ระหว่างเข้าร่วมประชุม เวที KM เพื่อการพัฒนาโรงเรียนพัฒนาตนเอง ๓ วัน ๑๓ - ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๗ ผมสนใจข้อมูลในระบบ OBEC Care กับระบบ Q-Info ว่ามีทางทำให้เป็นระบบเดียวกันได้หรือไม่ และทำให้เด็กได้รับประโยชน์ได้อย่างไร ทำให้ข้อมูลติดตัวเด็กไปแม้จะเลื่อนจากโรงเรียนประถมไปโรงเรียนมัธยม จะได้หรือไม่ ทำให้เป็นระบบข้อมูลเพื่อนักเรียนและครู มากกว่าเพื่อกลไกบริหารส่วนกลางได้หรือไม่ อย่างไร
ผมหาโอกาสไปนั่งกินอาหารเช้าที่โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต สถานที่ประชุม เพื่อคุยอย่างกันเองกับผู้มาร่วมประชุม ได้ความรู้ที่บอกแบบเปิดใจที่มีคุณค่าต่อการนำมาคิดพัฒนาระบบการศึกษาต่อเป็นอย่างยิ่ง เป็น KM นอกรายการประชุม ที่ได้ข้อมูลเชิงลึก หาไม่ได้ในที่ประชุม
จึงได้ข้อมูลว่า ระบบข้อมูลทางการศึกษาในปัจจุบันนั้น เป็นภาระของครูและโรงเรียนในการกรอกและตอบคำถามจากเบื้องบน เมื่อขอทราบผลการประมวลข้อมูลก็มักได้รับคำตอบว่ายังไม่เสร็จ จนในที่สุดโรงเรียนไม่มีข้อมูลสำหรับใช้เป็น feedback ปรับปรุงงานเพื่อแก้ปัญหานักเรียนได้เลย ไม่ทราบว่าข้อมูลที่ผมได้รับรุนแรงเกินจริงหรือไม่
เข้าทำนอง ระบบข้อมูลเพื่อสนองนาย ไม่ใช่สนองเด็ก
การเข้าไปใกล้ชิดกับวงการศึกษาของประเทศ ช่วยให้ผมได้เรียนรู้มาก ได้มีโอกาสตีความสะท้อนคิดสภาพพฤติกรรมในระบบการศึกษา ที่เป็นระบบควบคุมสั่งการแนวดิ่ง เน้นผลประโยชน์ของคนที่ทำงานในระบบเป็นหลัก ทอดทิ้งผลประโยชน์ของเด็กนักเรียนให้อยู่ในอันดับหลังๆ นำผมสู่การตีความว่าวงการเช่นนี้ สะท้อนออกมาในนิทานเรื่อง ศรีธนญชัย ที่บอกผมว่า สภาพดังกล่าวมีอยู่คู่สังคมมนุษย์ ขึ้นอยู่กับว่า วงการใดจะก้าวข้ามมายาคตินี้ได้มากน้อยกว่ากัน
ปัญหาหลักน่าจะอยู่ที่การแบ่งแยกงานเป็นแท่ง หรือไซโล แท่งใครแท่งมัน ต่างก็ทำเพื่อผลงานของแท่งที่ตนสังกัด สนองนโยบายและเป้าหมายของงานในแท่ง ไม่สนใจผลงานในภาพรวมของประเทศหรือบ้านเมือง และที่ก่อผลร้ายต่อสังคมคือ เป็นระบบที่ชักนำให้สมาชิกมี “จิตเล็ก” หรือคับแคบ มองได้เพียงผลประโยชน์แคบๆ รอบตัว ไม่บ่มเพาะ “จิตใหญ่” ที่มองผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ที่เป็นเป้าหมายหลักของการศึกษา ที่เสนอไว้ในหนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต
วิจารณ์ พานิช
๑๕ ธ.ค. ๖๗