กสศ. จัดเวทีการจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) “School Zero Dropout” ระหว่างวันที่ 13 - 15 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร   

วันที่ ๑๓ ผมไปเข้าร่วมตอนบ่าย   ฟังการอภิปรายกลุ่มแล้วเกิดความคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่โรงเรียนพัฒนาตนเอง    แต่เป็นการพัฒนาของนักเรียน   

หลังจากนั้น เป็นกิจกรรม World Café ใน ๓ หัวข้อคือ  (๑) การบูรณาการการทำงานในพื้นที่เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา  (๒) การสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้สู่การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น  (๓) แนวทางดูแลช่วยเหลือและป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา     ที่แต่ละกลุ่มร่วมกันคิดรายละเอียดได้อย่างสร้างสรรค์มาก   

รายการสุดท้ายของวัน เป็นปาฐกถาพิเศษของผมเรื่อง ความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและระบบนิเวศทางการเรียนรู้ สู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กและเยาวชน ที่ชมได้ที่ (๑)  

วันที่ ๑๔ ผมไปร่วมตลอดวัน   เริ่มจากไปกินอาหารเช้าที่โรงแรม เพื่อหาโอกาสคุยกับครูที่มาร่วมประชุม   ได้คุยกับ ผอ. โรงเรียน ๒ ท่านคือ ผอ. ณัฐวดี มัชฌันติกะ โรงเรียนบ้านหินกอง สพป. สระแก้ว เขต ๑   และ ศน. สุกัญญา สุวรรณทาน สพป. สระแก้ว เขต ๑   ได้เรียนรู้ว่าความท้าทายของโรงเรียนไม่ได้มีเฉพาะที่ตัวเด็ก ยังมีพฤติกรรมแปลกๆ ของผู้ปกครอง ที่เป็นโทษต่อพัฒนาการของตัวนักเรียน   เป็นโอกาสที่ทีมงานของโรงเรียนจะได้ฝึกความริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่บ้านของนักเรียนบางคน     

เราคุยกันเรื่อง ป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง   ที่ผมบอกว่า ไม่เป็นกระบวนทัศน์ที่ inclusive    เพราะอาจทอดทิ้งเด็กเรียนเก่ง ไม่ได้หนุนให้เขาเรียนไปโลดบรรลุผลลัพธ์ที่เด่น เติบโตไปเป็นกำลังสร้างสรรค์สังคมด้านวิชาชีพหรือวิชาการ    

เราคุยกันเรื่องท่าทีของความสัมพันธ์แนวราบระหว่างกัน ที่เป็นพลังให้เกิดการเรียนรู้    ผมถาม ผอ. และ ศน. ว่า การบริหารระบบการศึกษาของประเทศควรใช้การประชุมแบบที่ กสศ. จัดนี้ไหม    ท่านเห็นด้วย แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่หน่วยงานต้นสังกัดจะจัดการประชุมแนวราบแบบนี้    เพราะระบบราชการสมาทานวัฒนธรรมแนวดิ่ง ควบคุมและสั่งการ   

วันนี้ผมไปเข้าร่วมห้องย่อย ๒ (มี ๓ ห้อง) นวัตกรรมการเรียนรู้ สู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น  จัดโดย มรภ. ภูเก็ต และมูลนิธิสยามกัมมาจล    ได้รู้จักวิธีจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้โครงงานเป็นฐานสำหรับห้องเรียนคละชั้น บริบทชุมชนท้องถิ่น (VASK-PBL) ๑๐ ขั้นตอน   ที่มีรายละเอียดการเรียนรู้ของนักเรียนมาก  สรุปโดยย่อ ดังนี้   

 

ผมคุยกับ ผศ. ดร. ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ คณบดีคณะครุศาสตร์ มรภ. ภูเก็ต หัวหน้าโครงการวิจัยที่พัฒนาโมเดลการเรียนรู้นี้  ได้ความว่าผลงานวิจัยนี้กำลังอยู่ระหว่างตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ     ผมมีความเห็นว่าผลลัพธ์ของการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนแต่ละรุ่น จากการประยุกต์ใช้เครื่องมือนี้ น่าจะนำสู่การตีพิมพ์ผลงานวิชาการได้  ว่าหนุนการเรียนรู้ในนักเรียนต่างคนอย่างไรบ้าง    โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่ความสามารถของครูในการตั้งคำถามหนุนให้เด็กสะท้อนคิดหาหลักการเชิงนามธรรม 

ตอนบ่ายเป็นเรื่อง Workshop ๑ โรงเรียน  ๓ รูปแบบ  นวัตกรรมการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น    ที่ฟังแล้วผมสรุปว่า เป็นเรื่องเดียวกันกับ TSQM นั่นเอง   แต่มีความยืดหยุ่นต่อนักเรียนที่มีความยากลำบากในชีวิตมากขึ้น    ให้เขาได้เรียนทั้งแบบในระบบ  นอกระบบ และตามอัธยาศัย    คือยึดผู้เรียนเป็นฐานมากยิ่งขึ้น   

วันที่ ๑๕  แยกเป็น ๗ กลุ่ม   กิจกรรมกลุ่ม แลกเปลี่ยนโจทย์การขับเคลื่อน ประเด็นความสำเร็จ ความท้าทาย การทำงาน และความต้องการในการสนับสนุนและหนุนเสริมการขับเคลื่อนโครงการ TSQM เพื่อการร่วมขับเคลื่อน School Zero Dropout    แล้วนำเสนอผลงานของแต่ละกลุ่ม    เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นกระบวนการสะท้อนคิดร่วมกันในกลุ่ม  และนำเสนออย่างตรงไปตรงมา   ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ระบบใหญ่ของการศึกษาเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้อื่น ไม่ใช่ของนักเรียน   แต่สมาชิกของการประชุมนี้มุ่งทำเพื่อนักเรียน     

ประโยชน์ที่ผมได้รับจากการไปร่วมอย่างตั้งอกตั้งใจ   เป็นทั้งจาก KM อย่างเป็นทางการ   และจาก KM นอกแบบ คือจากการคุยกัน ตั้งคำถามและเย้าแหย่กัน   ช่วยให้ Tacit Knowledge ที่อยู่ลึกๆ ของคนในวงการศึกษาโผล่ออกมาเอง   ช่วยให้ผมได้เข้าใจสถานการณ์ลึกๆ ของวงการศึกษาไทย 

สถานการณ์อย่างหนึ่งคือความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในระบบการศึกษา   ที่ผมตีความว่าเป็นความสัมพันธ์แนวดิ่งเป็นหลัก    ไม่เข้าใจ ไม่เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์แนวราบ ว่าก่อผลต่อการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง ที่เรียกว่า mastery learning อย่างไร   

ผมได้เข้าใจ หรือรู้ความจริงว่า ในปัจจุบันยังมีนักเรียนชั้น ม. ๑ ที่อ่านออก แต่ไม่เข้าใจความหมาย   ซึ่งในความหมายลึกๆ อ่านไม่ออก   ปรากฏการณ์นี้น่าจะบอกความจริงแก่ผู้ใหญ่ในระบบการศึกษา สำหรับใช้แก้ปัญหาของระบบการศึกษาของเรา   โดยผมตีความว่าเกิดจากการสอนแบบบอกสอนให้เด็กจำไว้ตอบข้อสอบ (passive learning)   ไม่เป็นการเรียนรู้ที่นำสู่ปัญญาอย่างแท้จริง    ไม่เป็นการเรียนรู้แบบ active learning ที่นักเรียนฝึกสร้างความหมายของกิจกรรมต่างๆ ที่ตนประสบ    ที่เรียกว่า reflective learning   

KM ที่มีพลังคือกระบวนการที่สมาชิกสะท้อนคิดอย่างอิสระ จากประสบการณ์ ออกสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่กันและกัน    โดยมี “คุณอำนวย” (facilitator) ช่วยตั้งคำถาม ให้สะท้อนคิดได้ลึกและเชื่อมโยงกับสภาพจริงในสังคม    เน้นความรู้จากการปฏิบัติ มากกว่าความรู้เชิงทฤษฎี   

คำหลักของเวทีจัดการความรู้ ๒ ๑/๒ วันนี้คือ Zero Dropout   ที่เมื่อผมเข้าร่วม ๒ วันเต็มแล้ว    ผมตีความว่า จะไม่มีนักเรียนหลุดจากการศึกษา หากระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น รองรับความต้องการของนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งในสภาพสังคม  และในเป้าหมายชีวิต  ระบบการศึกษาในพื้นที่ต้องทำงานร่วมกันหลายฝ่าย ร่วมมือกันออกไปนอกระบบการศึกษาที่มีสายบังคับบัญชาแนวดิ่ง เป็นไซโล    ต้องสร้าง “ระบบการศึกษาในพื้นที่” ขึ้นใหม่   ผมฟังคำอธิบายเรื่องระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นตอนบ่ายวันที่ ๑๔ แล้ว    เห็นชัดเจนว่า พรบ. การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ เอื้อให้เกิดความยืดหยุ่นอยู่แล้ว   แต่การบริหารการศึกษาในช่วงกว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมาเป็นตัวการสร้างความแข็งตัวของระบบ เพื่อความสะดวกของตนเอง    ทำให้ผู้เรียนไม่ได้รับความยืดหยุ่น

บัดนี้ ด้วยนโยบายของรัฐบาล หรือพรรคการเมือง   จึงมีการตีความ พรบ. การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ ใหม่   ชี้ให้เห็นว่าได้ชี้ทางการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นไว้นานแล้ว   

  การประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิต พัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ครั้งที่ 4/2567 วันอังคารที่ 24 ธันวาคม 2567   รายงานสรุปผลการจัด เวทีการจัดการความรู้เพื่อการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) “School Zero Dropout”  ดังนี้

  สรุปข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ 

1) ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ดี คือ สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึง ชักจูงให้เด็กมีค่านิยมที่ดี เพื่อพัฒนาให้เป็นทั้งคนที่เก่งและมีจิตใจดี 

2) การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องบูรณาการหลักด้านการศึกษาสมัยใหม่ (V-A-S-K) ไปพร้อม ๆ กัน จัดการศึกษา หลากหลายรูปแบบ โดยหัวใจสำคัญที่สุด คือ การเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงมือทำ เพื่อให้ได้ กระบวนการคิด วิธีการตกผลึก และการเรียนรู้จากประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด 

 3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้าง V-A-S-K ให้กับตนเอง ผ่านการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) การมีส่วนร่วม ในการออกแบบการเรียนรู้ของตนเอง การสะท้อนคิดและตั้งคำถามเพื่อค้นหาคำตอบหลากหลายทาง เป็นวงจรของการสร้างปัญญาให้กับตนเอง เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง หัวใจที่สำคัญให้เด็กมีการสำรวจ ชุมชน เด็กจะเห็นปัญหาของชุมชน ร่วมออกแบบ และแก้ไขปัญหา โดยการลงมือทำ เป็นการเรียนรู้ได้ ทุกวิชา ทุกกลุ่มสาระ อีกทั้งมีจิตสาธารณะ 

4) ครูไม่ใช่ “ผู้รู้” แต่เป็นผู้เรียนรู้ร่วมกับทุกคน ไม่เน้นถ่ายทอดความรู้ แต่เน้นทำหน้าที่ออกแบบ (Designer) ผู้อำนวยการ (Facilitator) และเป็นโค้ช (Coach) ให้กับเด็กได้ปฏิบัติ สะท้อนคิด หลักการ ด้วยตนเอง เป็นการหนุนให้เด็กสร้างความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา และเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เรียกว่า Transformative Learning หมายความว่าในการตั้งคำถามเพื่อสะท้อนคิดนั้น ควรสะท้อนคิดในหลายรูปแบบ ตรงกับสิ่งที่ตนเองเชื่อหรือไม่ “ชีวิตของการเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนใจ” อย่างมีหลักการ 

5) โรงเรียนในยุคปัจจุบัน ต้องเป็นแหล่งหนุนการเรียนรู้ของนักเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง กรรมการ สถานศึกษา ชุมชน และที่สำคัญ คือ ระบบการศึกษาไทย 

6) โรงเรียนยุคใหม่เป็นโรงเรียนสร้างอนาคตของนักเรียน และครู เป็นโรงเรียนที่เชื่อมกับชีวิตจริง เป็นโรงเรียนที่นำไปสู่การสร้างสุขภาวะของทุกคน ต้องเป็นกลไกของความสัมพันธ์แบบล่างขึ้นบน (Bottom-Up) และแบบบนลงล่าง (Top-Down) เชื่อมโยงคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ และเป็นแหล่ง เชื่อมโยงความรู้ภาคทฤษฎีและการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่มีความแตกต่าง หลากหลาย 

7) นอกจากการเรียนรู้ในโรงเรียนที่เด็กและครูได้เรียนรู้แล้ว การสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านชุมชน ตามพื้นที่บริบทของเด็กจากสถานการณ์จริง เป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้ปกครอง และชุมชนได้เรียนรู้ไป พร้อม ๆ กันด้วย โดยจะเห็นได้ว่าถ้าเราเชื่อมการเรียนรู้ของเด็กเข้ากับชีวิตจริง เด็กจะเรียนรู้ เยอะมาก และสามารถสะท้อนความคิดเพื่อทำประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคมได้อย่างมหาศาล 

8) หัวใจสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนกลไก คือ กสศ. ที่ได้ร่วมมือกับต้นสังกัด ผ่านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หลักฐาน ที่เป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กที่สะท้อนว่าเด็กได้รับประโยชน์จริง ได้โอกาสของการพัฒนา อย่างทั่วถึง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจริงหรือไม่ เด็กที่อ่อนแอได้รับการดูแลและได้รับโอกาสของการ จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามความต้องการหรือไม่ เด็กอาจจะไม่ได้มาโรงเรียน เนื่องจากไปทำงาน แต่ได้รับ การศึกษา และโรงเรียนก็สามารถจัดการศึกษาให้เด็กได้ รวมไปถึงการส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถเฉพาะทางที่หลากหลาย ให้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้เป็นรายบุคคล 

9) การทำงานโครงการ TSQM ที่เชื่อมกับการทำงานตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่เป็นการขับเคลื่อนบนฐานของโรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันและดูแลช่วยเหลือเด็กไม่ให้หลุดออกจาก ระบบการศึกษา การสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย การร่วมเป็นภาคีขับเคลื่อนมีโอกาสสูงมากที่จะหยิบเอาความท้าทายไปทำ แล้วสื่อสารมายังต้นสังกัด และ กสศ. มีข้อมูลได้รับการยืนยันแล้ว เพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลและนวัตกรรมร่วมกัน

10) วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ลักษณะนี้ไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะส่วนกลางเท่านั้น ควรทีจ่ะจัดขึ้นทุกจังหวัด และ ทุกเขตพื้นที่ โดยมี กสศ. หนุนเสริม เป็นการหมุนวงจรเรียนรู้ร่วมกันข้ามพื้นที่ ข้ามเครือข่าย เพื่อเปิดโอกาสให้คนเข้าร่วมเรียนรู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น  

โอกาสและความท้าทายของการดำเนินงานโครงการ TSQM จากที่สะท้อนผ่านเวทีกิจกรรม

1) การบูรณาการและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโครงการ TSQM ทั้ง TSQM-A TSQM-N และ TSQM-I ระหว่างสำนักภายใน กสศ. และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงาน School Zero dropout และ Thailand zero dropout ผ่านการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและการใช้ข้อมูลจากระบบ OBEC CARE, Q-info และ Thailand Zero Dropout เพื่อการทำงานทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ในการพัฒนาผู้เรียนและ ป้องกันดูแลช่วยเหลือเด็กเสี่ยงหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงการพัฒนาระบบที่เอื้อต่อคุณครู และโรงเรียนในการนำข้อมูลไปใช้ในการออกแบบ วางแผน และติดตามเด็กและเยาวชน 

2) การสร้างความร่วมมือ สร้างการมีส่วนร่วม และสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันของทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก กสศ. รวมถึงเห็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของภาคีเครือข่าย 

3) กสศ. และทีมหนุนเสริมฯ สามารถรับรู้ถึงปัญหาอุปสรรคและความท้าทายที่ภาคีเครือข่ายเผชิญ ข้อมูลส่วนนี้สามารถนำมาเป็นแนวทางสู่การออกแบบการหนุนเสริมที่ตอบสนองความต้องการ ของภาคีเครือข่ายในเชิงพื้นที่ รวมถึงความต้องการของการกำหนดรูปแบบหรือประเด็นของการจัดเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อหมุนวงจรการเรียนรู้ร่วมกันได้ 

4) อาจเพิ่มเติมการหนุนเสริมและขยายผลให้ภาคีเครือข่ายสามารถจัดกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนในระดับ พื้นที่ จังหวัด และภูมิภาค ในระยะต่อไป โดยมี กสศ. เข้าไปเสริมหนุนและสนับสนุน รวมถึงการออกแบบ วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เป็นการเปิดพื้นที่ของการเรียนรู้จากช่องทางออนไลน์ด้วย 

5) การผลิตครู พัฒนาครู และพัฒนาหลักสูตร ที่ตอบสนองความต้องการของเด็กและโรงเรียนภายใต้บริบท สังคมที่แตกต่าง รวมถึงการสร้างสมดุลการทำงานที่มีเด็กเป็นศูนย์กลางการพัฒนากับการทำงานเพื่อ ตอบสนองความต้องการจากหลายภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ผู้ปกครอง/ชุมชน หน่วยงานต้นสังกัด และ นโยบาย 

6) การสื่อสารสาธารณะเพื่อการขับเคลื่อนนโยบาย จากรูปธรรมความสำเร็จ ข้อค้นพบ นวัตกรรม หรือ เครื่องมือ ไปจนถึงต้นแบบกลไกการ    ขับเคลื่อน เพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมจากหน่วยงาน ต้นสังกัดในระดับนโยบาย และระดับพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานภาคประชาสังคม ภาคเอกชน เพื่อการ เสริมสร้างพลัง (Empowerment) ในการร่วมกันขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องต่อไป     

วิจารณ์ พานิช 

๑๘ ธ.ค. ๖๗   เพิ่มเติม ๒๔ พ.ย. ๖๗