วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ผมไปร่วมการประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสังคมสุขภาวะและนโยบาย (ที่เรียกชื่อเล่นว่า กลุ่มสามพราน) ครั้งที่ ๖/๒๕๖๗ เรื่อง “โรค NCD สงบได้โดยไม่ใช้ยา” โดย นายแพทย์เอกชัย มุกดาพิทักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายแพทย์เอกพล พิศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ได้รับรู้ผลงานพัฒนาระบบจัดการโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง (เน้น ๒ โรคคือเบาหวานกับความดันโลหิตสูง) ที่เปลี่ยนสู่กระบวนทัศน์ใหม่โดยสิ้นเชิง ในลักษณะที่เรียกได้ว่าเป็น Transformative Systems ของการจัดการโรคกลุ่มนี้ที่รากเหง้าของปัญหา คือที่พฤติกรรม ที่วงการสุขภาพรู้หลักการมานานสี่ห้าสิบปี แต่ยังคงใช้วิธีการรับมือแบบเดิมๆ ส่งผลให้โรคกลุ่มนี้อาละวาดหรือระบาดหนัก จากที่ผมเคยสอนนักศึกษาแพทย์เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อน ว่าเบาหวานเป็นโรคพันธุกรรมที่มีอุบัติการร้อยละ ๒.๕ ของผู้มีอายุ ๔๐ ปีขึ้นไป เป็นปัจจุบันเพิ่มเป็นร้อยละ ๕๐
นพ. เอกพล พิศาล เสนอ ตาขุนโมเดล ที่ใช้ Remission Clinic ต่อมาขยายการทดลองไปทั่วจังหวัดสุราฎร์ธานี ที่ นพ. เอกชัย ให้บทสรุปไว้ดังนี้
เป็นระบบ high touch, low tech + high tech คือมีทีมงานข้ามวิชาชีพคุยกับผู้ป่วยจนเกิดความเชื่อถือไว้วางใจต่อกัน แนะนำให้เลิกกินข้าวขาว หันมากินข้าวกล้อง กินอาหารในสัดส่วน 2 + 1 + 1 คือกินผัก ๒ ส่วน คาร์โบฮัยเดรท ๑ ส่วน เนื้อ (เช่นปลา) ๑ ส่วน และสวมนาฬิกาข้อมือนับก้าว มีโทรศัพท์มือถือที่ติด App ของโครงการ รู้ความเคลื่อนไหวของร่างกายตนเอง และตรวจน้ำตาลในเลือดเอง ใส่ผลลง App ทั้งหมดนี้ค่าใช้จ่ายต่ำมาก เมื่อรวมกับค่ายา ที่จะลดลงได้ในเวลาไม่นาน
ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยรู้สึกได้ด้วยตนเอง ว่าสุขภาพของตนดีขึ้น
ผมตีความว่า คุณหมอเอกพล และทีมงาน รพ. ตาขุน และแกนนำของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นนักเรียนรู้จากประสบการณ์ ตกผลึกหลักการได้มากมายจากประสบการณ์กว่า ๕ ปี โดยมีการนำข้อมูลมาให้ดูตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา สถิติการรักษาเบาหวานและความดันโลหิตสูง (อัตราโรคสงบ) ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าชื่นชม
ข้อเสนอสำคัญคือ ในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ต้องเปลี่ยน OPD Team ไปเป็น Remission Team ที่เป็นทีมหลายวิชาชีพทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน ทำงานรุกเข้าไปที่บ้านและชุมชนของผู้ป่วย เพื่อหนุนให้ผู้ป่วยและกลไกในชุมชนช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุดโดยมีระบบสนับสนุนทั้งที่เป็นมนุษย์และเป็นเทคโนโลยี เพื่อเอาพฤติกรรมบำบัด เข้าไปแทนเภสัชบำบัด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้ป่วย กลุ่มเสี่ยง และชาวบ้าน
สสส. จะให้ทุนสนับสนุนการขยายผลไปยัง ๕๐ ศูนย์ทั่วประเทศ คุณหมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ จะนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกภาคพื้นตะวันออกเฉียงใต้ทราบ และชักชวนให้หนุนการขยายผลไปยังประเทศสมาชิก จะมีการวิจัยเชิงระบบสนับสนุน เพื่อพิสูจน์ผลเทียบกับการลงทุน เปรียบเทียบกับวิธีการแบบเดิม
ผมให้ความเห็นต่อคุณหมอเอกชัย (ศิษย์เก่า มอ. รุ่น ๑๓) ว่า หลักการที่ควรทำความเข้าใจคือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) ทั้งของผู้ให้บริการ และของผู้รับบริการ เมื่อมีประสบการณ์แล้วมีการนำมาสะท้อนคิดเป็นหลักการอย่างต่อเนื่อง ตาม Kolb’s Experiential Learning Cycle และตามหนังสือ การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์
คุณหมอเอกพลใช้เวลานำเสนอเกือบ ๑ ชั่วโมง โดยใช้ PowerPointนี้ และคุณหมอเอกชัยกล่าวเสริมเชิงสรุป โดยใช้ PowerPoint ที่ชักนำให้ผมกระซิบบอกคุณหมอสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานในที่ประชุมว่า นี่คือผลงาน Super Meta R2R ที่โครงการ R2R ประเทศไทยน่าจะให้รางวัล เพื่อนำสู่การสื่อสารตีความเรียนรู้ และยกระดับขึ้นไปอีก
นี่คืองานวิจัยพัฒนาระบบสุขภาพ ที่มีความสร้างสรรค์อย่างสุดยอด หาทางแก้ปัญหางานประจำคือผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ คลินิกทั้งสองโรคที่โรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศมีผู้ป่วยล้น และมักมีผลการรักษาที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคลินิกเหล่านั้นเน้นรักษาด้วยยา แต่ตาขุนโมเดล ที่ขยายเป็นสุราษฎร์โมเดล เน้นรักษาด้วยทักษะละมุน (soft skills) หรือมนุษย์สัมผัสมนุษย์ เสริมด้วยระบบข้อมูลที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการวัดความดันโลหิตและตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง หรือผู้ป่วยช่วยเหลือกันเอง
เป็น ๔ ชั่วโมง (๙ - ๑๓ น.) ที่ประเทืองปัญญาสุดสุด และนำสู่การต่อยอดเพื่อขยายผลสู่การ transform ระบบสุขภาพได้ในหลายแง่มุม โดยผู้บริหารของ สช., สปสช., สสส., และ สวรส. รับลูกไปหาทางสนับสนุนการวิจัยผลกระทบต่อผู้ป่วยและระบบบริการ รวมทั้งนำสู่การพิจารณาเปลี่ยนแปลงระบบการเงินสนับสนุน ที่เน้นคุณค่าต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ทำให้โรคสงบด้วยวิธีปรับพฤติกรรม ไม่หลงเน้นคุณค่าที่การรักษาด้วยยาเท่านั้น
การประชุมวันนี้ จะนำสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ หรือเปลี่ยนขาด (transform) ระบบสุขภาพของประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๑๕ มิ.ย. ๖๗
I think one important factor is not praised in this Health program. The change of mindset - to be more in control of one’s own health (with help from ‘friends’).