วันที่ ๒๗ - ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ ผมไปเวียงจันทน์    เพื่อร่วมประชุม 13th AAAH Conference : Building a Resiliant Health Workforce and Preparing for Future Public Health Emergencies    ที่เน้นหลักการว่ากำลังคนที่มี resilience ประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ ๒ อย่าง คือ Competence กับ Commitment    ดูรายละเอียดได้ที่ (๑) 

วันที่ ๒๘ เป็นวันดูงาน   มี ๓ ที่   ผมเลือกเส้นทางที่ ๓  ไปดู หมู่บ้าน OneHealth  ที่หมู่บ้านนากุง  อ. เซทะนี    โดยจ้องไปทำความเข้าใจว่าลาวดำเนินการตาม R = C + C อย่างไร    เหตุผลที่เลือกเส้นทางนี้ เพราะอยากไปดูสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบท 

AAAH เป็นการรวมตัวกันของ ๒๒ ประเทศ   เพื่อหาทางยกระดับสมรรถนะของกำลังคนด้านสุขภาพ  โดยมี ๓ ยุทธศาสตร์คือ capacity building, knowledge sharing, และ policy advocacy  ผมจึงเตรียมไปร่วมงานครั้งนี้เพื่อจ้องดูว่า AAAH ที่จัดการโดย มูลนิธิ IHPP ที่ผมเป็นประธาน   จะทำหน้าที่ให้เกิดผลดีเพิ่มขึ้นได้อย่างไร      

ผมจ้องไปดูว่า ประเทศลาวดำเนินการตามการประชุม Sub-theme 2: Strengthening primary health care with a One Health approach อย่างไร   จ้องไปดูว่าระบบสุขภาพปฐมภูมิของลาวเป็นอย่างไร    เนื่องจากการประชุมครั้งนี้เน้นการใช้ digital tools หนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ  การเตรียมรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข  และระบบสุขภาพหนึ่งเดียว    ผมจึงจ้องไปเรียนรู้ว่าลาวตีความ สุขภาพหนึ่งเดียว อย่างไร    ดำเนินการอย่างไร    ใช้เครื่องมือดิจิทัลหนุนอย่างไร     

เช้าวันที่ ๒๗ ตุลาคม ผมเปลี่ยนสวิตช์สมองมาที่การประชุม 13th AAAH Conference นี้    และเห็นชัดเจนว่า ทีมงานของ IHPP ทำงานเข้มแข็งมาก   มีการใช้ App Whova เพื่อสร้าง social network ระหว่างผู้เข้าร่วมประชุม   แต่ผมไม่ถนัด และไม่ใช่เป้าหมายหลักในการเข้าประชุมของผม   ที่ต้องการทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์และสะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้ในมิติที่ลึก ส่งต่อให้แก่ทีมทำงาน   

ทีมจัดการประชุมใช้พลังดิจิทัลสื่อสารหลักการของการประชุม ดังนี้

   

ข้างบนนั้น เขียนก่อนไปดูงาน 

เอกสารประประชุม ระบุรายละเอียดของการดูงาน สายที่ ๓ ในชื่อ A journey towards One Health Village Model Site 3 Nakoung Village, Xaythany District, Vientiane Capital   โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้   OneHealth Village Model: Focuses on integrated disease surveillance and preparedness at the community level, emphasizing collaboration between human, animal, and environmental health sectors. ● Capacity Building: Ongoing training for local health volunteers and a system for identifying essential workforce competencies. ● Cross-Country Implementation: The pilot model aims to expand nationwide, with structured plans for governance, financial management, and accountability. Site Visit Highlight: Nakoung Village serves as a sub-urban agricultural hub, demonstrating how multisectoral collaboration can strengthen health resilience in rural agricultural communities. This model integrates health, agriculture, and environmental practices to address potential risks from human-animal-environment interactions. Ongoing training for local health volunteers and community leaders, focusing on identifying and building essential workforce competencies in health and disease preparedness. The pilot model is designed to expand nationwide in 2025, participants will collaborate with the Ministry of Health of Lao PDR and key partners, including the French Embassy and LAOHUN, to support the countrywide implementation of the One Health Village Model. This initiative focuses on strengthening integrated disease surveillance and preparedness at the community level.

วันที่ ๒๘ ตุลาคม เราออกเดินทางเวลา  ๘ น. เศษ โดยรถบัสคันใหญ่ ๒ คัน   ผู้ไปร่วมราวๆ ๕๐ คน    เขาบอกว่าระยะทาง ๓๕ ก.ม. แต่ผมคิดว่ากว่า ๕๐ ก.ม.  ข้ามแม่น้ำงึมไปอีกหลาย ก.ม. ไปลงรถที่โรงเรียนประถมนากุง  มีนักเรียน ๒๐๐ ครู ๕ คน   มาเข้าแถวโบกธงต้อนรับท่ามกลางแดดจ้า   แล้วเราเดินบนถนนคอนกรีตผ่านหมู่บ้านไปที่วัดสถานที่ประชุมเสนอข้อมูลเรื่องราวของ LAOHUN OneHealth Initiatives ที่ได้รับการสนับสนุนจาก USAID      

ระหว่างเดินผ่านศูนย์กลางชุมชนของหมู่บ้าน ผมระลึกชาติกลับไปสมัยเป็นเด็ก ว่าอยู่ในสภาพบรรยากาศคล้ายคลึงกัน     ติดใจร้านชำสองข้างทาง ว่าคล้ายกับบ้านผมสมัย ๗๐ ปีก่อน   เพียงแต่ที่บ้านผมถนนหน้าบ้านเป็นถนนลูกรัง    และจินตนาการว่า ในไม่ช้าร้านเหล่านี้จะหายไปแบบเดียวกับที่เมืองไทย   เพราะโดนเชนร้านสะดวกซื้ออย่างเช่นเซเว่นทำลาย   

เดินไปประมาณสองสามร้อยเมตร ก็ถึงวัด สถานที่ประชุมซึ่งเป็นศาลาการเปรียญที่กว้างขวางรองรับคนประมาณเกือบร้อยคนได้สบาย    มีมะพร้าวอ่อนลูกโตให้ดูดน้ำแก้กระหาย  และข้าวหลามกระบอกโตไว้ให้กินแก้หิว  แถมด้วยกล้วยสุกและกล้วยแผ่นทอดกรอบแสนอร่อย   

เราได้เรียนรู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติคล้ายเมืองไทยสมัยสี่ห้าสิบปีก่อน   มีน้ำหลากทุกปี    เป็นวิถีชีวิตของเกษตรกร   โครงการ LAOHUN OneHealth Village เริ่มปี ๒๕๖๒  ดำเนินการโดย ๕ มหาวิทยาลัย รวมตัวกันเป็น One Health University Network   มีเจ้าหน้าที่ประจำ ๒ คน   นอกนั้นเป็นผู้ทำงาน part-time   มีเป้าหมาย เพื่อพัฒนา One Health Village Model ของลาว   สำหรับขยายไปทั่วประเทศ    มีหัวหน้าคือ รศ. นพ. ฟองสมุทร สุธรรมวงศ์ 

ได้เรียนรู้ระบบสาธารณสุขลาว ว่ามี ๔ ระดับ จากระดับประเทศ ไปถึงระดับหมู่บ้าน   ระบบการศึกษาผลิตกำลังคนสาธารณสุข มี 4 College of Health Science, 5 Public Health College   ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก แนะนำให้มี Health Workforce 4.45 คน ต่อประชากร ๑,๐๐๐ คน   สถานการณ์ในลาวถดถอยลง เพราะเจ้าหน้าที่ลาออก    โครงการ LAOHUN มีแผนสร้าง VHW – Village Health Worker   ๓๐๐ คน ที่ผ่ามาสร้างแล้ว ๑๕๐ คน   ฝึก ๖ เดือน แล้วออกไปทำงานในชนบท   โดยมีทักษะหลัก ๘ ทักษะ ได้แก่  การสื่อสาร  ภาวะผู้นำ ความร่วมมือ  คิดกระบวนระบบ  จัดการความรู้ วิจัย  ฯลฯ (จดไม่ทัน)    เท่ากับเขามีทั้ง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหมู่บ้าน  และอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน   

   เขาบอกว่า โครงการดำเนินการมา ๕ ปี ได้พัฒนา Public Health Village แล้ว   เป้าหมายต่อไปในปีที่ ๖ คือ พัฒนา One Health Village   ที่สำหรับผม มองว่าเป็นการสื่อความอ่อนแอ มุ่งรอรับความช่วยเหลือต่างประเทศ    

ที่น่าภูมิใจสำหรับประเทศไทยคือ เขาเสนอโครงการความร่วมมือกับ มข. นำ ละว้าโมเดล ลดการแพร่โรคพยาธิใบไม้ตับที่นำสู่มะเร็งท่อน้ำดี มาใช้ในพื้นที่นี้   

นายบ้านนากุง ท้าวสมบูรณ์ สิทธิสงคราม เสนอว่าบ้านนกุงก่อตั้งปี 1740    อายุ ๒๘๔ ปี    พลเมือง ๑,๘๘๐ คน    ๓๙๕ ครอบครัว   ๓๖๘ หลังคาเรือน    มี อสม. ๕ คน   อาสาสมัครสุขภาพสัตว์ ๑ คน   และจะมีการตั้งอาสาสมัครสิ่งแวดล้อมเร็วๆ นี้    เป็นหมู่บ้านที่มีโรงเรียนประถม ๑ แห่ง   วัด ๑ วัด   เป็นหมู่บ้านต้นแบบสุขภาพหนึ่งเดียว   

อสม. แก้วประเสริฐ แก้วมหาวงศ์ เล่าว่า ในหมู่บ้านนากุงมี อสม. ๕ คน    แต่งตั้งโดยนายบ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๐   ในปี ๒๕๕๖ เกิดการระบาดของไข้ยุงลาย    อสม. ทำหน้าที่ติดตามการกำจัดลูกน้ำยุงลาย ๒ ครั้งต่อเดือน   ให้สุขศึกษาแก่ชาวบ้าน   เผยแพร่หลักสุขศึกษา ๕ ข้อ   ให้ชาวบ้านลงนามข้อตกลง ๕ ข้อ    อสม. ทำหน้าที่ประสานงานกับสัตวแพทย์ - บ้าน - โรงพยาบาล   ได้เข้ารับการอบรมสุขภาพหนึ่งเดียว การสร้างบ้าน และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพหนึ่งเดียว     

หลังจากนั้น เป็นการประชุมกลุ่ม เพื่อระดมความคิดตอบคำถาม (๑) ความท้าทาย  (๒) โอกาส  และ (๓) การดำเนินการในอนาคต    แล้วนำเสนอผลการประชุมกลุ่ม   ที่เสนอคือ เป้าหมายร่วม  ข้อมูล วงจรเรียนรู้  ระบบ surveillance   การฝึกอบรมต่อเนื่อง  ลำดับความสำคัญด้านสุขภาพ

ที่น่าประทับใจคือ นศพ. ปี ๒ ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นตัวแทนกลุ่มหนึ่งนำเสนอผลการประชุมกลุ่ม เน้นที่ความสามารถในการวิเคราะห์ของชาวบ้าน      

เรานั่งรถกลับมาที่ร้านอาหารริมแม่น้ำงึม ใกล้สะพานข้ามแม่น้ำ   กินอาหารเที่ยงที่สุดอร่อย   ที่อร่อยที่สุดคือปลาแม่น้ำต้มส้ม  คงเป็นเพราะปลาสดมาก   

นอกจากได้เรียนรู้เรื่องระบบสุขภาพลาวแล้ว   ยังได้รู้จักสภาพของการเมืองลาว ว่าเต็มไปด้วยคอร์รัปชั่นไม่แพ้ไทย            

วิจารณ์ พานิช 

๓๐ พ.ย. ๖๗ 

 

1 โรงเรียนประถมบ้านนากุง

 

2 ทางเดินในหมู่บ้าน

3 คนสวมเสื้อสีม่วงเป็น อสม.

4 แนะนำฝรั่งให้รู้จักยุ้งข้าว

5 เดินสู่วัด

6 ศาลาการเปรียญ สถานที่ประชุม

7 นายบ้าน ท้าวสมบูรณ์ สิทธิสงคราม นำเสนอข้อมูล

8 ถ่ายรูปหมู่

9 ร้านอาหารริมน้ำงึม

10 แม่น้ำงึมกับสะพานข้าม