มนี้ ก็เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ยั่งยืนที่เป็นคนไทย และองค์กรไทย ได้มีข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนหนุนอุดมการณ์และค่านิยมเพื่อส่วนรวมของท่าน   ได้เข้าใจหลักการภาพใหญ่ที่เราจะต้องช่วยกันขับเคลื่อน    และได้รับพลังจากหนังสือเล่มนี้ ในการร่วมกันดำเนินการเพื่อพลิกโฉมแนวทางการดำรงชีวิต  การผลิต การทำธุรกิจ และการศึกษาหรือการเรียนรู้ จากแนวทางที่สร้างความไม่ยั่งยืนให้แก่โลก   เปลี่ยนไปสู่แนวทางที่สร้างความยั่งยืนให้แก่โลก     มีการส่งต่อสังคมและโลกที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีระบบดูแลความยั่งยืนที่เข้มแข็ง ให้แก่คนรุ่นหลัง 

ผมขอขอบคุณคณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ออกเผยแพร่    แทนคนไทยและสังคมไทย   เพราะเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยสร้างพลังการเป็นผู้นำการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมไทย  ทำประโยชน์ทั้งแก่ประเทศไทย และแก่โลก

วิจารณ์ พานิช

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ 

 วันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ ๖ รอบ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยูหัว