สัจธรรมของชีวิต

บทความดีๆจากอาจารย์วันชัย รวยอารี

ในครั้งหนึ่งมีผู้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมพระสงฆ์ จึงต้องรวมกัน เป็น กลุ่มๆ พระพุทธเจ้าจึงมีพระดำรัส ตอบว่า "สัตว์ ทั้งหลาย ลงกันด้วยธาตุ"
(สัตว์ ในที่นี้ หมายถึง สังคม ของสิ่งมีชีวิต ในทุกภพภูมิที่มีความสำนึกรู้แห่งจิต มีการเกิดและการตาย )

ผู้ชอบ ปัญญา ก็จะอยู่กับ พระสารีบุตร
ผู้ชอบ มีฤทธิ์ จะอยู่กับ พระโมคคัลลานะ
ผู้ชอบศีล จะอยู่กับ พระอุบาลี
ผู้ชอบปลีกวิเวก จะอยู่กับ พระมหากัสสปะ
ผู้ชอบ ธรรมอันหยาบ จะอยู่กับ พระเทวทัต
"สัตว์ทั้งหลาย ลงกันด้วยธาตุ"
ธาตุ ที่เสมอกัน จะรวมกันอยู่  ธาตุ ในที่นี้ หมายถึง คุณภาพของจิตอันเกิดจากปรุงแต่ง ด้วย

 “ศีล สมาธิ ปัญญา”

"นกชนิดเดียวกัน จะอยู่ในฝูงเดียวกัน
คนที่เคยมีบุพกรรม(กรรมอันมีต้นกำเนิด)ร่วมกัน จะถูกดึงดูดเข้ามาอยู่ใกล้กัน”
เราอยู่ในโลกของพลังงาน ทุกสิ่งทุกอย่าง (แม้แต่วัตถุที่เป็นของแข็ง) ดูเหมือนสงบนิ่ง แต่แท้จริงแล้วมันกำลังสั่นสะเทือนเคลื่อนไหวภายในอยู่ตลอดเวลา หากส่องเข้าไปดูในระดับอะตอม นักวิทยาศาสตร์ได้พบความจริงข้อนี้ แล้วประกาศออกมาเป็นทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ซึ่งความจริงนั้น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเรื่องนี้ มาสองพันหกร้อยปีแล้ว และตรัสไว้ผ่านทางหลักธรรมคำสอน ด้วยพุทธพจน์ที่ว่า...

“ทุกสรรพสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง) มีการเปลี่ยนแปลง (ทุกขัง) และปราศจากตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) 
สามสภาวะนี้เรียกรวมกันว่า กฎแห่งไตรลักษณ์”

กล่าวได้ว่า “จิต” เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เหมือนกับพลังงานที่อยู่ในรูปของคลื่นความถี่ ที่สั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่รับรู้และใช้ประโยชน์จากมันได้ เช่น คลื่นโทรศัพท์ คลื่นวิทยุ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น

ชีวิตของมนุษย์นั้นประกอบด้วย

๑. ส่วนที่เป็นกายภาพ สามารถสัมผัสจับต้องได้ มองเห็นได้ เรียกว่า “กายเนื้อ” ภาษาธรรมะเรียกว่า “รูป”
๒. ส่วนที่เป็นพลังงาน สัมผัสจับต้องไม่ได้ เรียกว่า “กายใน” หรือ”จิต”เป็นพลังงาน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น 
“กายใน”ดังกล่าวนี้จะแทรกอยู่ในกายเนื้อ คนโบราณเรียกว่า “กายทิพย์”  ตามหลักธรรมเรียกว่า “นาม” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอธิบายละเอียดลึกซึ้งลงไปอีกว่า นามนั้นประกอบด้วย
เวทนา  หมายถึง ความรู้สึก อันได้แก่ สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ   
สัญญา หมายถึง ความจำได้ หมายรู้ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมาจากการรับรู้
สังขาร หมายถึง ความคิดปรุงแต่งที่ได้รับการสัมผัสมาจากการรับรู้
วิญญาณ หมายถึง การรับรู้ที่ได้รับผ่านมาจากทวารทั้ง ๖(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

สัจธรรม
             สัจธรรมก็คือธรรมชาติที่ให้ผลตามความเป็นจริง อยู่เหนือกาลเวลา และนำมาปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนที่เราได้พบประสบเจอ เคยสงสัยไหมว่า ทำไมในชีวิตประจำวัน เราต้องมาพบ มาอยู่ร่วมกัน มาทำงานร่วมกับคนๆนี้ ซึ่งอาจเป็น สามี ภรรยา ลูกหลาน คนรัก คู่ขัดแย้ง เพื่อนร่วมงาน ญาติสนิท มิตรสหาย หรือใครก็ตาม ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้ชอบหน้าเขาสักเท่าไหร่ นั่นก็เพราะเรายังมี “กายภายใน” หรือ “จิต” ที่เป็นพลังงานสั่นสะเทือนอยู่ในระดับเดียวกับเขา

“คนที่มีระดับพลังงานเดียวกัน จะถูกดึงดูดเข้ามาหากัน”

เหมือนนกที่มีสายพันธุ์เดียวกัน ก็จะอยู่ในฝูงเดียวกัน บินไปไหนก็ไปด้วยกัน บินกันไปเป็นฝูง เราจะไม่เคยเห็น กาบินร่วมไปกับหงส์ หรือ แร้งบินไปกับนกอินทรี นั่นเพราะนกชนิดเดียวกัน เขาจะอยู่ในฝูงเดียวกันเท่านั้น

ดังนั้น ตราบใดที่พลังงานในตัวเรา ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนระดับความถี่ที่สั่นสะเทือน หรือปรับสภาพจิตให้เปลี่ยนแปลงดีขึ้น เราก็จะต้องพบเจอบุคคลเหล่านี้อยู่ร่ำไป และวิธีการสลัดตนให้ "หลุดพ้น" จากคนที่เราไม่ชอบนั้น ไม่ใช่การนินทา ด้อยค่า ดุด่าว่ากล่าวและก็ไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนคนอื่นให้เป็นไปตามที่เราต้องการ แต่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจากภายในตัวเราเอง นั่นก็คือ การปรับสภาพจิตของเราเองให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นไป ให้เหนือกว่าพลังงานของคนที่เราไม่ชอบ หรือไม่ต้องการใกล้ชิดด้วย

แนวทางการสร้างสังคมให้ดีขึ้นได้ด้วยตัวเรา
~ หมั่นตรวจสอบความรู้สึกของเรา รู้จักฝึกการควบคุมอารมณ์ของเราให้เป็นคนที่มีความรู้สึกดีให้ได้มากที่สุด  ลดอาการขุ่นข้องหมองใจกับสภาพภายนอกที่เข้ามากระทบสัมผัสกับเรา
~ มองหาเหตุปัจจัยอันก่อให้เกิดประโยชน์จากสิ่งนั้นมาพัฒนาตัวเราให้ได้ แม้ว่าเหตุนั้นจะกระทบกับเราในทางด้านดีหรือไม่ดี เราก็ควรสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับเราได้
~ ยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจมีเมตตา ไม่จับกลุ่มนินทา ว่าร้ายผู้อื่น  หรือสร้างแต่ความชอบใจ ไม่ชอบใจขึ้นกับบุคคลอื่น
~ เลิกเสพข่าวร้าย มองคนแต่ในแง่ลบโดยไม่นำส่วนที่ดีของบุคคลนั้นมาวินิจฉัยร่วมพิจารณาประกอบด้วย 
~ มีความสำนึกรู้คุณต่อทุกสรรพสิ่ง  ที่ให้คุณประโยชน์กับเรา
~ กตัญญู คือการรู้คุณผู้ที่เคยได้ทำการค้ำชูช่วยเหลือเรามา
~ กตเวที คือการตอบแทนคุณตามการอันควรในทุกกรณีเท่าที่เป็นไปได้ตามกำลังของเรา
~  รักษาศีล คือการปฏิบัติตนไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา ทรัพย์สิน
~  ขจัดความอิจฉาริษยา สร้างจิตที่เป็นมุทิตา(ในยามที่เห็นผู้อื่นได้ในสิ่งที่ดีกว่าเรา)
~  มีความวีริยะ ในการพัฒนาสร้างความดี ลดหรือขจัดความคิดที่ไม่ดีมาครอบงำ 
~ อดทนอดกลั้นความรู้สึกต่อการกระทำหรือคำพูดของบุคคลอื่น ด้วยการวางจิตเพียงแค่รับรู้ ไม่นำความคิดนั้นมาใส่ในอารมณ์ 
~ ฝึกการคิดตามความเป็นจริง ไม่นำเอาความชอบใจหรือไม่ชอบใจมาเป็นเครื่องตัดสิน
~ มีความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ลดละความโลภ อยากได้ ใคร่ดี ในทางอันมิชอบ 
~ ไม่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ที่เกิดจากการคบกับบุคคลอื่น หรือการกระทำอันใดที่เป็นการมุ่งหวังแต่ประโยชน์เพื่อตน

ในที่สุด เมื่อระดับพลังงานของเราสูงพอ เราก็จะอยู่ได้ในสังคม  อย่างมีความสุข เพราะมุมมองของเราจะเปลี่ยนไปเป็นการเรียนรู้คนมากกว่าการเป็นผู้ตัดสินคน ผู้ที่เราไม่ชอบไม่พอใจนั้นก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกเราให้มีข้อเปรียบเทียบว่าอะไรดีหรือไม่ดี ควรทำตามหรือไม่ควรทำตาม แทนที่จะมีความรู้สึกจากความขุ่นข้องหมองใจ ไม่ชอบใจ ตำหนิติโทษ เป็นการมองด้วยความเมตตา ให้อภัย เข้าใจในความเป็นตัวตนของคนนั้น สามารถปรับท่าทีในการอยู่ร่วมกันได้โดยจะทำให้มีความขัดแย้งขุ่นข้องหมองใจน้อยลง หรืออาจจะได้พบเจอผู้ที่มีระดับพลังงานเดียวกันกับเราที่เข้ากันได้ดีใหม่ก็ได้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น “พลังจิตใต้สำนึก” ปลดปล่อยพลังงานสั่นสะเทือนออกไปโดยอัตโนมัติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ของเราเอง
ดังนั้น หากอยากคิดจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา
ควรเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราก่อน โดยเริ่มต้นจากการปรับปรุงสิ่งเหล่านี้

~  ฉันทะ หมายถึง ความอยาก อยากที่จะกระทำความดี คิดดี พูดดี

~ ปัญญา หมายถึง ความรู้  การใฝ่หาความรู้ในเรื่องนั้นให้ถ่องแท้ ไม่ใช่แค่ตามความเห็นที่คิดขึ้นมาเอง

 ~  สติ หมายถึง ความรู้สึกรู้ตัวที่ดี  การที่เราสามารถควบคุมวิธีคิด จะกำหนดการกระทำได้ด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ให้กระทำการด้วยอารมณ์ ชอบใจ หรือไม่ชอบใจ

 ~ การกระทำ  หมายถึงการลงมือทำโดยไม่รั้งรอในการกระทำความดี มีศีลธรรมเป็นแนวทาง ดังต่อไปนี้

๑.ทาน 
บ่งบอกถึง ระดับความมีจิตมิตรไมตรี ใจโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน

๒.ศีล 
บ่งบอกถึงพฤติกรรม การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการเคารพสิทธิกัน ไม่เบียดเบียนทำร้ายกันทั้งทางกาย วาจา และทรัพย์สิน

๓.สมาธิ 
บ่งบอกถึงระดับ ความสุขสงบเย็น ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์

๔.ปัญญา 
บ่งบอกถึงระดับความรู้ ความเข้าใจต่อโลก และสรรพสิ่ง

“คนที่มี ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เสมอหรือใกล้เคียงกัน จะมีแรงดึงดูดเข้ามาอยู่ใกล้กัน”

อาจารย์วันชัย รวยอารี
๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗