ว่าด้วย โทษของการมองในเวลาที่ไม่ควรมอง

ปูติมังสชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๑๑. ปูติมังสชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๓๗)

ว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะ

             (สุนัขจิ้งจอกตัวเมียกล่าวกับแม่แพะว่า)

             [๙๖] นี่เพื่อนหญิง การมองดูของสุนัขจิ้งจอกปูติมังสะ ฉันไม่พอใจเลย ควรละเว้นให้ห่างไกลจากสหายเช่นนี้

             (สุนัขจิ้งจอกตัวผู้กล่าวว่า)

             [๙๗] แม่เวณีนี้บ้า ยกย่องเพื่อนหญิงต่อหน้าผัว ย่อมซบเซาถึงแม่แพะตัวที่มาแล้วกลับไป

             (สุนัขจิ้งจอกตัวเมียกล่าวว่า)

             [๙๘] นี่สหาย ท่านซิบ้า โง่เขลาขาดปัญญาพิจารณา ทำลวงว่าตาย แต่กลับชะเง้อมอง โดยกาลอันไม่สมควร

             (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

             [๙๙] บัณฑิตไม่ควรจะเพ่งมองในกาลอันไม่สมควร ควรจะเพ่งมองในกาลอันสมควร ผู้ที่เพ่งมองในกาลอันไม่สมควรย่อมซบเซา เหมือนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะ

             (สุนัขจิ้งจอกตัวเมียกล่าวกับแม่แพะว่า)

             [๑๐๐] เพื่อนหญิง ขอให้รักของเราจงมีเหมือนเดิมเถิด ขอเธอจงให้ความชื่นใจแก่ฉัน ผัวของฉันกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว เธอควรไปเยี่ยมเยียนถามทุกข์สุขเถิด

             (แม่แพะกล่าวว่า)

             [๑๐๑] เพื่อนหญิง ขอความรักของเธอจงมีเหมือนเดิมเถิด ฉันจะให้ความชื่นใจแก่เธอ ฉันจะไปพร้อมกับบริวารจำนวนมาก ขอเธอจงทำอาหารไว้เถิด

             (สุนัขจิ้งจอกตัวเมียกล่าวว่า)

             [๑๐๒] บริวารของเธอที่ฉันจะทำอาหารให้กิน เป็นสัตว์ชนิดไหน ทั้งหมดมีชื่อว่าอย่างไร ฉันถามถึงสัตว์เหล่านั้นแล้ว ขอเธอจงบอก

             (แม่แพะกล่าวว่า)

             [๑๐๓] บริวารของฉันเป็นเช่นนี้ คือ สุนัขชื่อมาลิยะ จตุรักขะ ปิงคิยะ และชัมพุกะ เธอจงทำอาหารเพื่อพวกเขา

             (สุนัขจิ้งจอกตัวเมียกล่าวว่า)

             [๑๐๔] เมื่อเธอออกจากถ้ำไป แม้สิ่งของก็จะสูญหาย ฉันจะแจ้งข่าวความสุขสบายแก่เพื่อนเอง เธออยู่ที่นี้แหละ อย่าไปเลย

ปูติมังสชาดกที่ ๑๑ จบ

-----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ปูติมังสชาดก

ว่าด้วย โทษของการมองในเวลาที่ไม่ควรมอง

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภความไม่สำรวม จึงได้ตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               ความย่อมีว่า สมัยหนึ่ง ภิกษุจำนวนมากไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
               พระศาสดาตรัสแก่พระอานนท์เถระว่า ควรจะกล่าวสอนภิกษุเหล่านี้. รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์เป็นพิเศษ เสด็จไปในท่ามกลางประทับนั่งเหนือบัลลังก์อันประเสริฐที่จัดไว้ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรถือนิมิตในรูปเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งศุภนิมิต เพราะถ้าตายลงในขณะนั้น จะบังเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น ฉะนั้น อย่าถือศุภนิมิตในรูปเป็นต้น ขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรยึดรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ เพราะผู้ที่ยึดรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ ย่อมถึงมหาพินาศในปัจจุบันทีเดียว
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จักขุนทรีย์ที่ถูกแทงด้วยซี่เหล็กแดงประเสริฐกว่า การแลดูศุภนิมิตในรูปไม่ประเสริฐเลย เวลาที่พวกเธอจะควรแลดูรูปมีอยู่บางคราว เวลาที่พวกเธอไม่ควรแลดูรูปมีอยู่บางคราว ในเวลาแลดูไม่ควรแลดูด้วยสามารถแห่งศุภนิมิต ควรแลดูด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตเท่านั้น
               เมื่อทำได้อย่างนี้ก็จักไม่เสื่อมจากอารมณ์ของตน
               ก็อะไรเล่าเป็นอารมณ์ของพวกเธอ
               คือ สติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ โลกุตตรธรรม ๙ เมื่อพวกเธอโคจรอยู่ในอารมณ์เช่นนี้ มารก็จะไม่ได้โอกาสทำร้าย แต่ถ้าพวกเธอตกอยู่ในอำนาจกิเลส แลดูด้วยสามารถแห่งศุภนิมิต ก็จักเสื่อมจากอารมณ์ของตน เหมือนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะเสื่อมจากที่หาอาหารฉะนั้น
               แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี. มีแพะหลายร้อยอยู่ในถ้ำเชิงภูเขา ในแดนป่าหิมพานต์ ณ ที่ใกล้ๆ กับที่อยู่ของแพะเหล่านั้น มีสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะกับภรรยาชื่อเวณี อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง
               วันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกเที่ยวไปกับภรรยา เห็นแพะเหล่านั้น คิดว่า เราควรจะกินเนื้อแพะเหล่านี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง แล้วได้ใช้อุบายฆ่าแพะวันละตัว สุนัขจิ้งจอกทั้งสองกินเนื้อแพะจนมีกำลังร่างกายอ้วนสมบูรณ์ แพะก็น้อยลงโดยลำดับ ในกลุ่มแพะเหล่านั้น มีแพะตัวเมียตัวหนึ่งชื่อเมณฑิกมาตา เป็นแพะฉลาดรู้เท่าทันอุบาย สุนัขจิ้งจอกไม่อาจฆ่ามันได้
               วันหนึ่ง จึงปรึกษากับภรรยาว่า ที่รัก แพะทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว เราควรใช้อุบายกินแพะตัวเมียตัวนี้ และในเรื่องนี้มีอุบายดังนี้ คือตัวเจ้าผู้เดียว จงไปเป็นเพื่อนกับเขา ครั้นเมื่อนางแพะมีความคุ้นเคยกับเจ้า เราจักนอนทำเป็นตาย เจ้าจงเข้าไปหานางแพะแล้วพูดว่า แม่แพะเอ๋ย สามีของฉันตายเสียแล้ว และฉันก็ไม่มีที่พึ่ง นอกจากท่านแล้ว ญาติคนอื่นของฉันไม่มี ท่านจงมาเถิด พวกเราจักพากันร้องไห้คร่ำครวญเผาศพสามีของฉัน ดังนี้แล้ว จงพาเขามา แล้วฉันจักโดดขึ้นกัดคอฆ่าแพะนั้นเสีย.
               สุนัขจิ้งจอกตัวเมียรับคำว่า ดีแล้ว จึงไปคบมันเป็นเพื่อน เมื่อคุ้นเคยกันแล้วก็ได้กล่าวกะมันอย่างนั้น. มันจึงกล่าวว่า แน่ะสหายการที่เราจะไปนั้นไม่ควร สามีของท่านกินญาติของเราจนหมด เรากลัวไม่อาจไป สุนัขจิ้งจอกตัวเมียจึงกล่าวว่า แน่ะสหาย อย่ากลัวเลยผู้ที่ตายแล้วจะทำอะไรได้ แพะตัวเมียแม้กล่าวตอบอย่างนี้ว่า สามีของท่านมีฤทธิ์เดชมาก ฉันกลัวจริงๆ ดังนี้ ถูกสุนัขจิ้งจอกตัวเมียวิงวอนอยู่บ่อยๆ คิดว่า สุนัขจิ้งจอกคงตายแน่. จึงรับคำแล้วไปกับสุนัขจิ้งจอกตัวเมีย และเมื่อไปมันคิดว่า ใครจะรู้ว่าจักมีเหตุอะไรเกิดขึ้น จึงให้สุนัขจิ้งจอกตัวเมียไปข้างหน้า มันตามไปพลาง คอยกำหนดสุนัขจิ้งจอกอยู่ด้วย เพราะความสงสัยในสุนัขจิ้งจอกนั้น.
               สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ได้ยินเสียงฝีเท้าสัตว์ทั้งสอง คิดว่า แพะตัวเมียมาถึงหรือยัง จึงยกศีรษะขึ้นชำเลืองดู. แพะตัวเมียเห็นสุนัขจิ้งจอกทำดังนั้น คิดว่า สุนัขจิ้งจอกนี้เลวมาก ประสงค์จะลวงเรามาฆ่า นอนทำเป็นตาย จึงกลับไป สุนัขจิ้งจอกตัวเมียจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงหนีไปเสีย?
               เมื่อจะกล่าวเหตุนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               แน่ะสหาย การจ้องดูของสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะไม่เป็นที่ชอบใจเราเลย บุคคลพึงเว้นสหายเช่นนี้ ให้ห่างไกล.
               ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว แพะตัวเมียได้กลับไปที่อยู่ของตน สุนัขจิ้งจอกตัวเมีย เมื่อไม่อาจให้แพะตัวเมียกลับมาได้ ก็โกรธแพะตัวเมียไปสำนักของสามีตน นั่งซบเซาอยู่.
               ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ เมื่อจะติเตียนสุนัขจิ้งจอกตัวเมีย
               จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               สุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่าเวณีนี้เป็นบ้าไปได้ พรรณนาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายให้ผัวฟัง ครั้นแพะตัวเมียถอยหลังกลับไปไม่มา ก็นั่งซบเซาถึงแพะตัวเมียชื่อเมณฑิมาตา ผู้มาแล้วถอยหลังกลับไปเสีย.
               แรกทีเดียว สุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่าเวณีนี้ พรรณนาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายของตนในสำนักของสามีว่า แม่แพะผู้มีความรักใคร่คุ้นเคยในเราจักมาสู่สำนักของสามี ขอให้ท่านจงทำเป็นตายบัดนี้ ครั้นมันถอยกลับไป ก็มานั่งซบเซาถึง คือเศร้าโศกถึงแม่แพะชื่อว่าเมณฑิมาตานั้นผู้มาแล้วแต่ไม่ถึงสำนักเรา.
               แม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
               แน่ะเพื่อน ท่านนั้นแหละเป็นบ้า มีปัญญาทราม ขาดปัญญาเครื่องพิจารณา ท่านนั้นทำอุบายล่อลวงว่าตาย แต่ชะเง้อดู โดยกาลอันไม่ควร.
               ในที่นี้มี อภิสัมพุทธคาถา ดังนี้ว่า :-
               บัณฑิตไม่ควรชะเง้อมองในกาลอันไม่ควร ควรมองดูแต่ในกาลอันควร
               ผู้ใดชะเง้อมองในกาลอันไม่ควร ผู้นั้นย่อมซบเซา เหมือนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะ ฉะนั้น.
               ในกาลทั้งสองนั้น ชนทั้งหลายที่แลดูรูปในกาลที่มีความกำหนัดย่อมถึงมหาพินาศ ดังนั้น. คำว่า ในกาลอันไม่ควรบัณฑิตพึงเปรียบเทียบด้วยชาดกทั้งหลายมีหริตจชาดก และโลมสกัสสปชาดก เป็นต้น ชนที่แลดูรูปด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตย่อมดำรงอยู่ในพระอรหัตผล ดังนั้น คำว่า ในกาลอันควร บัณฑิตพึงเปรียบเทียบด้วยเรื่องพระติสสเถระผู้เจริญอสุภกรรมฐาน.
               ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะชะเง้อดูแม่แพะในกาลอันไม่ควร จึงเสื่อมจากเหยื่อของตน ซบเซาอยู่ฉันใด ภิกษุแลดูรูปด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตในกาลอันไม่ควร จึงเสื่อมจากอารมณ์มีสติปัฏฐานเป็นต้น ซบเซาอยู่ คือลำบากอยู่ทั้งในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพฉันนั้น.
               แม่สุนัขจิ้งจอกชื่อเวณีได้กล่าวปลอบโยนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะว่า ข้าแต่สามี ท่านอย่าเสียใจเลย ฉันจะใช้อุบายนำนางแพะนั้นมาอีก เวลานางแพะมา ท่านอย่าประมาท จงจับไว้ให้ได้ แล้วไปสำนักนางแพะนั้น กล่าวว่า สหายเอ๋ย การที่ท่านกลับมาเสียนั้นแหละเกิดประโยชน์แก่เรา เพราะพอท่านมาแล้วเท่านั้นสามีก็กลับได้สติ บัดนี้ยังมีชีวิตอยู่ ท่านจงมา ไปทำปฏิสันถารกับสามีของเราเถิด ดังนี้
               แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :-
               ดูก่อนสหาย ขอความรักจงมีแก่เรา ท่านจงให้ความเอิบอิ่มแก่เรา สามีของเรากลับฟื้นขึ้นมาแล้ว ถ้าท่านมีความรักเรา ก็จงมาไปกับเราเถิด.
               แม่แพะคิดว่า แม่สุนัขจิ้งจอกเลวทรามนี้ประสงค์จะลวงเรา การกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ไม่สมควรเลย เราจักใช้ลวงนางสุนัขจิ้งจอกบ้าง ดังนี้
               แล้วกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
               แน่ะสหาย ขอความรักจงมีแก่ท่าน เราจะให้ความเอิบอิ่มแก่ท่าน เราจักมาด้วยบริวารเป็นอันมาก ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เถิด.
               ลำดับนั้น แม่สุนัขจิ้งจอกเมื่อจะถามถึงบริวารกะแม่แพะ ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-
               บริวารของท่านเป็นเช่นไร เราจักจัดแจงโภชนาหารเพื่อบริวารเหล่าใด ก็บริวารเหล่านั้นทั้งหมดมีชื่อว่าอย่างไร เราขอถาม ขอท่านจงบอกบริวารเหล่านั้นแก่เรา.
               เมื่อแม่แพะจะบอก ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
               บริวารของเราเช่นนี้ คือ สุนัขชื่อมาลิยะ ๑ ชื่อจตุรักขะ ๑ ชื่อปิงคิยะ ๑ ชื่อชัมพุกะ ๑ ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เพื่อบริวารเหล่านั้นเถิด.
               แม่แพะกล่าวดังนี้แล้วได้กล่าวต่อไปว่า บรรดาสุนัขเหล่านั้นตัวหนึ่งๆ มีบริวารตัวละห้าร้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักมีสุนัขสองพันตัวแวดล้อมมา ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ถ้าสุนัขเหล่านั้นไม่ได้โภชนาหาร ก็จักฆ่าท่านทั้งสองกินเสีย. แม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นก็กลัว คิดว่า ไม่เป็นการสมควรที่แม่แพะนี้จะไปในสำนักของสามีเรา เราจักใช้อุบายทำให้แม่แพะนี้ไม่ไป ดังนี้
               แล้วกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
               เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของของท่านไม่มีใครดูแลจักเสียหาย คำพูดของสหายมิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี่เถิดอย่าไปเลย.
               อธิบายความแห่งคาถานั้นว่า แน่ะสหาย ในเรือนของท่านมีสิ่งของอยู่เป็นอันมาก เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของนั้นก็จักไม่มีใครดูแล จักเสียหาย เรานี้แหละจักบอก คำกล่าวของท่านผู้เป็นสหาย คือเป็นเพื่อน มิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี่แหละ อย่าไปเลย.
               ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว แม่สุนัขจิ้งจอกมีความกลัวมรณภัยรีบไปสำนักของสามี พาสามีหนีไปที่อื่น ทั้งสองผัวเมียก็ไม่อาจมาที่นั้นอีก.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               ในครั้งนั้น เราตถาคต เกิดเป็นเทวดาอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ในที่นั้น ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาปูติมังสชาดกที่ ๑๑               
               -----------------------------------------------------