ต่อไปนี้ เป็นคำบรรยายของผม ในการประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติครั้งที่ ๑๐ Reshaping Medical Education Towards Well-being for All  เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ 

สุขภาวะเป็นสภาพแห่งความสุขอย่างเป็นองค์รวม 7 ด้าน ได้แก่ ด้านกาย จิต สังคม อารมณ์ จิตวิญญาณ (ปัญญา)  เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม   เป็นทั้งเป้าหมายและเครื่องมือของการดำรงชีวิต การเรียน และการประกอบกิจการงานหรือวิชาชีพ   เป็นทั้งการรับและการให้ของบุคคล   ยิ่งให้มากยิ่งได้มาก   เป็นสภาพที่เรียกว่า positive sum game   มีปัจจัยสำคัญคือ ระบบนิเวศเชิงบวก จิตวิทยาเชิงบวก  โดยต้องดำเนินการอย่างไม่ประมาท ตระหนักถึงปัจจัยที่ซับซ้อน รวมทั้งมีปัจจัยด้านลบ แอบแฝงอยู่อย่างลึกลับซับซ้อน 

ในทุกขั้นตอนของชีวิตและการปฏิบัติงานจึงต้องมีความตระหนักรู้ หรือมีสติ เรื่องการร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อม เพื่อสุขภาวะอยู่ตลอดเวลา    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรู้เท่าทันสภาพแวดล้อมที่นำสู่ความโลภในโลกทุนนิยม

มาตรการเพื่อสุขภาวะเป็นที่เข้าใจดีในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ คือต้องมีการสร้างเสริม ป้องกัน เยียวยา และฟื้นฟู   โดยในกรณีของแพทยศาสตรศึกษา ผู้กระทำการคือโรงเรียนแพทย์ ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้ง ประชาชนและสังคม ในวงกว้าง กล่าวอย่างง่ายๆ คือทุกคนต้องเป็นผู้กระทำการ

ในกรณีของ โรงเรียนแพทย์ หรือการศึกษาแพทย์ ต้องคำนึงถึงสุขภาวะ ของผู้เรียน อาจารย์ ผู้เกี่ยวข้อง และผู้รับบริการสุขภาพ    ดังนั้นการศึกษาแพทยศาสตร์ จึงต้องเป็นการศึกษา ที่สร้างผู้ให้และผู้รับ ผู้เรียนรู้สุขภาวะตลอดชีวิต ในทุกย่างก้าว เน้นเรียนรู้ในโลกแห่งความเป็นจริง

เริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ ว่าเจ้าของ กระบวนการเรียนรู้คือ ผู้เรียน ไม่ใช่อาจารย์  สุขภาวะในโรงเรียนแพทย์ จึงต้องการสภาพจิต และเป้าหมายที่ถูกต้องของผู้เรียน    ซึ่งหมายความว่า ผู้เรียนเข้าใจว่า ตนต้องเรียนรู้ ศาสตรและศิลป์ด้านการสร้างสรรค์สุขภาวะในทุกย่างก้าวของสังคม ๗ ด้าน ดังกล่าวมาแล้ว คือด้าน กาย จิต สังคม อารมณ์ ปัญญา  เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม   การหนุนให้นักศึกษาแพทย์ เข้าใจเรื่องนี้ เกิดจากปฏิสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างอาจารย์กับอาจารย์  อาจารย์กับนักศึกษา ระหว่างนักศึกษากับนักศึกษา  ระหว่างนักศึกษากับผู้ปฏิบัติงานคนอื่นๆ  รวมทั้งระหว่างอาจารย์กับผู้ปฏิบัติงานคนอื่นๆ ในโรงเรียนแพทย์ (อาจารย์เป็นแบบอย่าง)    โดยมีหน่วยงานทำหน้าที่ดูแลและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และความเอาใจใส่ หรือให้ความสำคัญ   ดังกรณีตัวอย่าง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ขอย้ำเรื่อง ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าด้วยการเรียนรู้ในระดับลึกและเชื่อมโยง ว่าไม่ได้เกิดจากการรับถ่ายทอดจากภายนอก ที่เป็นการเรียนแบบเชื่อ    แต่เกิดจากการสร้างความรู้และสมรรถนะใส่ตัวผ่านการปฏิบัติแล้วสะท้อนคิด ซึ่งเป็นการเรียนแบบตั้งคำถาม นำสู่สภาพที่ผู้เรียนคิดเป็น  สู่การสร้างปัญญาใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา    สู่การเปลี่ยนแปลงระดับลึก (transformation) ของตนเอง หลากหลายด้าน

สัมมาทิฏฐิว่าด้วยการเป็นครูอาจารย์ ไม่ใช่เป็นผู้บอกสอนความรู้สำเร็จรูป ให้ศิษย์จำและเข้าใจ    แต่เป็นผู้ออกแบบกิจกรรมเพื่อให้ศิษย์ปฏิบัติแล้วสะท้อนคิด    ทำหน้าที่ตั้งคำถามหลากหลายแบบ กระตุ้นศิษย์ให้สะท้อนคิดได้หลายด้าน หลายมิติ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกและเชื่อมโยงในหลายมิติ    อาจารย์เป็นผู้ให้คำแนะนำป้อนกลับ เชิงสร้างสรรค์แก่ศิษย์    และได้เรียนรู้ไปพร้อมกับศิษย์ โดยอาจารย์ร่วมกันสะท้อนคิด ในวง PLC (Professional Learning Community) เพื่อการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงของตัวอาจารย์เองด้วย 

มองในมุมหนึ่ง การเรียนรู้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเอง    เกิดจากการทำกิจกรรมแล้วสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด  ตั้งคำถามต่อความคิดความเชื่อเดิมของตนเอง ที่จะนำสู่กระบวนทัศน์ใหม่ ตัวตนใหม่ โดยมีการเปลี่ยนแปลงครบทุกด้าน ที่เรียกว่าเรียนรู้บูรณาการ ได้แก่ด้านค่านิยม ด้านเจตคติ ด้านทักษะ และด้านความรู้

บรรยากาศ การเรียนรู้อย่างมีสุขภาวะ เป็นการเรียนอย่างมีเป้าหมาย และมีความหมายต่อผู้เรียน   ทำให้เกิดความเพียร เกิดการฟันฝ่าความยากลำบาก ในการสร้างสุขภาวะ  โดยร่วมกันดำเนินการเป็นทีม  มีการกำหนดเป้าหมายทั้งเป้าหมายปลายทางและเป้าหมายรายทาง  เพื่อใช้การบรรลุเป้าหมายรายทางเป็นโอกาสเฉลิมฉลองสร้างกำลังใจในการฟันฝ่านั้น    มีการประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้ (formative learning)  ตามด้วยคำแนะนำป้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ (constructive feedback)    โรงเรียนแพทย์ต้องเอาใจใส่พัฒนาศาสตร์ว่าด้วยการเรียนรู้ มีหน่วยงานและผู้บริหารเป็นผู้ดูแล ดังตัวอย่าง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลดังกล่าวแล้ว

อาจารย์และนักศึกษาต้องมีทักษะสานเสวนา หรือสุนทรียสนทนา (dialogue)   ที่เน้นทักษะสร้างความสัมพันธ์แนวราบ การฟังซึ่งกันและกัน ฟังอย่างลึก ฟังให้ได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้พูด ฟังเพื่อกระตุ้นผู้สื่อสารสะท้อนความชื่นชมให้กำลังใจ ให้ความเคารพหรือให้เกียรติ   ที่คล้ายๆ เป็นการให้การป้อนกลับสร้างสรรค์และเชิงชื่นชมไปในตัว

สิ่งที่องค์การศึกษาแพทยศาสตร์พึงตระหนัก คืออุปสรรคหรือความยากลำบากไม่ได้เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์เสมอไป    แต่อาจเป็นเครื่องมือเพื่อดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่สู่การบรรลุเป้าหมายที่สูงขึ้น  ช่วยหนุนการสร้างสุขภาวะในระยะยาว    เป็นการสร้างมิติใหม่ หรือ S-Curve ใหม่ในชีวิต    หนุนโดย Growth Mindset และพลังของ Grit   สู่การพัฒนาทักษะเชิงลักษณะนิสัย (character skills)   ไม่เพียงพัฒนาทักษะเชิงวิชาการหรือวิชาชีพเท่านั้น    กระบวนการแพทยศาสตรศึกษาต้องสร้างโอกาส ให้ศิษย์ได้ฝึกเผชิญสิ่งยาก เพื่อดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ภายในของตนเองออกมากระทำการ

อาจารย์ต้องมี soft skills (จรณทักษะ) ซึ่งอยู่ในวิญญาณความเป็นครู ได้แก่ เมตตา รักและเห็นใจศิษย์ ที่เป็นความรัก ไร้เงื่อนไข รักศิษย์เท่าๆ กัน ทั้งคนเรียนเก่งและเรียนไม่เก่ง รวมทั้งศิษย์ที่ไม่ตั้งใจเรียน   มีความเห็นอกเห็นใจ (empathy)   เข้าใจความคิดเห็นของนักศึกษาและผู้อื่น   มีความเมตตากรุณา ปรับตัวให้เข้ากับศิษย์ซึ่งเป็นคนยุคใหม่   รวมทั้งเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้จากประสบการณ์

การเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นการเรียนรู้โดยการสะท้อนคิด  ที่สะท้อนคิดจากประสบการณ์จริงของตนเอง ผ่านการตั้งคำถามในมิติของ ค่านิยม (values)  เจตคติ (attitude)  ทักษะ (skills)  และความรู้ (knowledge)   สู่การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด (critical reflection)   ทั้งทำคนเดียวและเป็นทีม   อาจารย์ให้นั่งร้าน (scaffolding) ด้วยคำถามกระตุกการสะท้อนคิดของศิษย์    เป็นการฝึกทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต

เครื่องมือเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีพลังคือ วงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ของศาสตราจารย์โค้ลบ์ (Kolb’s Experiential Learning Cycle)   ที่เมื่อนำมาใช้จะฝึกนักศึกษาให้สะท้อนคิดจากประสบการณ์สู่หลักการ   โดยเริ่มจาก ประสบการณ์ตรง (Concrete Experience)  และในทันใดนั้นผู้เรียนสังเกตแล้วสะท้อนคิด (Reflective Observation)  โดยอาจารย์ ช่วยกระตุ้นการสะท้อนคิดด้วยคำถามหลากหลายแบบ  คำถามที่มีพลังที่สุด มีคุณค่าที่สุด คือคำถามกระตุ้นให้ มีการสะท้อนคิดตกผลึกสู่หลักการเชิงนามธรรม (Abstract Conceptualization)   ที่เมื่อศิษย์คิดหลักการเชิงนามธรรมได้แล้ว อาจารย์กระตุ้นให้ ศิษย์เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพื่อนำหลักการที่คิดได้นั้นไปทดลองใช้ (Active Experimentation)   นำสู่วงจรเรียนรู้จากประสบการณ์รอบต่อไป    เป็นวงจรเรียนรู้ไม่รู้จบ     

การหมุนวงจร Kolb’s Experiential Learning Cycle นี้ จะเป็นการฝึกความคิดเชิงหลักการจากปฏิบัติการอยู่ตลอดเวลา ในชีวิต   นำสู่ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากประสบการณ์ของตนเอง

อาจใช้วงวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติฝึกศิษย์ให้เป็นผู้เรียนเชิงรุก (active learner)  มีการเรียนรู้จากประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา    ไม่ว่าทำอะไรมีการสะท้อนคิดสู่หลักการหรือทฤษฎี    เป็นการทำความเข้าใจ หรือปรับความเข้าใจทฤษฎีที่เรียนมาแล้ว ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือสอดคล้องกับบริบทของเรายิ่งขึ้น   หรือมีการสร้างทฤษฎีใหม่จากบริบทของเราเอง แล้วนำไปพิสูจน์ด้วยการนำไปทดลองใช้    เกิดความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ ด้านค่านิยม เจตคติ ทักษะ และความรู้ อยู่ตลอดเวลา

อาจารย์ต้อง เปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้แบบที่เคยชิน ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบบอกสอนทฤษฎี   ไปสู่การเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่เป็นการเรียนรู้เชิงรุก    เปลี่ยนชั่วโมงสอน เป็นชั่วโมงฝึกแล้วสะท้อนคิด    เพื่อสะท้อนคิดประสบการณ์สู่หลักการ ทั้งหลักการเชิงเทคนิค และเชิง soft skills   ทำให้มีการเรียนรู้และพัฒนา soft skills บูรณาการอยู่ในทุกรายวิชา ทุกกิจกรรม    นำสู่การฝึกทักษะเปลี่ยนแปลงตัวเอง  (self-transformation) 

อาจารย์ต้องฝึกตนเอง และศิษย์ ให้รู้จักใช้พลังของการทำงานเป็นทีม และพลังสะท้อนคิด    โดยก่อนปฏิบัติงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีการตั้งวงสานเสวนา ที่เรียกว่า BAR – Before Action Review ให้แต่ละคนพูดอย่างเปิดใจและฟังอย่างตั้งใจ    แต่ละคนบอกว่าตนมองว่าเป้าหมายใหญ่ของงานคืออะไร ทั้งในเชิงเป้าหมายและเชิงคุณค่า    บทบาทความรับผิดชอบของตนคืออะไรบ้าง เชื่อมโยงกับงานของผู้อื่นอย่างไร   ระบุแผนการทำงานของตน บอกลักษณะของผลงานคุณภาพสูงที่คาดหวัง  บอกข้อกังวลที่อาจทำไม่ได้ดี   ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากใครหากเกิดเหตุการณ์ขัดข้องดังกล่าวขึ้น   และอาจจะบอก ความคิดที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ของตนอย่างอื่น

ใช้พลังของการสะท้อนคิดหลังปฏิบัติงานเสร็จ (AAR – After Action Review)   โดยแต่ละคนบอกว่า มองเป้าหมายในภาพรวมของงานอย่างไรบ้าง   ที่ผ่านมา บรรลุในระดับใด    เป้าหมายของงานในส่วนที่ตนรับผิดชอบมีอะไรบ้าง   ส่วนไหนที่ได้ผลดีเกินคาด เพราะอะไร   ส่วนไหนที่ยังไม่บรรลุผลที่ต้องการ เพราะอะไร   หากทำงานนี้ในรอบใหม่จะดำเนินการแตกต่างจากคราวนี้อย่างไร   ได้เรียนรู้อะไรสำหรับนำไปใช้ประโยชน์อะไร  และอื่นๆ ที่อยากบอก

การสะท้อนคิดก่อนปฏิบัติงานและการสะท้อนคิดหลังการปฏิบัติงานนี้ อาจทำคนเดียว และนำมาสะท้อนคิดร่วมกันในวงสานเสวนา    เพื่อฝึกฟังผู้อื่นและเรียนรู้จากผู้อื่น   รวมทั้งได้ฝึกใช้การสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวดตรวจสอบตนเอง   เพื่อฝึกการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เมื่อปี คริสต์ศักราช 2010 ได้มีรายงานภาพใหญ่ของการศึกษาวิชาชีพสุขภาพ บอกว่า   ในช่วง ๑๐๐ ปี หลังการปฏิรูปโครงสร้าง การศึกษาวิชาชีพสุขภาพครั้งใหญ่ ในปีคริสต์ศักราช 1910    มีการปรับการศึกษา จากเน้นฝึกปฏิบัติงาน (apprenticeship) กับผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก    สู่การเพิ่มหลักการเน้นวิทยาศาสตร์ (science-based)    คณะผู้ศึกษาและเขียนรายงานข้อเสนอแนะ เสนอว่าควรเพิ่มเป้าหมายของการศึกษาวิชาชีพสุขภาพ ให้เน้นระบบสุขภาพ (systems-based) ด้วย 

และในปี คริสต์ศักราช 2022 เพื่อตอบสนองต่อการระบาดของโควิด ๑๙   คณะผู้ศึกษาชุดเดิม ได้มีรายงานออกมาอีกครั้งหนึ่ง   ตรวจสอบความก้าวหน้าการดำเนินการพัฒนาการศึกษาวิชาชีพสุขภาพในช่วง 12 ปี จากปี ค.ศ. 2010 ถึง ปี ค.ศ. 2022 พบว่า มีความก้าวหน้าทางด้านพัฒนาของวิธีจัดการเรียนรู้ ใน ๓ ด้าน คือ การศึกษาที่เน้นสมรรถนะ การศึกษาข้ามวิชาชีพ และการศึกษาที่หนุนโดยระบบไอที

คณะผู้ศึกษาเสนอแนะแนวทางพัฒนาการศึกษาวิชาชีพสุขภาพ ในโอกาสต่อไป ๕ เรื่องใหญ่ๆ คือ  การพัฒนาระบบที่มีความร่วมมือกัน (interdependence)  การสร้างความเสมอภาค  การเรียนรู้แบบผสม (blended learning)  การใช้ เอไอ  และการศึกษาระบบเปิด    ซึ่งหมายความว่า การศึกษาแพทยศาสตร์ต้องช่วยให้บัณฑิตแพทย์ เข้าใจระบบสุขภาพของประเทศตน    มีการ เรียนรู้ ศาสตร์ด้านระบบสุขภาพ (Health Systems Science)  เพื่อให้ตระหนักในความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของระบบสุขภาพ มีปัจจัยหลากหลายด้านที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งหนุนและทั้งต้านทักษะวิชาชีพและอุตสาหะวิริยะของผู้เป็นแพทย์ในการทำให้ประชาชนทั้งมวลมีสุขภาวะดี  เช่น ปัจจัยด้านธุรกิจต่อระบบสุขภาพ (Commercial Determinants of Health) 

ช่วยให้ เข้าใจว่า สุขภาวะของคนทั้งมวลนั้น ไม่ได้ขึ้นกับบริการสุขภาพที่ดี  และความสามารถของบุคลากรสุขภาพเท่านั้น  ยังขึ้นกับระบบของหน่วยบริการ  ระบบสุขภาพในภาพใหญ่  และสภาพแวดล้อมอื่นๆ ในสังคม    ช่วยให้แพทย์มีมุมมองเชิงระบบที่ถูกต้อง ไม่มีความเข้าใจผิดๆ ที่ทำให้ตนเองหลงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แทนที่จะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ปัญหา

เรื่องปัจจัยกำหนดสุขภาวะด้านสังคม (Social Determinants of Health)  มีผู้ เสนอไว้เป็นอย่างดี  รวมทั้งมีการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง   ดังตัวอย่างเรื่อง Social Prescribing  ที่เป็นการดำเนินการเชิงรุกของระบบสุขภาพ ต่อการเข้าไปสร้างปัจจัยบวกทางสังคม เพื่อสุขภาพ ด้านใดด้านหนึ่ง

นอกจากนั้น ต้องเข้าใจเรื่อง ตัวกำหนดสุขภาพจากวงการธุรกิจการค้า (Commercial Determinants of Health)  ที่มีทั้ง  พฤติกรรมที่ก่อผลบวก และพฤติกรรมที่ก่อผลลบต่อระบบสุขภาพ    ที่พึงตระหนักคือ แพทย์เป็นเป้าหมายของการที่วงการธุรกิจบางส่วนจะเข้ามาหลอกใช้เพื่อผลประโยชน์สีเทาของตน

สุขภาวะของผู้ให้บริการสุขภาพ

ความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของวงการ ศึกษาวิชาชีพสุขภาพคือ การเรียนรู้ข้ามวิชาชีพ (IPE – Interprofessional Education)  ที่นำสู่ทักษะในการทำงานข้ามวิชาชีพ (IPP – Interprofessional Practice)   เป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำงานข้ามวิชาชีพอย่างราบรื่นเข้าใจกัน  นำสู่สุขภาวะของผู้ให้บริการสุขภาพ    

อีกประการหนึ่งคือระบบงานในสถานบริการ ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย และน่าจะมีผลการศึกษาและข้อเสนอแนะในการประชุมนี้    ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือการมีความเข้าใจเห็นอกเห็นใจ (empathy) ต่อคนรุ่นใหม่    ว่าต้องการสมดุลย์ ระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว    นอกจากนั้นยังขึ้นกับ soft skills อื่น ๆ รวมทั้งความยืดหยุ่นปรับตัว (resilience) ที่ฝึกมาจากโรงเรียนแพทย์ ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ตามด้วย การใคร่ครวญสะท้อนคิด   รวมทั้งในสถานประกอบการควรมีระบบให้คำแนะนำป้อนกลับแก่กันและกันในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างสุขภาวะแก่กันและกันของผู้ให้บริการสุขภาพ

สุขภาวะของประชาชนทั่วไปและสังคม

หลักการสำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะมีการนำเสนอในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๑๗ ในวันที่ ๒๗ - ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ นี้  คือ “ประชาชนทุกคนเป็นกำลังคนสุขภาวะ”   ซึ่งหมายความว่าการศึกษาแพทยศาสตร์ต้องฝึกให้แพทย์ทุกคนมีทักษะสร้างกระบวนทัศน์นี้แก่คนไทยทุกคน รวมทั้งสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้ประชาชนเข้าใจว่าตนต้องดูแลสุขภาวะของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม   ต้องทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมสุขภาวะ  ไม่หลงหรือเผลอทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา 

เพื่อสุขภาวะของทุกคน ระบบสุขภาพต้องมีคุณลักษณะสำคัญอย่างน้อย ๓ ประการคือ เสมอภาค  คุณภาพ และประสิทธิภาพ 

ต้องมีการวิจัยระบบสุขภาพ  เพื่อทำความเข้าใจภาพใหญ่ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบย่อย    และเพื่อเอาชนะมายาคติที่แฝงอยู่ในระบบ

มีกำลังคนสุขภาพด้านวิชาชีพที่สมรรถนะสูง คุณธรรมสูง   มีการเรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิตในทุกด้าน ด้วย Experiential Learning   มีทักษะหนุนให้ “ประชาชนทุกคนเป็นกำลังคนสุขภาวะ”

โดยสรุป โจทย์สำคัญของแพทยศาสตรศึกษาในทศวรรษหน้า ได้แก่ การให้นิยามหรือตั้งคำถามว่า แพทย์ที่ดีในยุคนี้และในอนาคตอันใกล้เป็นอย่างไร  ผลิตอย่างไร  ระบบของประเทศควรเป็นอย่างไร   อาจารย์ต้องมีสมรรถนะอะไรบ้าง   แพทย์ต้องมีสมรรถนะอะไรบ้าง   มีการเรียนรู้ต่อเนื่องอย่างไร มีระบบหนุนการเรียนรู้ตลอดเวลาในการประกอบวิชาชีพอย่างไร   ทำอย่างไรให้แพทยศาสตรศึกษาจึงจะเป็นเครื่องมือหนุนสุขภาวะของคนไทยทุกคน   รวมทั้งเป็นการเรียนรู้ที่เอาใจใส่สุขภาวะของผู้เรียน อาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องทุกคน   ทำอย่างไรแพทย์ทุกคนจึงจะไม่เพียงเป็นผู้บำบัดโรค   แต่เป็นผู้สร้างสุขภาวะทุกด้านให้แก่คนไทยและสังคมไทย

.................................