ค่ำวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ผมไปร่วมการประชุมระดมสมองเพื่อรับฟังความคิดเห็น หัวข้อ “การพัฒนาและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.)” ณ โรงแรม เดอะ ระวีกัลยา แบงค็อก จัดโดย ทีดีอาร์ไอ สนับสนุนทุนโดย สอวช. ในสถานที่ บูติดโฮเตล แถวเทเวศร์ ริมคลองผดุงกรุงเกษม ที่มีธรรมชาติร่มรื่น และเป็นสภาพ “คุยไปกินไป” ที่อร่อยทั้งลิ้นและสมอง
ที่มาของการประชุมนี้คือ “การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในปี พ.ศ. 2562 ได้รับความ เห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561 โดยการจัดตั้งกระทรวงใหม่เป็นไปตามกฎหมาย ปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) 4 ฉบับ ได้แก่ (1) พระราชบัญญัติการ อุดมศึกษา พ.ศ. 2562 (2) พระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แห่งชาติ พ.ศ. 2562 (3) พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พ.ศ. 2562 (4) พระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ในปี พ.ศ. 2567 กฎหมายปฏิรูป อววน. ดังกล่าวได้บังคับใช้มาเป็นระยะเวลาครบห้าปี ซึ่งเป็นกรอบ ระยะเวลาที่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบต้องดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ต้องการให้มีกฎหมายเท่าที่ จำเป็นและยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งที่ ส่งผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ดังนั้น สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ซึ่ง เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำและขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ รวมทั้งกำกับดูแลและกำหนด ทิศทางการดำเนินงานให้เกิดการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินผลสัมฤทธิ์และการจัดทำและ เผยแพร่ข้อมูลกฎหมายพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 25621 จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ในการนี้ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จึง ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายปฏิรูป อววน. ของประเทศไทย”
สรุปภาพใหญ่ว่า การปฏิรูประบบ ววน. ที่เริ่มปี ๒๕๖๑ และเริ่มกิจกรรมปี ๒๕๖๒ ไม่เป็นไปตามคาดหวัง เป็น ๕ ปีแห่งความผิดหวัง แต่เราก็ยังหวังว่า จะช่วยกันปรับวิธีดำเนินการระบบการตัดสินใจเชิงนโยบาย เชื่อมสู่การบริหารนโยบาย และการดำเนินการสนับสนุน ให้ระบบ ววน. หรือ วทน. เป็นกลไกหนุนการพัฒนาประเทศแบบ innovation-led development ในทุกระดับ ทุกหย่อมหญ้า
ดร. เสาวรัจ รัตนคำฟู ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เป็นผู้เสนอผลการวิจัยที่ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ (๑) การดำเนินการในระดับต่างๆ ของระบบ ววน. และผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ สรุปว่าเกิดผลน้อยกว่าที่คาดหวัง (๒) ข้อเรียนรู้จากระบบ ววน. ของต่างประเทศ ที่จุดเด่นอยู่ที่ระบบของเกาหลี (ใต้) และจีน (๓) ข้อเสนอแนะในการดำเนินการเพื่อปรับปรุงให้ระบบ ววน. ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิผล
ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ทำหน้าที่ประธานการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง โดยเสนอใช้หลักการของ Chatham House’s Rule ทำให้มีการสานเสวนากันอย่างเปิดใจ ช่วยให้คนนอกวงการอย่างผม ได้เรียนรู้สภาพจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ได้ในมิติที่ลึกมาก
ผมเสนอต่อที่ประชุมว่า เมื่อ ๕ ปีก่อน ตอนที่ สอวช. จัดประชุมคล้ายๆ กันนี้ เพื่อระดมความคิดหาปัจจัยหลักที่จะช่วยหนุนนำให้ระบบ ววน. ไทย เป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมพัฒนาแล้ว ผมเสนอเงื่อนไขสำคัญ ๒ ประการ คือ (๑) ระบบ ววน. ของประเทศควรมีลักษณะ private sector led ไม่ใช่ academic sector led อย่างในปัจจุบัน (๒) solidarity ของหน่วยงาน และบุคคลสำคัญภายในระบบ และมาถึงตอนนี้ ๕ ปีให้หลัง ผมมีความเห็นว่า private sector roles ควรมี ๒ แบบ คือแบบที่มีตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการในคณะกรรมการระดับต่างๆ กับแบบที่ภาคธุรกิจเอกชนรวมตัวกันเองเป็น consortium ส่งเสียงบอกความต้องการของตนต่อระบบ ววน. และเข้าร่วมมือดำเนินการตามแนวทางที่เรียกร้องนั้น รวมทั้งส่งเสียงพอใจในมาตรการวิธีการถูกต้อง
การเสวนาอย่างอิสระ และเปิดใจ นำสู่ข้อสรุปว่า ที่ผ่านมาจุดอ่อนอยู่ที่เราไม่ได้ใจของฝ่ายการเมือง ฝ่ายการเมืองไม่เห็นว่ากิจกรรม ววน. จะช่วยให้เขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างไร
นำสู่ข้อสรุปว่า นอกจากการแก้ไขกฎหมาย ที่โครงการวิจัยค้นพบจุดอ่อนหลายเรื่องแล้ว ต้องสร้างความเข้มแข็งที่คณะเลขานุการกิจของสภานโยบายฯ ที่จะต้องกันวาระประชุมแบบเข้าเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายออกไป นำเข้าประชุมสภานโยบายเฉพาะเรื่องเชิงนโยบายจริงๆ ที่เมื่อมีมติแล้วประธานคือท่านนายกรัฐมนตรี จัดแถลงข่าวทันที เพราะเป็นผลงานของพรรคของท่าน โปรดสังเกตนะครับ ว่าไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล
ซึ่งจะช่วยให้สภานโยบาย อววน. มีพลังอย่งแท้จริง ไม่อยู่ในสภาพที่นายกรัฐมนตรีไม่มาประชุมเองอย่างที่ผ่านมา
ผมได้เรียนรู้ว่า ในสภาพการเมืองปัจจุบัน ผลงานตามนโยบายของรัฐบาล กับของพรรค เป็นคนละเรื่อง และยังมีการแข่งขันกันหาเสียงจากผลงานของแต่ละพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ที่อาจมองเป็นจุดอ่อนของบ้านเมือง หรือมองเป็นสภาพความเป็นจริงก็ได้
น่ายินดีมาก ที่การประชุมบรรลุข้อเสนอแนะที่ลึกมาก ทั้งหมดนั้น ก็เพื่อบ้านเมืองของเรา
วิจารณ์ พานิช
๒๐ พ.ย. ๖๗