ผมย้ายการรับราชการจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มาสังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี ๒๕๑๖   โดยมี ศ. นพ. เกษม ลิ่มวงศ์ ศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  และมีพื้นเพเป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นคณบดีผู้ก่อตั้ง    ตอนนั้นรับนักศึกษารุ่นแรกแล้ว    เรียนอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์    สำนักงานชั่วคราวของคณะแพทยศาสตร์อยู่ที่กรุงเทพ    ที่อาคารเดิมของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลในขณะนั้น ที่ตั้งอยู่ริมถนนศรีอยุธยา เยื้องกับตึกทบวงมหาวิทยาลัย ที่ขณะนี้เป็นกระทรวง อว.   อาคารดังกล่าวรื้อไปแล้ว    พื้นที่ดังกล่าวขณะนี้เป็นคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล   

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งตอนปลายปี ๒๕๑๖ ผมไปนั่งทำงานที่สำนักงานชั่วคราวนั้น   ได้ยินเสียงระเบิดอยู่ใกล้ๆ  เจ้าหน้าที่ซึ่งจำได้ว่าคือคุณสุนทร นาคประดิษฐ์ บอกว่าเสียงระเบิดนั้นเป็นเรื่องธรรมดา   เพราะตอนนั้นขบวนการนิสิตนักศึกษากำลังเบ่งบาน    มีการเรียกร้อง และแสดงออกซึ่งความไม่พอใจอยู่บ่อยๆ   

ผมย้ายครอบครัวมาทำงานที่หาดใหญ่ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๗   เป็นข้าราชการของคณะแพทยศาสตร์คนแรกที่ย้ายลงมา    ต้องมาจัดตั้งสำนักงาน โดยได้รับสถานที่ชั่วคราวที่ชั้นล่างของสำนักงานอธิการบดีในขณะนั้น ที่อยู่ติดกับตึกฟักทอง   และต่อมาต้องการขยายพื้นที่ เพื่อก่อตั้งภาควิชาพยาธิวิทยาด้วย   จึงได้สถานที่ชั่วคราวที่ส่วนหนึ่งของชั้นล่างของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านทิศตะวันออก   และใช้สถานที่นั้นเป็นเวลาหลายปี   จนอาคารบริหาร ๖ ชั้นของคณะแพทยศาสตร์สร้างเสร็จ จึงย้ายมา เข้าใจว่าราวๆ ปี ๒๕๒๓ (ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่)   

เมื่อภาควิชาพยาธิวิทยา (สมัยนั้นเรียกว่าภาควิชา ไม่ใช่สาขาวิชา อย่างในปัจจุบัน) ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ มี ผศ. นพ. ชิต ภูเก้าล้วน เป็นหัวหน้าภาควิชา   ผมขอย้ายจากภาควิชาอายุรศาสตร์ มาสังกัดสาขาพยาธิวิทยาคลินิค (ชื่อในขณะนั้น) เพื่อลดภาระงานดูแลผู้ป่วย   หันมาเน้นงานวิจัย และงานบริหารที่ตอนนั้นผมทำหน้าที่รองอธิการบดีอยู่จนลาออกในปี ๒๕๒๑   ผมได้ชักชวน ผศ. พญ. มาลิดา พรพัฒน์กุล มาเป็นหัวหน้าสาขาพยาธิวิทยาคลินิก   โดย อ. หมอชิตเองทำหน้าที่หัวหน้าสาขาพยาธิวิทยากายวิภาคด้วย   

จะเห็นว่า ภาควิชาวิชาพยาธิวิทยา ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ใช้รูปแบบที่เลียนมาจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีในขณะนั้น    คือบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมทั้งคลังเลือด อยู่ในการบริหารของสาขาวิชาพยาธิวิทยาคลินิคทั้งหมด   รวมทั้งยังรับผิดชอบด้านนิติเวชศาสตร์ด้วย   ภาควิชาพยาธิวิทยาจึงใหญ่มาก   ตอนออกแบบอาคารโรงพยาบาลอาคารแรกภาควิชาจึงได้พื้นที่ด้านทิศใต้ของอาคารทั้ง ๔ ชั้น   ซึ่งนับว่าใหญ่โตกว้างขวางมาก   

กว่าโรงพยาบาลสงขลานครินทร์จะสร้างเสร็จและเปิดทำการ ๑๐๐ เตียงแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๕  บุคลากรของหน่วยพยาธิวิทยาคลินิคไม่มีงานทำอยู่หลายปี    ผมจึงได้โอกาสชวนออกไปตรวจสุขภาพนักเรียน  เจาะเลือดมาตรวจหาอุบัติการณ์ของภาวะเลือดจาง    และวิจัยอุบัติการณ์ของฮีโมโกลบิน อี, โรคธาลัสซีเมีย และ G6PD deficiency   รวมทั้งศึกษาชนิดของ ภาวะพร่องเอ็นซัยม์ จี-๖-พีดี ในภาคใต้ด้วย  ได้ผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการหลายเรื่อง   

หากจำไม่ผิด ก่อนผมไปรับหน้าที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔   ผมทำหน้าที่หัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา    ได้วางโครงสร้างการบริหาร   ในหลายด้าน เช่น การมีบุคลากรสายสนับสนุนระดับปริญญาตรีในทุกส่วนงานย่อย    การมีระบบข้อมูล ที่ตอนนั้นเริ่มมีคอมพิวเตอร์ ได้ชวนคุณพิณทิพย์ วัฒนสุขชัย ที่เพิ่งจบปริญญาตรีคณิตศาสตร์ที่ มอ. มาทำหน้าที่พัฒนาระบบข้อมูล    เป็นต้น

สิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจคือการทำตัวเป็นตัวอย่างด้านความซื่อสัตย์ ไม่แสวงประโยชน์ส่วนตนจากการมีอำนาจบริหาร  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  จากการซื้อครุภัณฑ์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ    ซึ่งในสมัยนั้นกฎระเบียบยังไม่เคร่งครัด   เราใช้วิธีตกลงราคากับผู้ขายเฉพาะรายได้  โดยในวันหนึ่งผมได้รับจดหมายส่งเช็คเงินสดในนามผมเป็นผู้รับ หากจำไม่ผิดเป็นเงินราวๆ ๑๕,๐๐๐ บาท จากบริษัทแห่งหนึ่ง   โดยที่ในขณะนั้นเงินเดือนของผมน่าจะอยู่ที่สามพันกว่าบาท    ผมรีบโทรศัพท์ไปหาคุณอมร วีระไวทยะ ผู้จัดการบริษัทถามว่าส่งเงินไปให้ผมเป็นค่าอะไร    ได้รับคำตอบว่าเป็นการให้ตามธรรมเนียมของการตอบแทนผู้บริหารที่ซื้อของ เป็นเงินร้อยละ ๑๕ ของสินค้าที่ซื้อ  ผมขอให้คุณอมรลดราคาให้ทางราชการ  ท่านตอบว่าลดไม่ได้ เพราะจะผิดมาตรฐานราคา    ท่านบอกว่าในหน่วยราชการ ... ท่านต้องจ่ายถึงร้อยละ ๓๐  ในที่สุดผมขอส่งเช็คคืน โดยขอให้บริษัทบริจาคครุภัณฑ์ในห้องปฏิบัติการแก่ภาควิชาตามที่ผมระบุในราคาตามจำนวนเงินในเช็ค  เมื่อได้ของมาผมบอกเจ้าหน้าที่ให้ลงทะเบียนครุภัณฑ์ของภาควิชา โดยระบุว่าได้มาจากการบริจาค 

ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า  ในการทำงานนั้น เราอยู่กันเป็นคล้ายคนในครอบครัวเดียวกัน นอกจากทำงานก็มีการเรียนรู้ไปด้วยกัน  คนที่เป็นผู้ใหญ่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง (role model) หลากหลายด้านให้แก่เพื่อนร่วมงานรุ่นน้อง    เพื่อชีวิตที่ดี มีทั้งความสามารถและจิตใจที่บริสุทธิ์งดงาม   

อาจารย์หมอมาลิดา พรพัฒน์กุลกับผมสลับกันเป็นหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา    คือเมื่อผมไปทำหน้าที่คณบดี ปี ๒๕๒๔ - ๒๕๒๖ ท่านทำหน้าที่หัวหน้าภาควิชาที่เหนื่อยมาก เพราะต้องจัดระบบบริการห้องปฏิบัติการแก่โรงพยาบาลที่เพิ่งเปิด    เมื่อผมพ้นหน้าที่คณบดีเพราะลาออก   ท่านก็ขอให้ผมมาทำหน้าที่หัวหน้าภาควิชาอีก   จนปี ๒๔๒๖ - ๒๕๓๒ ผมกลับไปเป็นคณบดีอีก   ท่านก็เป็นหัวหน้าภาควิชาอีก จนภายหลัง ศ. นพ. นิธิ จงจิตรนันท์,  ศ. นพ. วิญญู มิตรานันท์   และ ผศ. พญ. สินีนาฏ กาลเนาวกุล รับหน้าที่ต่อ   ที่น่ายินดีคือ อาจารย์หมอมาลิดา ทำงานที่ภาควิชาพยาธิวิทยา จนเกษียณอายุ จึงกลับไปอยู่บ้านที่กรุงเทพ   และได้รับเชิญไปสอนที่โรงเรียนแพทย์แห่งใหม่      

สิ่งที่ผมภูมิใจอีกอย่างหนึ่งคือ การเตรียมคนมาเป็นผู้นำของภาควิชา   นอกจากการชักชวน อ. หมอมาลิดา มาจากสาขาพยาธิวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลแล้ว   ก่อนหน้านั้น ผมตระหนักว่าพยาธิวิทยา และพยาธิวิทยาคลินิค เป็นสาขาที่หาคนยาก  จึงประกาศรับแพทย์จบใหม่ เข้าฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางสองสาขานี้   โดยเข้าอบรมได้ทันทีที่ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี    ที่ ศ. นพ. ณัฐ ภมรประวัติ เป็นหัวหน้าภาควิชา และเป็นผู้มีส่วนสนับสนุนการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อยู่ด้วย   เราจึงได้ ศ. นพ. นิธิ จงจิตรนันท์ กับ ผศ. พญ. สินีนาฏ กาลเนาวกุล (นามสกุลหลังแต่งงาน) มาเป็นอาจารย์แพทย์รุ่นแรกๆ   

ในช่วงที่ผมทำงานที่ มอ. ผมทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยพันธุศาสตร์อยู่ตลอด    ได้พยายามชักชวนลูกศิษย์มาเป็นนักพันธุศาสตร์ เพราะเป็นสาขาที่ไม่เอื้อต่อการหารายได้เสริม  ในที่สุดได้ ศ. ดร. นพ. พรพรต ลิ้มประเสริฐ มาอยู่ด้วย และเน้นการวิจัย Fragile X ที่ยังเป็นเรื่องใหม่ของโรคปัญญาอ่อนจากพันธุกรรมในขณะนั้น   ผมมีความสุขมากที่ได้เห็นอาจรย์หมอพรพรตเจริญก้าวหน้าด้านวิชาการ และเป็นกำลังหลักด้านการวิจัยและพัฒนาด้านจีโนมิกส์ของ มอ. ในขณะนี้    และชื่นใจที่หน่วยพันธุศาสตร์ในช่วงหลังมีอาจารย์แพทย์คับคั่ง   

สาขาพยาธิวิทยาคลินิก มีอาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่เรียนจบมาทางด้านเทคนิคการแพทย์จำนวนมาก   หลังจากผมจากมาแล้ว  ก็ได้เกิดคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ขึ้น  เข้าใจว่าน่าจะมีบุคลากรของสาขาพยาธิวิทยาคลินิกไปทำประโยชน์แก่คณะใหม่นี้ด้วย       

การได้มีโอกาสย้ายมาทำงานที่ภาควิชาพยาธิวิทยา  เปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้ และริเริ่มงานหลากหลายด้าน ทั้งในระดับภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัย    เป็นพื้นฐานให้ผมได้ทำงานบริหาร   และงานระบบอุดมศึกษา    ช่วยให้ผมยังคงทำประโยชน์แก่สังคมได้ แม้วัยจะล่วงเลยย่างเข้า ๘๓ ปีแล้ว   นับว่าภาควิชาพยาธิวิทยามีบุญคุณต่อชีวิตของผมเป็นอย่างยิ่ง    ขอแสดงความรู้คุณไว้ ณ โอกาสนี้

ขออภัยที่ใช้คำว่า “ภาควิชา” และ “สาขาวิชา” ตามความเคยชินแบบเดิมตอนที่ผมยังทำงานอยู่      

วิจารณ์ พานิช

๑๕ มกราคม ๒๕๖๘