IHPP, สปสช., สสส., กสธ. และหน่วยงานภาคี ร่วมกันจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. ๒๕๖๗ (National UHC Conference 2024)  ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๗   ที่โรงแรมนิกโก้  กรุงเทพ  ในหัวข้อ การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กุญแจสู่ความสำเร็จของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า   เพื่อยกระดับระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยที่ได้รับยกย่องไปทั่วโลก ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก   และเอาชนะความท้าทายใหม่ๆ ได้แก่สังคมสูงวัย   โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง    สุขภาพจิต  ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว   

จากเอกสารประกอบการประชุม ผมได้รับทราบว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทยในปั ๒๕๓๗ เท่ากับ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท   เพิ่มเป็น ๗๑๕,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๖๔   ซึ่งคำนวณได้เท่ากับประมาณร้อยละ ๔.๔ ของจีดีพี   เรื่องการคลังสุขภาพเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการศึกษาไว้ในปี ๒๕๕๙ อ่านได้ที่ (๑)   ตอนนั้นไทยลงทุนด้านดูแลสุขภาพ ห้าแสนล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ ๔.๖ ของ จีดีพี    และเสนอหลักการ SAFE (S = Sustainable, A = Adequate, F = Fair, E = Efficient)    

การประชุม National UHC Conference นี้ จัดครั้งแรกปี ๒๕๖๖ ซึ่งเข้าไปหาข้อมูลได้ที่ https://uhcconference.in.th/#session0-66   และ (๒)    และตกลงกันว่าจะจัดทุกปี เพื่อเป็นกลไกกระตุ้นการพัฒนาเชิงระบบ    โดยอาศัยวันสุขภาพถ้วนหน้าสากล ขององค์การสหประชาชาติ ๑๒ ธันวาคม เป็นหมุดหมาย    และปี ๒๕๖๗ นี้จับ ๔ เรื่องคือ (๑) ระบบนิเวศเพื่อป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (๒) กองทุนสุขภาพระดับตำบล  (๓) การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะสงบ (๔) การป้องกันภาวะเปราะบางในสังคมสูงวัย   

ครึ่งวันแรกของวันที่ ๑๑ ว่าด้วยเรื่องหลักการของการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค    เป็นการประชุมที่มีคุณภาพสูงมาก ได้โจทย์สำหรับพัฒนาต่อมากมาย   รวมทั้งมองเห็นโอกาสพัฒนา และกลยุทธการพัฒนาอย่างเหมาะสม    เห็นชัดเจนว่าการประชุมนี้มีการเตรียมการณ์ล่วงหน้าดีมาก    ความท้าทายคือ การประชุมนี้จะนำสู่การดำเนินการดำเนินการให้เกิดผลกระทบสูงได้แค่ไหน     

ในเวลา ๑ ๑/๒ ชั่วโมงของพิธีเปิด   นอกจากคำกล่างเปิดของท่าน รมช. สาธารณสุข นายเดชอิศม์ ขาวทอง    และปาฐกถาของมิสโซมา วาเซด ผอ. WHO SEARO แล้ว    เรายังได้ฟังปาฐกถาของ อสม. นางวราภรณ์ สมบัติวงศ์  ต. รังนก  อ. สามง่าม จ. พิจิตร เล่าวิธีคิดและวิธีทำงาน อสม. จนได้รับยอกย่องเป็น อสม. ดีเด่นระดับจังหวัดประจำปี ๒๕๖๕ - ๒๕๖๘  ว่าตนปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี   ดูแลประชาชนในชุมชนโดยพาทำ  และสร้างเครือข่ายในพื้นที่    ผลงานนำสู่รางวัลและความสำเร็จมากมาย   โดยเจ้าตัวบอกว่า ปัจจัยความสำเร็จ ๔ อย่างคือ (๑) การมีส่วนร่วมของชุมชน  (๒) การสนับสนุนจากภาครัฐ  (๓) เครือข่ายสนับสนุนต่อเนื่อง  (๔) พัฒนาตนเองต่อเนื่อง   

ตามด้วย ศ. นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ปาฐกถาเรื่อง ประเทศไทยกับการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เริ่มด้วยการก่อตั้งโครงการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ปี ๒๕๒๙   โดยเมื่อเกือบ ๔๐ ปีก่อน ประเทศไทยมีแต่หน่วยงานและงบประมาณเพื่อดูแลความเจ็บป่วย  ไม่มีหน่วยงานและงบประมาณดูแลสุขภาพ    ท่านได้แนวคิดนี้จาก เอกสาร A New Perspective on the Health of Canadians (1974) โดย Marc Lalonde  ว่าเมื่อ ๕๐ ปีก่อน ประเทศแคนาดาและประเทศอื่นๆ มีแต่ Sick Care ไม่มี Health Care  และเสนอกรอบความคิดปัจจัยกำหนดสุขภาพสำหรับทำงานสร้างเสริมสุขภาพดังนี้

แนวคิดดังกล่าวนำสู่การมี พรบ. สสส. ในปี ๒๕๔๔    

ตามด้วยการบรรยายของ นพ. พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผจก. สสส. เรื่อง การดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของประเทศไทยในสองทศวรรษที่ผ่านมา ที่เต็มไปด้วยตัวเลขข้อมูล ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของปัญหาสุขภาพของประเทศ    ตัวเลขสำคัญคือ งบประมาณด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๑๓ ของงบ สปสช. ทั้งหมด    คือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวประชากรในปี ๒๕๖๖ เท่ากับ ๓,๙๐๑ บาท เป็นค่าใช้จ่ายด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ๕๐๖ บาท    ผมชอบเรื่องสงครามสามยุค ที่เอามาจากความคิดของท่านองคมนตรี ศ. นพ. เกษม วัฒนชัย    ยุคแรกเป็นสงครามโรคติดเชื้อ ศัตรูคือเชื้อโรค  ยุคที่สองสงคราวพฤติกรรม ศัตรูคือใจของตัวเราเอง    ยุคที่สามสงคราวพยาธิสภาพทางสังคม ศัตรูคือสังคมของเราเอง   ดังนี้ 

 

Health Promotion & Disease Prevention

ตอนสายเป็นการอภิปราย เรื่อง เจาะลึก P&P : ความจริงที่คุณอาจยังไม่รู้  ตอบคำถาม ๔ ข้อคือ (๑) NCDs : โรคแห่งคามสิ้นหวัง  หรือยังพอมีทางออก  (๒) จัดการ P&P :  กุญแจสำคัญคือใคร รัฐหรือประชาชน   (๓) เม็ดเงินสู่ P&P : ลงทุนไม่พอ หรือใช้จ่ายไม่คุ้มค่า  (๔( งานวิชาการ P&P :  ยังขาดแคลน หรือแค่ไม่ได้นำไปใช้     ที่ผมซูฮกผู้ตั้งหัวข้อมาก    ว่าช่วยเปิดช่องให้ผู้ร่วมอภิปราย ๔ ท่าน กับผู้ดำเนินการอภิปราย ๑ ท่าน (นพ. ฐิติกร โตโพธิ์ไทย)  อภิปรายกันได้กว้างขวางมาก    

วิทยากรท่านแรก นพ. วิโรจน์ เลิศพงศ์พิพัฒน์ ผอ. รพ. สมเด็จพระยุพราชกระนวน เสนอเรื่อง NCD โรคแห่งความสิ้นหวัง หรือยังพอมีทางออก    แล้วตอบด้วยผลงานว่ามีทางออก    โดย

ไม่เฉพาะโรงพยาบาลกระนวนเท่านั้น ที่ช่วยให้คนเป็นโรคเบาหวานเกิด remission ได้   ยังมีที่โรงพยาบาลพิมาย  และโรงพยาบาลบ้านตาขุน (ที่ผมเล่าไว้ ที่นี่)   โดยใช้วิธีช่วยหนุนให้ผู้ป่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิต   

ภาวะเปราะบาง (frailty)  

ตอนบ่ายแยกเป็น ๔ ห้องย่อย    ผมไปเข้าห้องย่อยที่ ๔  เรื่อง การป้องกันภาวะเปราะบางในสังคมสูงวัย ที่ผมได้ความรู้มาก    ว่าจริงๆ แล้วภาวะเปราะบางเกิดในคนอายุน้อยก็ได้   และคนมีภาวะเปราะบางสามารถย้อนกลับมาปกติได้    นพ. สันติ ลาภเบญจกุล ผอ. รพ. ท่าวุ้ง ลพบุรี  และ ดร. ชัยณรงค์ สังข์จ่าง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพและสมาคมหมออนามัย เอาตัวอย่างมาให้ดู ในคนข้าอายุ ๙๒ ปีที่นอนติดเตียง ดูแล้วไม่น่าฟื้น  แต่จากการที่อาสาสมัครในหมู่บ้านไปช่วยจัดให้ออกกำลังกายเพิ่มทีละน้อย และจัดการเรื่องอาหาร ในที่สุดลุกขึ้นเดินได้เองในเวลา ๖ เดือน  น่าอัศจรรย์มาก    ตัวอย่างทำนองนี้มีราวๆ ๒๐๐ คนในโครงการทดลองนำร่อง   

ความปราะบางเกิดขึ้นในหลายระบบของร่างกาย รวมทั้งเปราะบางทางใจ    วิธีแก้ไขเริ่มจากการคัดกรองค้นหาคนมีภาวะเปราะบาง ในชุมชนเน้นดำเนินการโดย สามหมอ ในชุมชน   และจริงๆ แล้วผู้สูงอายุคัดกรองด้วยตนเองก็ได้   

กระทรวงสาธารณสุขมีสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ ทำหน้าที่พัฒนาบุคลากรสุขภาพดูแลผู้สูงอายุหลากหลายระดับ    แต่ก็ยังไม่เพียงพอ   

นพ. สันติ ฟันธงว่า การดำเนินการที่ได้ผลต้องใช้พื้นที่และชุมชนเป็นฐาน 

 

อาหารเย็น

ประธานจัดการประชุม นพ. สุวิทย์  วิบุลผลประเสริฐ ชวนผมไปกินเนื้อโกเบแกล้มเหล้าสาเก ที่ห้องอาหารญี่ปุ่นของโรงแรม SAS ชั้น ๑ ที่อยู่ติดโรงแรมนิกโก้    ร่วมกับสามหนุ่มซีอีโอ สวรส., สปสช., และ สสส.   เพื่อเจรจาให้ร่วมมือกันดำเนินการแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี  ที่เป็น ๑ ใน ๘ ของเป้าหมายงานวิจัยมุ่งเป้า หวังสำเร็จภายใน ๒ ปี    ที่กำหนดโดย สกสว.       

 

การได้เข้าร่วมประชุมอย่างเข้มข้นเช่นนี้    ช่วยให้ผู้สูงอายุอย่างผม ได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา รับรู้เรื่องราวความซับซ้อนในสังคม    ช่วยให้ไม่ตกเทร็นสังคมมากนัก   อย่างกรณีบุหรี่ไฟฟ้าที่เอกสารการประชุมบอกว่ากฎหมายไทยยังไม่ห้าม   ผมสงสัยว่าทำไมไม่รีบดำเนินการแก้กฎหมายเพื่อคุ้มครองเยาวชน    ถาม ศ. นพ. ประกิต  จึงทราบว่า สส. จำนวนหนึ่งสูบ   และไม่ต้องการให้มีกฎหมายห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า    นี่คือความเป็นจริงในสังคมไทย           

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ธ.ค. ๖๗

ห้อง ๑๙๐๘ โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพ