บทนำ
วิธีการสอนภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่า 3P นั้นจะถูกใช้ในรายวิชาภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ในวิธีการนี้ ตัวป้อนหรือสิ่งที่จะนำมาใช้จะเป็นคำหรือวลีที่มักจะใช้กับคำหรือวลีอื่น ๆ (chunks) ต่อมาจึงกลายเป็นการสอนภาษาแบบองค์รวม ความถูกต้อง (accuracy) จะมีการเน้นมากกว่าความคล่องแคล่ว (fluency) สิ่งนี้ก็เหมือนกับวิธีการแบบนิรนัย (deductive) ในการเรียนรู้ ซึ่งครูจะอธิบายหัวข้อ (topic) ที่เป็นรายละเอียดตอนจุดเริ่มต้นของคาบ หลังจากนั้นนักเรียนจึงทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
การนำเสนอ-การฝึกหัด-การผลิต หรือ PPP คือวิธีการสอนโครงสร้าง (เช่นไวยากรณ์ หรือคำศัพท์) ในภาษาต่างประเทศ ดังที่ชื่อได้เขียนเอาไว้ PPP จะแบ่งออกเป็น 3 ประการ โดยเริ่มจากครูเป็นผู้ควบคุมในขั้นต้น ไปจนถึงนักเรียนจะมีอิสระในระดับที่มากขึ้นตามมา บางครั้งผู้แต่งบางคนอาจใช้ชื่อระบุถึงวิธีการที่เฉพาะ ที่เน้นไปที่ทักษะการออกเสียง (oral skill) แต่สามารถบรรยายแบบกว้าง ๆ ไปถึงการเปลี่ยนผ่าน โดยเริ่มจากการนำเสนอถึงการปฏิบัติที่มีการควบคุม และการผลิตภาษาแบบอิสระในตอนสุดท้าย การนำเสนอจะอยู่ในมือของครู ครูสามารถใช้ตัวบท (text), เทป หรือรูปภาพต่าง ๆ ในการทำให้ผู้เรียนได้เข้าใจสถานการณ์ ในส่วนนี้ ครูจะให้รูปภาษาที่จำเป็น จุดประสงค์คือ ทำให้นักเรียนเข้าใจบริบท (context) และทำให้เด็ก ๆ คิดเกี่ยวกับสถานการณ์หรือบริบทนั้น คุณสามารถกระตุ้นให้นักเรียนได้ความคิด หรือคำแนะนำ, การกระตุ้นให้นักเรียนพูดคุยในสิ่งที่พวกเขารู้ หรือคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ ฯลฯ สิ่งนี้ยังช่วยให้นักเรียนเริ่มจำภาษา และคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ (activate schemata--ความรู้ก่อนเรียน)
ถึงแม้ว่ากระบวนการ PPP จะเป็นแบบนิรนัย และเป็นวิธีการที่ครูเป็นผู้ควบคุมเกือบหมดในการสอนไวยากรณ์กลับได้รับคำวิพากษ์จำนวนมาก แต่ถึงกระนั้นจะมีการใช้ PPP ตลอดมา Norris and Ortega และ Spada และYasuya มีการทำการวิเคราะห์อภิมาน (meta analysis) โดยการเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างวิธีการที่ครูเป็นผ้าควบคจุมกับวิธีการที่ครูไม่มีการควบคุม ในการสอนไวยากรณ์ ผลก็คือเด็ก ๆ ชอบการสอนแบบครูคุมมากกว่า และวิธีการสอนที่มีครูควบคุมนคั้นังมีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าการสอนที่ไม่มีครูควบคุม
การสนับสนุนการสอนแบบ PPP ยังมีการเน้นโดย Anderson ที่กล่าวอ้างว่า โมเดล PPP มีประสิทธิภาพกับชั้นเรียนที่มีนักเรียนมากกว่า 30 คน และนักเรียนเป็นกลุ่มชนชาติเดียวกัน และมีเวลาเรียนต่อสัปดาห์เป็นจำนวนน้อย หากพิจารณาถตึงบริบทของชั้นเรียนของงานวิจัย และบริบทของ Anderson ที่บอกถึงความเหมาะสมของการสอนไวยากรณ์แบบมีครูควบคุม ผู้วิจัยน่าจะตั้งสมมติฐานว่าโมเดล PPP มีประโยชน์ในการสอนไวยากรณ์ให้กับผู้เรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นงานวิจัยร่วมสมัยควรจะค้นหาว่าโมเดล PPP ในฐานะตัวแปรตามมีผลอย่างไรกับการความเชี่ยวชาญในภาษาของผู้เรียน และการเรียนรู้ความสอดคล้องกันระหว่างกริยาและประธานในฐานะตัวแปรต้น
ขั้นที่ 1 ของโมเดล PPP: การนำเสนอ
สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ให้ผู้เรียนรับแต่สิ่งที่ครูพูดอย่างเดียว ครูนำเสนอภาษาใหม่ ๆ กับนักเรียน (เช่นไวยากรณ์ หรือรายการคำศัพท์ ฯลฯ) มันสำคัญที่ว่าข้อมูลต้องนำเสนอในรูปของรายละเอียดที่เพียงพอ ประเด็นหนึ่งของการนำเสนอนี้คือแนะนำความหมายของภาษาใหม่ ดังนั้นอาจเป็นนิยามที่เป็นข้อเขียน, บัตรภาพ, หรือการพูดบรรยายเกี่ยวกับความหมายของวลี หรือสำนวน (idiom) ก็ได้ ครูควรยกตัวอย่างที่แจ่มชัด เพื่อที่ว่าเด็ก ๆ จะได้เข้าใจการใช้ที่ถูกต้อง ตัวอย่างอาจเป็น บทสนทนา หรือประโยคที่เขียนบนกระดานดำ แต่นักเรียนควรจะเห็นว่าภาษาใหม่ถูกใช้อย่างไรอย่างเป็นธรรมชาติด้วย เช่นครูอาจยกภาพให้นักเรียนทั้งชั้นดู และพูดประโยคนี้
Mr. Smith is feeding the baby.
Mr. Smith Is feed Ing the baby.
Mr. Smith IS feed ING the baby.
Mr. Smith is looking at her laptop.
Mr. Smith IS look ING at her laptop. และอื่น ๆ
ครูอาจเขียนประโยคบนกระดานดำ และบางครั้งอาจอธิบายไวยากรณ์
นอกจากนี้ ครูอาจนำเสนอกฎไวยากรณ์โดยไม่ได้อ้างอิงถึงสถานการณ์ เช่น ผ่านการพรรณนา และมีตัวอย่าง หรือตารางการทดแทน
The Present Continuous
BE VERB+ING
E.g. I am reading
But: I am sitting, I am coming
ตารางการแทนที่ (A substitution table)
I am playing now
You are working at the moment
He is coming today.
She is sitting at this moment.
ประเด็นสุดท้าย ครุต้องมั่นใจว่าการนำเสนอประสบผลสำเร็จ และนักเรียนเข้าใจภาษาใหม่ ในกรณีที่ง่ายที่สุดคือการถามนักเรียนถึงความถูกต้องของตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาษาใหม่ ถึงแม้ว่าครูอาจใช้ประโยคที่ซับซ้อน แต่ก็ขึ้นกับวิจารณญาณ
ขั้นที่ 2 ของโมเดล PPP: การฝึกหัด
ขั้นนี้ ,อาจถูกเรียกว่า การฝึกหัด (drilling) ก็ได้, ถูกทำขึ้นเพื่อให้นักเรียนสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาษาใหม่ ๆ กิจกรรมการฝึกหัด เช่น การ drill, multiple-choice exercises, gap-and-cu exercises, transformation ฯลฯ ขั้นนี้อาจต้องใช้กิจกรรมที่ยาวนาน และคลอบคลุมหลาย ๆ วิธี และถ้าให้ดีที่สุดคือนักเรียนทั้งชั้น จะเป็นโอกาสที่ดีที่ขั้นตอนนี้จะใช้เวลายาวนานข้นมากกว่าทุกขั้นตอนใน PPP อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้สามารถทำให้สั้นขึ้นได้ หากภาษาใหม่เป็นภาษาที่ง่าย และเป็นที่เข้าใจกับห้อง ขั้นตอนนี้ ครูต้องกำหนดลำดับขั้นการกระทำที่ดีที่สุด โดยดูจากความต้องการของผู้เรียน
จะมีข้อคิดจำนวนหนึ่งเมื่อต้องวางแผนการผลิตเกมหรือกิจกรรม นั่นคือ
1. เด็กต้องมีส่วนร่วมทั้งชั้น
2. การตระเตรียม
3. ความปลอดภัย
4. การเกี่ยวข้องกับภาษาที่ต้องการให้สื่อสาร
5. แบบแผนการปฏิสัมพันธ์ (นักเรรียนควรคู่กับนักเรียน)
ตัวอย่างในขั้นตอนการฝึกหัด
A drill
T: Read
S1: I am reading
T: Play
S2: I am playing
A Gap-and-Cue Exercise
Tom………(play) tennis.
We…………(do) our homework.
I……………..(cook) spaghetti.
A Transformation Exercise
I drive to work every day.
Today
Mary watches TV every afternoon.
Now
ขั้นที่ 3 ของโมเดล PPP: การผลิตภาษา
ลำดับขั้นที่ 3 และเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวิธีการสอนแบบ PPP คือการผลิตภาษา ในที่นี่ นักเรียนต้องใช้ภาษาที่เคยเรียนไปแล้ว เพื่อมาสังเคราะห์ให้เป็นประโยคหรือตัวอย่างใหม่ ๆ ในการเขียน หรือ การพูด (ในกรณีเรื่องวิธีอ่านเขียนและออกเสียงภาษา (Phonics), และการสอนการอ่าน การอ่านเรื่องที่ไม่คุ้นเคย หรือตำศัพท์ที่ยาก ถือเป็นการผลิตภาษาด้วยกันทั้งสิ้น) การทดสอบเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการทดสอบนั้นต้องการการผลิตภาษาในรูปทรงที่แตกต่างไปจากเดิม
อย่างไรก็ตาม สมควรที่จะบันทึกไว้ตรงนี้ว่าการผลิตภาษานั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับผู้เรียนที่มีความรู้ระดับอ่อน หรือผู้เรียนที่มีอายุไม่มาก นักเรียนที่ไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษที่เพียงพอจะไม่สามารถสร้างภาษา หรือสังเคราะห์ภาษาใหม่ ๆ ได้ ในกรณีนี้ ขั้นผลิตภาษาจะต้องกลับมาสร้างการฝึกหัดที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งนักเรียนมีความรู้ขั้นสูงเพียงพอที่จะสร้างประโยคโดยตนเองได้
อะไรคือความแตกต่างระหว่างกิจกรรมการฝึกหัดและการผลิตภาษา?
โดยปกติแล้วกิจกรรมการฝึกหัดจะมีนคำตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว ในขณะที่กิจกรรมการผลิตภาษา จะรับได้ในหลายคำตอบ ยิ่งไปกว่านั้น ในกิจกรรมการฝึกหัดจะเน้นที่ความถูกต้อง (accuracy) หรือความสามารถในการสร้างประโยคที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว ในขณะที่กิจกรรมการผลิตภาษาจะเน้นที่ความคล่องแคล่ว (fluency) หรือความสามารถในการพูดแบบเป็นธรรมชาติ
บทสรุป
ผลจากการวิจัยพบว่า โมเดล PPP มีประสิทธิภาพในการพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นยอดในเรื่องความสอดคล้องกันระหว่างประธานและกริยา ดังนั้นข้อค้นพบปัจจุบันจึงสนับสนุนงานวิจัยก่อนหน้าที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพกับวิธีการนิรนัยและการสอนที่มีครูเป็นผู้ควบคุมในการสอนไวยากรณ์ จุดหมายของการศึกษาในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบระหว่างการสอนที่มีครูควบคุมกับการสอนที่ไม่มีครูควบคุม ดังนั้นผลการวิจัยจึงไม่ได้บอกว่าการสอนแบบใดจะดีกว่ากันระหว่างการสอน 2 แบบนั้น อย่างไรก็ตาม การสอนแบบมีครูควบคุมก็ไม่ได้ด้อยประสิทธิภาพกว่าการสอนแบบอื่น ๆ เลย
ก็อาจกล่าวได้ว่า โมเดลแบบ PPP เป็นการสอนอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ เพราะส่วนหนึ่งการสอนวิธีนี้วางแผนได้อย่างง่าย ๆ และทำให้ครูที่ไม่มีประสบการณ์สอนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอบอกไว้ตรงนี้ว่า โมเดล PPP เป็นเพียงวิธีการเดียวที่มีประสิทธิภาพ นักวิจารณ์บางคนเห็นว่าโมเดลนี้มองการเรียนภาษาเป็นความง่าย นั่นคือมองว่าการเรียนรู้ภาษาเป็นเพียงการฝึตึกหัดแบบกลไกเท่านั้น (mechanical practice) นอกจากนี้ มีหลักฐานหลายชิ้นบอกว่านักเรียนทำขั้นฝึกหัดได้ดี แต่ไม่สามารถจะนำความรู้นั้นไปผลิตภาษาใหม่ได้ และถึงแม้ว่าเขาจะทำขั้นผลิตภาษาได้ดี แต่ก็ไม่สามารถถ่ายโอนสิ่งนั้นไปข้างนอกห้องเรียนได้
แปลและเรียบเรียงจาก
Usage of Presentation-Practice-Production Method in Teaching English