มหาสุวราชชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๓. มหาสุวราชชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๒๙)
ว่าด้วยพญานกแขกเต้า
(ท้าวสักกะตรัสกับพญานกแขกเต้าว่า)
[๒๐] เมื่อใดต้นไม้มีผลบริบูรณ์ เมื่อนั้นเหล่าวิหคก็พากันมาจิกกินผลไม้นั้น ครั้นรู้ว่า เมื่อผลวาย ต้นไม้สิ้นไปแล้ว ก็พากันจากต้นไม้นั้นไปตัวละทิศละทาง
[๒๑] พ่อนกแขกเต้าผู้มีจะงอยปากแดง เจ้าจงเที่ยวไปเถิด อย่าเพิ่งตายเลย เจ้ามาซบเซาอยู่บนตอไม้แห้งทำไม เจ้านกแขกเต้าผู้มีสีเขียวเหมือนไพรสณฑ์ในวสันตฤดู เจ้าบอกเราเถิด เหตุไร เจ้าจึงไม่ละทิ้งต้นไม้แห้ง
(พญานกแขกเต้ากล่าวว่า)
[๒๒] พญาหงส์ ชนเหล่าใดเป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์จนตลอดชีวิต แม้เพื่อนนั้นจะสิ้นทรัพย์หรือไม่สิ้นทรัพย์ก็ตาม ก็ไม่ยอมละทิ้ง ชนเหล่านั้นนับว่าเป็นสัตบุรุษระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษอยู่เสมอ
[๒๓] พญาหงส์ ข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในหมู่สัตบุรุษ ต้นไม้เป็นทั้งญาติเป็นทั้งสหายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการมีชีวิตอยู่ ทั้งที่รู้ว่าต้นไม้หมดสิ้นแล้ว ก็ไม่อาจทอดทิ้งไปได้ เพราะการทอดทิ้งไปนั้นไม่ใช่ธรรม
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๒๔] เป็นการดีเจ้าปักษีที่เจ้าได้กระทำความเป็นเพื่อน ไมตรีและความสนิทสนมในหมู่พวก ถ้าคุณธรรมข้อนี้เจ้าพอใจ เจ้าก็เป็นที่สรรเสริญของผู้รู้ทั้งหลาย
[๒๕] นี่เจ้านกแขกเต้าผู้มีปีกบินไปในอากาศ เรานั้นจะให้พรแก่เจ้า เจ้าจงเลือกพรสักอย่างหนึ่งตามที่เจ้าพอใจเถิด
(พญานกแขกเต้ากล่าวว่า)
[๒๖] พญาหงส์ หากท่านจะให้พรแก่ข้าพเจ้า ก็ขอให้ต้นไม้ต้นนี้มีอายุต่อไป ขอต้นไม้นั้นจงงอกงามมีกิ่งและผลสมบูรณ์ ผลิผลมีรสอร่อย ยืนต้นสง่างามเถิด
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๒๗] เพื่อน เจ้าจงเห็นต้นไม้นั้นมีผลดก ขอเจ้าจงอยู่ร่วมกันกับต้นมะเดื่อเถิด ขอต้นไม้นั้นจงงอกงามมีกิ่งและผลสมบูรณ์ ผลิผลมีรสอร่อย ยืนต้นสง่างามเถิด
(พญานกแขกเต้ากล่าวว่า)
[๒๘] ท้าวสักกะ วันนี้ข้าพระองค์มีความสุขเพราะเห็นต้นไม้มีผลฉันใด ขอพระองค์พร้อมทั้งพระประยูรญาติทั้งปวงจงมีความสุขฉันนั้นเถิด
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)
[๒๙] ท้าวสักกะครั้นประทานพร บันดาลให้ต้นไม้มีผลแก่นกแขกเต้าแล้ว พร้อมด้วยพระมเหสี ก็เสด็จหลีกไปยังสวนเทพนันทวัน
มหาสุวราชชาดกที่ ๓ จบ
----------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
มหาสุวราชชาดก
ว่าด้วย สหายย่อมไม่ละทิ้งสหาย
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเรียนพระกรรมฐานในสำนักพระศาสดา แล้วไปอยู่ในป่าอาศัยบ้านชายแดนตำบลหนึ่งในแคว้นโกศลชนบท พวกมนุษย์ช่วยกันปลูกสร้างที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันเป็นต้น แล้วทำเสนาสนะในที่เดินไปมาถวายภิกษุนั้น บำรุงภิกษุนั้นโดยเคารพ
เมื่อภิกษุนั้นจำพรรษา เดือนแรกเกิดเพลิงไหม้บ้านนั้นขึ้น แม้สักว่า พืชของพวกมนุษย์ก็ไม่มีเหลือ เขาจึงไม่อาจถวายบิณฑบาตที่ประณีตแก่ภิกษุนั้นได้ เธอแม้จะอยู่ในเสนาสนะที่สบาย แต่ลำบากด้วยบิณฑบาต จึงไม่สามารถจะให้มรรคหรือผลเกิดขึ้นได้ ครั้นกาลล่วงไปได้สามเดือน เธอมาเฝ้าพระศาสดา พระองค์ทรงทำปฏิสันถารแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ? เสนาสนะเป็นที่สบายดีหรือ? ภิกษุรูปนั้นได้กราบทูลความนั้นให้ทรงทราบ
พระศาสดาครั้นทรงทราบว่า เธอมีเสนาสนะเป็นที่สบาย จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ ธรรมดาสมณะเมื่อมีเสนาสนะเป็นที่สบายแล้ว ก็ควรละความโลภอาหารเสีย ยินดีฉันตามที่ได้มานั่นแหละกระทำสมณธรรมไป โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานเคี้ยวผงแห้งในต้นไม้ที่ตนอยู่อาศัย ยังละความโลภอาหาร มีความสันโดษ ไม่ทำลายมิตรธรรมไปเสียที่อื่น เหตุไรเธอจึงมาคิดว่า บิณฑบาตน้อยไม่อร่อย แล้วละทิ้งเสนาสนะที่สบายเสีย?
ภิกษุนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ที่ป่าไม้มะเดื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งคงคา ณ หิมวันตประเทศ มีนกแขกเต้าอาศัยอยู่หลายแสน บรรดานกแขกเต้าเหล่านั้น พญานกแขกเต้าตัวหนึ่ง เมื่อผลของต้นไม้ที่ตนอาศัยอยู่หมดลง สิ่งใดที่ยังเหลืออยู่จะเป็นหน่อใบเปลือกหรือสะเก็ดก็ตาม ก็กินสิ่งนั้นแล้วดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา มีความมักน้อยสันโดษเป็นอย่างยิ่ง ไม่ไปที่อื่นเลย ด้วยคุณคือความมักน้อยสันโดษอย่างยิ่งของพญานกแขกเต้านั้น ได้บันดาลให้ภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหว
ท้าวสักกเทวราชทรงพิจารณาดูก็รู้เห็นเหตุนั้น เพื่อจะลองใจพญานกแขกเต้า จึงบันดาลให้ต้นไม้นั้นแห้งไปด้วยอานุภาพของพระองค์ ต้นไม้นั้นเหลืออยู่แต่ตอแตกเป็นช่องน้อยช่องใหญ่ เมื่อถูกลมพัดก็มีเสียงปรากฏ เหมือนมีใครมาตีให้ดัง มีผงละเอียดไหลออกมาตามช่องต้นไม้นั้น พญานกแขกเต้าจิกผงเหล่านั้นกินแล้วไปดื่มน้ำที่แม่น้ำคงคา ไม่ไปที่อื่น มาจับอยู่ที่ยอดตอไม้มะเดื่อ โดยไม่ย่อท้อต่อลมและแดด.
ท้าวสักกเทวราชทรงทราบความที่ พญานกแขกเต้านั้นมีความมักน้อยอย่างยิ่ง ทรงดำริว่า เราจักให้พญานกแขกเต้าแสดงคุณในมิตรธรรม แล้วจักให้พรแก่เธอ ทำต้นมะเดื่อให้มีผลอยู่เรื่อยไปแล้วจะกลับมา ครั้นทรงดำริดังนี้ แล้วจึงทรงแปลงพระองค์เป็นพญาหงส์ตัวหนึ่ง นำนางสุชาดาอสุรกัญญาให้เป็นนางหงส์อยู่เบื้องหน้า บินไปถึงป่าไม้มะเดื่อนั้น จับอยู่ที่กิ่งไม้มะเดื่อต้นหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน
เมื่อจะเริ่มเจรจากับพญานกแขกเต้านั้น ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
เมื่อใดต้นไม้มีผลบริบูรณ์ เมื่อนั้นฝูงวิหคทั้งหลายย่อมพากันมามั่วสุมบริโภคผลไม้ต้นนั้น แต่โดยรู้ว่าต้นไม้สิ้นไปแล้ว ผลวายแล้ว ฝูงวิหคทั้งหลายก็พากันจากต้นไม้นั้นบินไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคาถานั้นว่า
ดูก่อนพระยานกแขกเต้า เมื่อใด ต้นไม้มีผลสมบูรณ์ เมื่อนั้น ฝูงวิหคทั้งหลายย่อมพากันมามั่วสุม บริโภคผลไม้ต้นนั้นจากกิ่งโน้นสู่กิ่งนี้ แต่โดยรู้ว่าต้นไม้นั้นสิ้นไปแล้ว ผลวายไปแล้ว ฝูงวิหคทั้งหลายก็พากันจากต้นไม้นั้นบินไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่.
ก็แหละ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงยุพญานกแขกเต้าให้ไปจากที่นั้น
จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนนกแขกเต้าผู้มีจะงอยปากแดง ท่านจงไปยังที่ที่ควรไปเถิด อย่าได้มาตายเสียเลย เหตุไรท่านจึงซบเซาอยู่ที่ต้นไม้แห้ง
ดูก่อนนกแขกเต้าผู้มีขนเขียวดุจไพรสณฑ์ในฤดูฝน เชิญเถิด ขอท่านจงบอกเรื่องนั้น เหตุไรท่านจึงทิ้งต้นไม้แห้งไม่ได้.
ลำดับนั้น พญานกแขกเต้ากล่าวกะพญาหงส์ว่า ข้าแต่พญาหงส์ เราละทิ้งต้นไม้นี้ไปไม่ได้ เพราะความที่เรามีกตัญญูกตเวที แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ข้าแต่พญาหงส์ ชนเหล่าใดแลเป็นเพื่อนของพวกเพื่อน ในคราวร่วมสุขทุกข์จนตลอดชีวิต ชนเหล่านั้นเป็นสัตบุรุษ ระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษอยู่ ย่อมละทิ้งเพื่อนผู้สิ้นทรัพย์หรือยังไม่สิ้นทรัพย์ไปไม่ได้เลย.
ข้าแต่พญาหงส์ เราก็เป็นผู้หนึ่งในบรรดาสัตบุรุษ ต้นไม้นี้เป็นทั้งญาติเป็นทั้งเพื่อนของเรา เราต้องการเพียงเพื่อเป็นอยู่ จึงไม่อาจละทิ้งต้นไม้นั้นไปได้ ก็การที่จะละทิ้งไปเพราะได้ทราบว่า ต้นไม้นี้สิ้นผลแล้วดังนี้ นี่ไม่ยุติธรรม.
ท้าวสักกเทวราชทรงสดับถ้อยคำของพญานกแขกเต้านั้นแล้ว ทรงยินดีตรัสสรรเสริญ ประสงค์จะประทานพร จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า :-
ความเป็นเพื่อน ความไมตรี ความสนิทสนมกัน ท่านได้ทำไว้เป็นพยานดีแล้ว ถ้าท่านชอบใจธรรมนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่วิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ.
ดูก่อนพญานกแขกเต้าผู้ชาติวิหค มีปีกเป็นยาน มีคอโค้งเป็นสง่า เรานั้นจะให้พรแก่ท่าน ท่านจงเลือกเอาพร ตามที่ใจปรารถนาเถิด.
พญานกแขกเต้า เมื่อจะเลือกรับพร ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-
ข้าแต่พญาหงส์ ถ้าท่านจะให้พรแก่ข้าพเจ้าไซร้ ก็ขอให้ต้นไม้นี้พึงได้มีอายุต่อไป ต้นไม้นั้นจงมีกิ่ง มีผลงอกงามดี มีผลมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง ตั้งอยู่อย่างสง่างามเถิด.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะประทานพรแก่พญานกแขกเต้านั้น
ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ดูก่อนสหาย ท่านจงดูต้นไม้นั้นซึ่งมีผลมากมาย ขอให้ท่านจงอยู่ร่วมกับต้นมะเดื่อของท่าน ขอให้ต้นมะเดื่อนั้นจงมีกิ่งก้าน มีผลงอกงามดี มีผลมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง ตั้งอยู่อย่างสง่างามเถิด.
ก็แหละ ท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็กลายเพศหงส์กลับเป็นท้าวสักกเทวราชตามเดิม แสดงอานุภาพของพระองค์กับนางสุชาดา เอาพระหัตถ์วักน้ำจากแม่น้ำคงคามาประพรมตอไม้มะเดื่อ ทันใดนั้น ต้นมะเดื่อซึ่งสมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ มีผลอันอร่อย ก็ตั้งขึ้นยืนต้นอยู่อย่างงามสง่า เหมือนมุณฑมณีบรรพต ฉะนั้น
พญานกแขกเต้าเห็นดังนั้นแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะสรรเสริญท้าวสักกเทวราช
ได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญสุข พร้อมกับพระญาติทั้งปวง เหมือนข้าพระบาทมีความสุขเพราะได้เห็นต้นไม้ผลิตผลในวันนี้ ฉะนั้นเถิด.
ส่วนท้าวสักกเทวราช ครั้นประทานพรแก่พญานกแขกเต้านั้นแล้ว ทรงทำต้นมะเดื่อให้มีผลเรื่อยไป แล้วเสด็จกลับวิมานของพระองค์พร้อมกับนางสุชาดา
พระศาสดาได้ทรงวางอภิสัมพุทธคาถา ที่ให้แสดงถึงเนื้อความนั้นไว้ในตอนสุดท้ายว่า :-
ท้าวสักกเทวราชประทานพรแก่พญานกแขกเต้า ทำต้นไม้ให้มีผลแล้ว พาพระมเหสีเสด็จกลับเทพนันทนวัน.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วตรัสว่า นี่แหละเธอ โบราณกบัณฑิตแม้เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานยังไม่โลภอาหาร เธอบวชในศาสนาเห็นปานนี้ ไฉนจึงยังโลภอาหารอยู่ เธอจงไปอยู่ในที่นั้นแหละ ดังนี้ แล้วทรงสอนพระกรรมฐานแก่ภิกษุนั้น
ครั้นเธอไปอยู่ที่นั้นแล้ว เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัต
พระพุทธองค์ทรงประชุมชาดกว่า
ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอนุรุทธะ ในบัดนี้
พระยานกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหาสุวราชชาดกที่ ๓
-----------------------------------------------------