พรรณนาโวหารได้ครอบคลุมทุกรสชาติและบาดอารมณ์ยิ่งนัก ส่วนการบรรยายความก็ไม่เยิ่นเย้อ บอกเล่าผู้คนและเหตุการณ์พื้นบ้านในท้องถิ่นอีสานอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา

กลิ่นฟางและปีกนก

          นับเป็นนิยายเรื่องแรกที่ผมอ่านในรอบหลายปี ที่ผ่านมาผมอ่านแต่เรื่องสั้นและเรื่องเล่า อาจจะต้องจดจำต่อไปอีกด้วยซ้ำว่า เป็นหนังสือนิยายที่ผมเสียตังค์ซื้อเป็นเล่มแรกในชีวิตอีกด้วย

          ส่วนใหญ่ผมจะหาอ่านในห้องสมุด  ต่อมาก็วานให้ลูกชายซื้อแบบออนไลน์ เมื่อต้องเสียตังค์ซื้ออ่านด้วยตัวเอง ก็ต้องตั้งใจอ่านเป็นพิเศษ เจตนาจริงๆนั้นต้องการจะเรียนรู้การเขียนนิยายจากเล่มนี้

          ถือว่าเป็นหนังสือที่มาถูกที่ถูกเวลา คือมาพบเจอกันตอนที่เกษียณแล้ว และผมก็ได้ทำห้องอ่านหนังสือเป็นเอกเทศเสร็จเรียบร้อย ตลอดจนงานก่อสร้างในบ้านที่สับสนวุ่นวายเริ่มจะเบาลงเป็นลำดับ

          จึงพร้อมที่จะเดินเข้าสู่บรรยากาศของกลิ่นฟางและปีกนก ผลงานการเขียนของ เยี่ยม ทองน้อย อดีตข้าราชการครู ที่ผมรู้จักในเฟส จากคำแนะนำของพี่ วงเดือน ทองเจียว นักเขียนที่ผมรักใคร่นับถือ 

          ผมอ่านประวัติผู้เขียนที่อยู่ด้านหลังเป็นลำดับแรก จึงได้รู้ว่ามีถิ่นกำเนิดเกิดและเติบโตที่อีสาน บ้านเดียวกันกับพ่อตาแม่ยายของผม ซึ่งอยู่ยโสธรและอุบลราชธานี ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้ผมอยากอ่านยิ่งขึ้น

          ผมใช้เวลาอ่านอยู่ ๑ สัปดาห์ อ่านจบเร็วกว่านี้ไม่ได้ เพราะผมต้องการซึมซับกลิ่นอายของท้องทุ่งนาที่ผมคุ้นเคย รวมทั้งขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิมของลูกอีสาน ที่ผู้เขียนลงรายละเอียดได้ลึกมาก แต่ผมก็เข้าถึงได้ไม่ยาก ยิ่งอ่านก็เหมือนจะเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆด้วย

          หลายบทหลายตอนผมอ่านแล้วน้ำตาซึม จนถึงหน้าสุดท้ายน้ำตาไหลเลย จึงถือเป็นนิยายที่มีการดำเนินเรื่องได้เยี่ยมสมชื่อผู้เขียนจริง ๆ เป็นการเล่าเรื่องในวัยเด็กที่ไม่ธรรมดา ลึกซึ้งถึงขั้วหัวใจ

          พรรณนาโวหารได้ครอบคลุมทุกรสชาติและบาดอารมณ์ยิ่งนัก ส่วนการบรรยายความก็ไม่เยิ่นเย้อ บอกเล่าผู้คนและเหตุการณ์พื้นบ้านในท้องถิ่นอีสานอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา

          ผ่านตัวละครอันหลากหลายทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กชายคำปัน ที่เป็นพระเอกของเรื่อง ซึ่งเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ขาดทั้งความรักและความอบอุ่น แต่สู้ชีวิตดีเหลือเกิน

          ความทรหดอดทน และความมุ่งมั่นในการอ่าน บนถนนสายการศึกษาของคำปันโดยแท้ ที่ช่วยทำให้คำปันยืนหยัดในจุดหมายของชีวิต แม้จะมีอุปสรรคขวากหนามมากมายก็ตาม

          อ่านแล้วเห็นภาพเลย ถึงการศึกษาเมื่อ ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา โรงเรียนและครู รวมทั้งหลักสูตรประถมศึกษาเป็นอย่างไร ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนเข้มข้นขนาดไหน

          ความเป็นลูกอีสานขนานแท้ของผู้เขียน อ่านได้จากความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของเด็กชายคำปัน ที่ใช้ภาษาถิ่นอีสานได้อย่างลึกซึ้งและงดงาม จึงนับเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่หลงใหลและช่วยอนุรักษ์รากเหง้าทางภาษาได้อย่างน่าชื่นชม

          หลายคำหลายประโยคอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผู้เขียนจะขยายความให้ทันที จนผมรู้สึกว่าความดีความงามของนิยาย”กลิ่นฟางและปีกนก” อยู่ตรงนี้นี่เอง อย่างเช่น.....

          “โอ้ยบ่มีเงินดอก สิอยู่กินกะยากแล้ว” ทองพันบอกคำปันว่าไม่มีเงินซื้อจักรยานให้คำปันหรอก แค่อยู่กินทุกวันนี้ก็ลำบากมากพอแล้ว

          หลายฉากในท้องเรื่องทำให้ผู้อ่านตื่นเต้นเร้าใจ เช่น ตอนที่เด็กๆสองหมู่บ้านชกต่อยกัน ตอนที่ได้ยินเสียงเครื่องบินตกแล้ววิ่งไปดูซากเครื่องบิน และตอนที่คำปันไปหว่านแหจนเกือบจะจมน้ำตาย

          ฉากเลิฟซีนก็มีนิดนึง พอให้ผู้อ่านคิดถึงความรักครั้งแรกกันบ้างไม่มากก็น้อย เช่น ตอนที่คำปันว่ายน้ำเล่นกับคำหอม แม้ความรักยังไม่สุกงอม แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่ารักน่าเอ็นดูแบบเด็กๆ

          ผมขอแนะนำว่ารีบไปหาอ่านกันเถอะ เป็นภาคแรกของนิยายชีวิตและความใฝ่ฝันจากที่ราบสูงที่ควรหยิบฉวยมาไว้ในมือ เป็นนิยายที่ฉุดกระฉากลากใจดีแท้ โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายในตอนจบที่ว่า...

          “เที่ยวทางบ่สุดเส้น  อย่าถอยหลังให้เขาเหยียบ ตายก็ตายหน้าพู้น  คนจังย่องว่าหาญเด้อ บักหล่า” คำสอนของแม่ใหญ่ให้คำปันมุ่งมั่นพยายาม เดินหน้าอย่างกล้าหาญเพื่อพิสูจน์ตน

          ด้วยการทิ้งกลิ่นฟางไว้เบื้องหลังอย่างชั่วคราว แล้วติดปีกโบยบิน เพื่ออนาคตที่ยาวไกล...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒  ธันวาคม  ๒๕๖๗