วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๗ ช่วงเช้าผมไปร่วมประชุมกลุ่มสามพราน เรื่องความท้าทายกับก้าวต่อไป ของแพทย์ชนบทกับการพัฒนาระบบสุขภาพไทย ที่สืบเนื่องจากการที่ขบวนการแพทย์ชนบทของไทยได้รับรางวัลแม็กไซไซ ประจำปี ๒๕๖๗ เพิ่งไปรับรางวัลเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ โดยมีวิดีทัศน์พิธีรับรางวัลที่ (๑) นพ. วิชัย โชควิวัฒน ผู้อาวุโสที่สุดในทีมไปรับรางวัล บอกที่ประชุมว่า คณะกรรมการรางวัลฯ มอบรางวัลโดยเน้นขบวนการที่นำสู่ระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) ของไทย ที่เป็นตัวอย่างแก่ประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางทั่วโลก
สาระของการอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในที่ประชุมสอนผมมาก ว่าในเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งนั้น การดำเนินการแบบ reductionist มาอ้างว่าเป็นผลงานเฉพาะของบางกลุ่มนั้น ย่อมมีคนเห็นต่างได้เสมอ และในหลายกรณี การมีตัวตนที่เด่น นำสู่สภาพของความแตกแยก โชคดีที่ในการประชุมนี้ มีการเชิญตัวแทนของพันธมิตรมาร่วมประชุมอย่างกว้างขวาง และพันธมิตรก็แสดงข้อคิดเห็นอย่างเปิดใจและจริงใจ ช่วยเตือนสติของกลุ่มแพทย์ชนบทได้ดีมาก
ผมได้เรียนรู้ว่าพัฒนาการของขบวนการแพทย์ชนบท ที่ควบคู่กับพัฒนาการของระบบสุขภาพไทยนั้น อาจแบ่งได้เป็น ๓ ยุค นำสู่ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ ๔ คือ ยุคที่ ๑ ยุคของความขาดแคลน ยุคที่ ๒ ยุคสร้างระบบ ยุคที่ ๓ ทำหน้าที่ watch dog จัดการความทุจริต และกำลังอยู่ในยุคที่ ๔ ยุคแห่งความซับซ้อน เน้นบทบาทของกลไกในพื้นที่ ใช้พลังของการเรียนรู้และปรับตัวจากประสบการณ์ในทุกระดับของระบบ
ความสำเร็จของระบบสุขภาพไทย เกิดจากขบวนการแพทย์ชนบทและภาคีส่วนใหญ่เป็นคนในระบบราชการนั่นเอง ทำหน้าที่เรียนรู้และพัฒนาอย่างอิสระและสร้างสรรค์โดยใช้กลไกนอกระบบ เชื่อมโยงกับกลไกในระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม คือทั้งร่วมมือและขัดแย้ง จนทำให้มี รมต. สาธารณสุขท่านหนึ่งบอกว่า มาเป็น รมต. กระทรวงนี้ ต้อง “กินเจ” ชั่วคราว และเข้าใจว่า รมต. ท่านต่อๆ มาจนปัจจุบันคงจะยึดหลักการดังกล่าวเรื่อยมา
ชัดเจนว่า ความสำเร็จของวิวัฒนาการระบบสุขภาพไทย จนเกิดระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมานั้น ไม่ใช่ผลงานของชมรมแพทย์ชนบทเท่านั้น มีภาคีที่หลากหลายและซับซ้อนมากมีส่วนร่วม รวมทั้งกลไกที่เป็นทางการภายในกระทรวงสาธารณสุขเอง ที่ผมตีความว่า การก่อเกิดระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยนั้น เป็นผลงานของคนไทยทั้งประเทศ โดยเหมาะสมแล้ว ที่ขบวนการแพทย์ชนบทได้รับเลือกเป็นผู้แทนสังคมไทยไปรับรางวัล
ภาคีที่ผมรวบรวมชื่อได้จากการประชุมได้แก่ กลุ่มศึกษาปัญหายา (สำลี ใจดี) มูลนิธิเภสัชศาสตร์เพื่อสังคม เครือข่ายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชมรมเภสัชชนบท แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว มูลนิธิพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน ชมรมพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฯลฯ ที่ผมตระหนักว่า ยังมีภาคีอื่นๆ อีกมาก
สาระที่มีผู้กล่าวต่อที่ประชุม ช่วยให้ผมเห็นความซับซ้อน การต่อสู้ และความร่วมมือ ที่ในที่สุดก่อผลในทางสร้างสรรค์มากกว่าการทำลาย ดังเช่นที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่งก่อตั้งชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนขึ้นมาคานอำนาจชมรมแพทย์ชนบท ที่ผลคือทั้งสองชมรมกลายเป็นแนวร่วมกันทำงานเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง
ที่จริง เป้าหมายของการประชุมวันนี้ เพื่อร่วมกันคิดไปข้างหน้า ว่าขบวนการพัฒนาระบบสุขภาพไทยจะต้องมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ และกลยุทธดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นอย่างไร เห็นพ้องกันว่า ต้องหนุนให้เกิดตัวคนและกลไกที่นำโดยคนรุ่นใหม่ เข้ามารับช่วงต่อ
ผมแนะนำหนังสือเชิงประวัติศาสตร์ของการพัฒนาระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้าของไทยไว้ที่ (๒) และเขียนเรื่องปมเขื่องไว้ที่ (๓)
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ธ.ค. ๖๗
ในสมัยก่อน คนมองแพทย์ชนบทค่อนข้างดี
ปัจจุบัน คนอาจมองแตกต่างกันไปค่ะ