วันที่ ๘ - ๙ มกราคม ๒๕๖๘  ผมร่วมไปจังหวัดสุรินทร์ กับทีมสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส.   ในกิจกรรม เยี่ยมพบเครือข่ายสุขภาพ เพื่อการยกระดับสุขภาวะของประชาชน โครงการ Community – Engaged Medical Education (CEME) นำโดยท่านคณบดี รศ. นพ. สุธรรม ปิ่นเจริญ    โดยท่านอธิการบดี รศ. ดร. อนันต์ ทองระอา  และ รศ ดร.ยุพาพร รักสกุลพิวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและประกันคุณภาพ ไปร่วมด้วย  

ได้ไปเปิดหูเปิดตาว่าต่างจังหวัดของประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าน่าอยู่กว่าสมัยก่อนอย่างมากมาย   ได้เรียนรู้ว่าจังหวัดสุรินทร์ถือเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่มีวัฒนธรรมช้าง ที่คู่วัฒนธรรมชนเผ่าโบราณคือ กูย   ทำให้รัฐบาลพัฒนาถนนกว้างขวางในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา    ทางสำนักวิชาแพทยศาสตร์จัดให้ผมนั่งรถเก๋ง โดยมี อ. ดร. สนอง สุขแสวง อาจารย์สาขาเทคนิคการแพทย์ สังกัดสาขาพยาธิวิทยา นั่งเป็นเพื่อนตลอดเวลา ๒ วันที่ไปเยี่ยมโรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์    ท่านบอกว่าท่านเป็นชนเผ่ากูย และเล่าเรื่องชนเผ่านี้อย่างละเอียดพิสดาร  ที่เมื่อกลับมาค้น ก็พบ (๑)     

ได้รับทราบ (ไม่ได้ไปเห็น) ว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างโรงพยาบาลสุรินทร์  โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ใหญ่โตกว้างขวาง    มีแพทย์เฉพาะทางครบทุกสาขา    และมีระบบ Family Medicine ที่ก้าวหน้า   แม้โรงพยาบาลชุมชนขนาด M2 คือ ๑๒๐ เตียง อย่างโรงพยาบาลท่าตูม  และโรงพยาบาลรัตนบุรี ที่เราไปเยี่ยมในวันที่ ๘ ก็มีความกว้างขวาง มีบริการครบครัน    มีระบบ Telemedicine ที่รับปรึกษาจาก รพสต., หรือจากบ้านของผู้ป่วยโดยผู้   ป่วยไม่ต้องมาโรงพยาบาล    โรงพยาบาลท่าตูมมีหอผู้ป่วยจิตเวช เรียกว่า มินิธัญญารักษ์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดยาเสพติดหรือเหล้า   และมีอาการคุ้มคลั่งในบางครั้ง   

ได้พบปะคนดีและเก่งในวงการแพทย์ต่างจังหวัด    ที่มีจิตใจเพื่อสังคม   รวมทั้งเห็นความก้าวหน้าเชิงระบบด้านสาธารณสุข    ที่เน้นสุขภาพปฐมภูมิ  สุขภาพชุมชน   ที่ชาวบ้านและชุมชนร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค   รวมทั้งวัด, อปท., สาธารณสุขอำเภอ, ฝ่ายปกครอง ก็เข้ามาเป็นเครือข่ายสนับสนุน   น่าชื่นชมมาก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสามารถด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายของผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั้งสอง ที่เป็นหมอผู้หญิง 

เราไปเห็นบทบาทของวัดและพระ   ที่ อ. ท่าตูม เราไปที่วัดปทุมทอง ที่มีทั้งชมรมผู้สูงอายุ ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ และกำลังจะเปิดสถานชีวาภิบาล ที่มี ๒ เตียง  ดำเนินการโดยพระคิลานุปัฏฐาก เป็นกำลังหลัก    วัดนี้ ท่านเจ้าอาวาสเข้มแข็งมาก     

ตอนเย็นเราไปเยี่ยมชมพื้นที่เยี่ยมชม ศส. มช. (ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน) บ้านผือใหญ่ หมู่ที่ ๑๔  ต. รัตนบุรี  อ. รัตนบุรี   รับฟังกิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ    ที่มีอดีตผู้ใหญ่บ้าน ชื่อนายสำราญ มีศรี เล่าว่าตนเป็นเบาหวาน   เมื่อปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ เบาหวานหายไม่ต้องกินยามา ๖ ปีแล้ว   มีการพูดกันว่า ที่นี่เป็นชุมชนลดเค็ม ลดหวาน   ผู้สูงอายุรวมตัวกันปลูกผักในพื้นที่สาธารณะริมบึง    มีผลดีต่อสุขภาพ และมีรายได้ด้วย    ในที่ประชุมมีหมอโรคไตให้คำคมให้จำว่า “หวาน มัน เค็ม อร่อยปาก ลำบากไต”   ถ้อยคำหนุนการเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเช่นนี้ น่าจะช่วยการสร้างเสริมสุขภาพของชาวบ้านได้มาก   

กิจกรรมของชุมรมผู้สูงอายุ และศส. มช. บ้านผือใหญ่  หนุนโดยเจ้าประคุณ พระครูรัตนธรรมาภิมณฑ์  เจ้าอาวาสวัดสว่างบ้านผือ  ที่กรุณามาร่วมกิจกรรมในวันนี้ด้วย    ทั้งท่านพระครู และชาวบ้านแสดงความพึงพอใจที่มีนักศึกษาแพทย์มาลงชุมชน เพื่อเรียนรู้และทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาสุขภาพของคนในชุมชน                 

กลับมาค้นที่บ้าน พบรายงานวิจัยของท่าน ผอ. รพ. รัตนบุรี ที่ (๒)  

ตอนเย็น เราไปที่ร้านอาหาร ทั้งกินทั้งรับฟังเรื่องราวของการผลิตแพทย์โดยโรงพยาบาลศูนย์ในต่างจังหวัด ตั้งแต่สมัย ๔๐ ปีก่อน คือโครงการ MESRAP   ที่จุฬาฯ ทำร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข  เป็นรูปแบบสู่โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทในปัจจุบัน    คุยกันจนเกือบสามทุ่ม   มีทั้งทีมสุรินทร์และทีมบุรีรัมย์มาร่วม 

วิจารณ์ พานิช          

 ๑๒ ม.ค. ๖๘ 

 

1 บรรยากาศการประชุมที่ รพ. ท่าตูม

2 ทีม มทส.

3 ทีมสุรินทร์

4 เยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ วัดปทุมทอง  อ. ท่าตูม

5 ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ วัดปทุมทอง

6 ท่านเจ้าอาวาสวัดปทุมทองคุยกับท่านอธิการบดี มทส.

7 ภายในสถานชีวาภิบาล วัดปทุมทอง

8 ในห้องประชุม รพ. รัตนบุรี

 

9 ห้องครวจ แผนกผู้ป่วยนอก รพ. รัตนบุรี มี Telemedicine

10 มีคลินิกส่งเสริมการมีบุตร

11 ที่ศูนย์สาธารณสุขชุมชนบ้านผือใหญ่

12 ชาวบ้านที่มาให้ข้อมูล ที่บ้านผือ

13 แปลงผักชุมชน

14