ยุธัญชยชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๖. ยุธัญชยชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๖๐)
ว่าด้วยพระราชกุมารยุธัญชัย
(พระโพธิสัตว์ทูลขอบรรพชาว่า)
[๗๓] ขอเดชะพระมหาราช ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยมิตรและอำมาตย์ ข้าพระองค์จักบวช ขอพระองค์ผู้สมมติเทพ โปรดพระราชทานการบวชนั้นเถิด
(พระราชาตรัสห้ามว่า)
[๗๔] ถ้าเจ้ายังมีความพร่องด้วยกามทั้งหลาย พ่อจะเพิ่มเติมให้แก่เจ้า พ่อจะห้ามคนที่เบียดเบียนเจ้า ลูกยุธัญชัยอย่าบวชเลย
(พระโพธิสัตว์กุมารกราบทูลว่า)
[๗๕] ข้าพระองค์ไม่มีความพร่องด้วยกามทั้งหลาย คนที่เบียดเบียนข้าพระองค์ก็ไม่มี แต่ข้าพระองค์ปรารถนาจะกระทำที่พึ่งซึ่งชรากำจัดไม่ได้
(พระศาสดาประกาศข้อความนั้นว่า)
[๗๖] พระราชบุตรทูลวิงวอนพระราชบิดา และพระราชบิดาก็ทรงวิงวอนพระราชบุตร ชาวนิคมก็ทูลวิงวอนว่า พ่อยุธัญชัยกุมาร อย่าผนวชเลย พ่อเอ๋ย
(พระโพธิสัตว์กุมารกราบทูลว่า)
[๗๗] ข้าแต่ทูลกระหม่อมผู้ทรงเป็นจอมทัพ พระองค์โปรดอย่าทรงห้ามข้าพระองค์ผู้จะบวชเลย ขอข้าพระองค์อย่าได้ชื่อว่า เป็นผู้ประมาทเพราะกามทั้งหลาย อย่าตกอยู่ในอำนาจของชราเลย
(พระมารดาตรัสว่า)
[๗๘] ลูกเอ๋ย แม่ขอร้องลูก ขอห้ามลูก แม่ต้องการเห็นลูกนานๆ ลูกยุธัญชัย อย่าบวชเลย
(พระโพธิสัตว์กุมารกราบทูลว่า)
[๗๙] อายุของมนุษย์ทั้งหลายเหมือนน้ำค้างที่ยอดหญ้า พอพระอาทิตย์ขึ้นก็แห้งไป หม่อมแม่ พระองค์อย่าทรงห้ามหม่อมฉันเลย
(พระโพธิสัตว์ทูลเชิญพระราชบิดามาแล้วกราบทูลว่า)
[๘๐] ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ ขอทรงให้ราชบุรุษรีบเชิญเสด็จพระราชมารดานี้ขึ้นพระราชยานเถิด ขอพระราชมารดาอย่าทรงทำอันตรายแก่ข้าพระองค์ ผู้กำลังจะข้ามทางกันดารเลย
(พระเทวีทรงคร่ำครวญอยู่ว่า)
[๘๑] รีบไปกราบทูลว่า ขอพระองค์ทรงพระเจริญ รัมมนครจะเป็นเมืองร้าง ถ้าพระเจ้าสัพพทัตทรงอนุญาต ให้ยุธัญชัยราชบุตรทรงผนวชแล้ว
[๘๒] พระราชกุมารพระองค์ใดประเสริฐกว่าพระราชบุตรพันพระองค์ ยังทรงพระเยาว์ มีพระฉวีวรรณประดุจทองคำ พระราชกุมารพระองค์นี้นั้นยังทรงมีพระกำลังแข็งแรง ทรงนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ผนวชแล้ว
(พระโพธิสัตว์กุมารกราบทูลว่า)
[๘๓] พระราชกุมารทั้ง ๒ พระองค์ คือ ยุธัญชัยกุมาร และยุธิฏฐิลกุมารทรงละพระราชมารดาและพระราชบิดา ตัดเครื่องข้องของมฤตยูผนวชแล้ว
ยุธัญชัยชาดกที่ ๖ จบ
---------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ยุธัญชยชาดก
ว่าด้วย การผนวชของเจ้าชายยุธัญชัยและยุธิฏฐิละ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการออกมหาภิเนษกรมณ์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมสภา กล่าวถ้อยคำสรรเสริญพระคุณของพระศาสดาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าว่าพระทศพลจักเสด็จครองเรือนไซร้ ก็จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในห้องสกลจักรวาล มีรัตนะ ๗ ประการอย่างครบครัน ทรงสำเร็จฤทธิ์ทั้ง ๔ มีพระโอรสกว่าพันเป็นบริวาร พระองค์ทรงสละพระราชสมบัติ อันทรงสิริเห็นปานนี้ ทรงเห็นโทษในกามทั้งหลาย ทรงม้ากัณฐกะมีนายฉันนะเป็นสหายออกจากพระนครในเวลาเที่ยงคืน ทรงผนวช ณ ฝั่งแม่น้ำนที มีนามว่าอโนมา ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาตลอด ๖ พระพรรษา จึงได้ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ดังพระประสงค์.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ตถาคตออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ แม้ในกาลก่อน ก็เคยละราชสมบัติในกรุงพาราณสี อันมีประมาณเนื้อที่ ๑๒ โยชน์ ออกบวชแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว
จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า สัพพทัต ณ พระนครรัมมะ. (ที่จริง กรุงพาราณสีนี้ ในอุทยชาดก มีนามว่า สุรุนธนะ ในจุลลสุตโสมชาดก มีนามว่า สุทัศนะ ในโสณนันทชาดก มีนามว่า พรหมวัฑฒนะ ในกัณฑหาลชาดก มีนามว่า ปุปผวดี) แต่ในยุธัญชัยชาดกนี้ได้มีนามว่ารัมมะ นามของพระนครนี้ได้เปลี่ยนไปในกาลบางคราวด้วยประการฉะนี้. ณ พระนครรัมมะนั้น พระเจ้าสัพพทัตได้มีพระราชโอรสพันพระองค์ ทรงพระราชทานสถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ทรงพระนามว่า ยุธัญชยะ เป็นที่พระอุปราช.
พระอุปราชนั้นได้ทรงบำเพ็ญมหาทานทุกๆ วัน.
ครั้นกาลล่วงไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ทรงรถอันประเสริฐแต่เช้าตรู่ เสด็จไปสู่กีฬาในพระราชอุทยานด้วยพระสิริสมบัติอันใหญ่ยิ่ง ทอดพระเนตรหยาดน้ำค้าง อันติดอยู่อย่างกับตาข่าย ที่ทำด้วยเส้นด้าย ณ ที่ต่างๆ มียอดไม้ ยอดหญ้า ปลายกิ่งไม้ และใยแมงมุมเป็นต้น จึงตรัสถามว่า แน่ะสารถีผู้สหายเอ๋ย นี่เขาเรียกว่าอะไรกัน ได้ทรงสดับว่า ขอเดชะ เหล่านี้เขาเรียกกันว่าหยาดน้ำค้าง อันตกลงในฤดูหิมะ พระเจ้าข้า. ทรงเล่นในพระราชอุทยานตลอดวัน เสด็จกลับก็ต่อเมื่อเวลาสายัณห์ มิได้ทรงเห็นหยาดน้ำค้างเหล่านั้นเลย ตรัสถามว่า สารถีผู้สหายเอ๋ย หยาดน้ำค้างเหล่านี้ ไปไหนหมด บัดนี้ฉันไม่เห็นมันเลย ทรงสดับว่า ขอเดชะ หยาดน้ำค้างเหล่านั้น เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นไปอยู่ ก็ละลายตกลงเหนือแผ่นดินหมดเลย พระเจ้าข้า ดังนี้แล้ว
ทรงสลดพระทัยดำริว่า แม้ชีวิตและสังขารแห่งสัตว์เหล่านี้ ก็เป็นเสมือนหยาดน้ำค้างบนปลายยอดหญ้า เรายังไม่ถูกชราพยาธิและมรณะเบียดเบียนเลยทีเดียว ควรจะอำลาพระมารดาพระราชบิดาไปบวชดังนี้แล้ว จึงทรงกระทำหยาดน้ำค้างนั่นแลให้เป็นอารมณ์ ทรงเห็นภพทั้ง ๓ ประดุจมีเพลิงลุกทั่วไป เสด็จมาถึงพระตำหนักของพระองค์แล้ว ก็ทรงดำเนินไปยังพระตำหนักพระราชบิดาผู้ประทับนั่งอยู่ ณ วินิจฉัยศาลาอันตกแต่งประดับประดาดีแล้ว ถวายบังคมพระราชบิดา ประทับยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง
เมื่อจะทูลขออนุญาตบรรพชา จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์ ผู้เป็นจอมทัพมีมิตรและอำมาตย์แวดล้อมแน่นขนัด ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันจักบวช ขอได้โปรดทรงอนุญาตเถิด.
ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงห้ามท่าน จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า
ถ้าเธอยังบกพร่องด้วยกามทั้งหลาย ฉันจักเพิ่มเติมให้เต็มครบ ผู้ใดเบียดเบียนเธอ ฉันจักห้ามปราม พ่อยุธัญชัยเอ๋ย อย่าเพิ่งบวชเลย.
พระราชกุมารทรงได้สดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๓ ว่า
หม่อมฉันมิได้บกพร่องด้วยกามทั้งหลายเลย ไม่มีใครเบียดเบียนหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันปรารถนาจะทำที่พึ่งที่ชราครอบงำไม่ได้ พระเจ้าข้า.
พระกุมารทูลขอบรรพชาเรื่อยๆ ด้วยประการฉะนี้.
พระราชาตรัสห้ามว่า อย่าบวชเลยพ่อคุณเอ๋ย.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า
พระโอรสกราบทูลวิงวอนพระราชบิดา พระราชบิดาหรือก็ทรงวิงวอนพระราชโอรส.
พระราชาตรัสกึ่งพระคาถาที่เหลือว่า
พ่อเอ๋ย ชาวนิคมพากันอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระยุธัญชัย พระองค์อย่าทรงผนวชเลย.
พระกุมารตรัสพระคาถาที่ ๕ ว่า
ข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงเป็นจอมทัพ พระองค์อย่าทรงห้ามหม่อมฉันผู้จะบวชเลย อย่าให้หม่อมฉันได้มัวเมาอยู่ด้วยกามทั้งหลาย เป็นไปในอำนาจแห่งชราเลย พระเจ้าข้า.
เมื่อพระโพธิสัตว์ได้กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาได้ทรงยอมจำนน ฝ่ายพระราชมารดาของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงสดับว่า ข้าแต่พระเทวี พระโอรสของพระนาง กำลังกราบทูลให้พระราชบิดาทรงอนุญาตการบรรพชาอยู่ เจ้าคะ ตรัสว่า พวกเจ้าพากันพูดเรื่องอะไรกัน ทั้งๆ ที่พระพักตร์ก็มิได้ผัด ประทับนั่งเหนือพระวอทอง รีบเสด็จไปสู่สถานที่วินิจฉัย
เมื่อจะตรัสวิงวอน จึงตรัสคาถาที่ ๖ ว่า
ลูกเอ๋ย แม่ขอร้องเจ้าแม่ขอห้ามเจ้า แม่ปรารถนาจะเห็นเจ้านานๆ เจ้าอย่าบวชเลยนะ พ่อยุธัญชัย.
พระราชกุมารได้สดับพระราชเสาวนีย์นั้นแล้ว จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า
น้ำค้างบนยอดหญ้า พระอาทิตย์ขึ้นก็เหือดแห้งไปฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น ขอทูลกระหม่อมแม่ อย่าทรงห้ามฉันเลย พระเจ้าข้า.
ข้าแต่ทูลกระหม่อมแม่ หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า พอพระอาทิตย์ขึ้นไปก็สลายแห้งหายไป มิอาจจะดำรงอยู่ได้ คือตกลงดินหมด ฉันใด ชีวิตของหมู่สัตว์เหล่านี้ก็ฉันนั้น เป็นของนิดหน่อย เป็นไปชั่วกาล มิได้ตั้งอยู่นานเลย ในโลกสันนิวาสเห็นปานนี้ พระองค์จะทรงเห็นหม่อมฉันนานๆ ได้อย่างไรเล่า พระเจ้าข้า โปรดอย่าทรงห้ามหม่อมฉันเลย.
แม้เมื่อพระโพธิสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระนางก็คงตรัสอ้อนวอนแล้วๆ เล่าๆ อยู่นั่นเอง.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะกราบทูลเตือนพระราชบิดา จึงตรัสพระคาถาที่ ๘ ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเสนา ขอได้โปรดรีบตรัสให้พระราชมารดาเสด็จขึ้นสู่ยานนี้เสียเถิด พระมารดาอย่าได้ทรงกระทำอันตรายแก่หม่อมฉัน ผู้กำลังรีบด่วนเสียเลย.
ข้าแต่พระทูลกระหม่อมผู้เป็นจอมรถ โปรดตรัสให้คนรีบเชิญพระมารดาของหม่อมฉันนี้ เสด็จขึ้นสู่พระยาน คือพระวอทอง พระมารดาอย่าได้ทรงทำอันตรายแก่หม่อมฉัน ผู้กำลังจะข้ามก้าวล่วงแดนกันดาร คือชาติ ชรา พยาธิและมรณะเสียเลย.
พระราชาทรงได้สดับพระดำรัสของพระโอรสแล้วตรัสว่า นางผู้เจริญขอได้ไปเสียเถิด จงประทับนั่งเหนือวอของเธอ ขึ้นสู่ปราสาทอันยังความยินดีให้เจริญเลยทีเดียวเถิด. พระนางทรงสดับพระราชดำรัสของพระราชานั้น เมื่อมิอาจจะประทับอยู่ได้ ทรงแวดล้อมไปด้วยหมู่นารี เสด็จไปสู่พระปราสาท ได้ประทับยืนทอดพระเนตรสถานวินิจฉัยด้วยหมายพระทัยว่า ลูกรักจักเป็นไปอย่างไรเล่าหนอ.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้า เมื่อพระมารดาเสด็จไปแล้ว ทรงอ้อนวอนพระราชบิดาอีก. พระราชาเมื่อมิทรงอาจจะห้ามได้ ก็ทรงอนุญาตว่า พ่อเอ๋ย ถ้าเช่นนั้น จงทำใจของเธอให้ถึงที่สุดเถิด พ่อจงผนวชเถิด.
ในเวลาที่พระราชาทรงอนุญาตแล้ว พระขนิษฐาของพระโพธิสัตว์เจ้า พระนามว่า ยุธิฏฐิลกุมาร ถวายบังคมพระราชบิดา กราบทูลขออนุญาตว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ขอพระองค์โปรดอนุญาตการบรรพชาของหม่อมฉันด้วยเถิด. พระพี่น้องทั้งสองพระองค์ถวายบังคมพระราชบิดา ละกามทั้งหลาย มีมหาชนแวดล้อมพากันเสด็จออกจากสถานที่วินิจฉัย. ฝ่ายพระเทวีทอดพระเนตรดูพระมหาสัตว์ ทรงพระกันแสงว่า เมื่อลูกฉันผนวชแล้ว รัมมนครก็จักว่างเปล่า
จึงตรัสพระคาถาทั้ง ๒ ว่า
ท่านทั้งหลายจงช่วยวิ่งเต้นด้วยเถิด ขอความเจริญจงมีแก่ท่านเถิด รัมมนครจักเปล่าเปลี่ยวเสียแล้ว พ่อยุธัญชัย พระเจ้าสัพพทัตทรงอนุญาตแล้วละ.
เจ้าชายพระองค์ใด เป็นผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ทั้งหลาย ยังกำลังหนุ่มแน่นเปล่งปลั่งดังทองธรรมชาติ เจ้าชายพระองค์นั้นมีพระกำลังแข็งแรง มีผ้านุ่งห่มย้อมด้วยน้ำฝาดบวชแล้ว.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ยังไม่ทรงผนวชในทันที. พระองค์ทรงถวายบังคมพระราชมารดาพระราชบิดาแล้ว ทรงชักชวนพระขนิษฐายุธิฏฐิลกุมาร เสด็จออกจากพระนคร ให้มหาชนพากันกลับไปแล้ว พระพี่น้องทั้ง ๒ พระองค์ก็เสด็จเข้าสู่ป่าหิมพานต์ ทรงสร้างอาศรม ณ สถานที่อันน่ารื่นรมย์ใจ ทรงผนวชเป็นฤาษี ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดได้แล้ว เลี้ยงชีพด้วยผลหมากรากไม้ในป่าเป็นต้น จนตลอดพระชามายุ ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
เจ้าชายทั้งสองพระองค์ คือยุธัญชัยกับยุธิฏฐิละ ทรงละทิ้งพระราชมารดาและพระราชบิดาแล้วทรงตัดเครื่องข้องแห่งมัจจุราช เสด็จออกผนวชแล้ว.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย แล้วตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ถึงในกาลก่อน ตถาคตก็ได้เคยละราชสมบัติผนวชแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว
จึงทรงประชุมชาดกว่า
พระราชมารดาพระราชบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ตระกูลมหาราชในบัดนี้
ยุธิฏฐิลกุมารได้มาเป็น พระอานนท์
ส่วนยุธัญชัย ก็คือ เราตถาคต นั่นเองแล.
จบอรรถกถายุธัญชัยชาดกที่ ๖
-----------------------------------------------------