ชาครชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๙. ชาครชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๑๔)
ว่าด้วยผู้หลับและตื่น
(รุกขเทวดาถามพระโพธิสัตว์ว่า)
[๑๓๕] ในโลกนี้ เมื่อเขาตื่น ใครหลับ เมื่อเขาหลับ ใครตื่น ใครจะเข้าใจปัญหานี้ของเราหนอ ใครจะตอบปัญหานี้แก่เราได้
(พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
[๑๓๖] เมื่อพวกเขาตื่นอยู่ ข้าพเจ้าหลับ เมื่อพวกเขาหลับ ข้าพเจ้าตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหานี้ ข้าพเจ้าขอตอบท่าน
(รุกขเทวดาถามว่า)
[๑๓๗] เมื่อพวกเขาตื่น ท่านหลับอย่างไร เมื่อพวกเขาหลับ ท่านตื่นอย่างไร ท่านเข้าใจปัญหานี้อย่างไร ท่านตอบข้าพเจ้าได้อย่างไร
(พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
[๑๓๘] คนเหล่าใดไม่รู้จักธรรมว่า นี้เป็นสัญญมะ และว่านี้เป็นทมะ เมื่อคนเหล่านั้นหลับอยู่ ข้าพเจ้าก็ตื่นอยู่น่ะซิเทวดา
[๑๓๙] ชนเหล่าใดคลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว เมื่อชนเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าก็หลับนะซิเทวดา
[๑๔๐] เมื่อท่านเหล่านั้นตื่นอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าก็หลับ เมื่อท่านเหล่านั้นหลับแล้วอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็ตื่น ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหานี้อย่างนี้ จึงตอบท่านอย่างนี้
(รุกขเทวดากล่าวสดุดีพระโพธิสัตว์ว่า)
[๑๔๑] ถูกแล้ว เมื่อเขาตื่นท่านหลับ เมื่อเขาหลับท่านตื่น ท่านเข้าใจปัญหานี้ถูกต้องแล้ว จึงตอบเราได้ถูกต้อง
ชาครชาดกที่ ๙ จบ
----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ชาครชาดก
ว่าด้วย ผู้หลับและตื่น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภอุบาสกคนใดคนหนึ่ง แล้วตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ความพิสดารว่า อุบาสกคนนั้นเป็นอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน เดินทางกันดารไปกับพ่อค้าเกวียน. นายกองเกวียนคือหัวหน้าพ่อค้า ปลดเกวียน ๕๐๐ เล่มไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งในทางกันดารนั้น เป็นสถานที่หาน้ำได้สะดวก จัดแจงเคี้ยวของกินแล้ว ก็เข้าที่พักผ่อน. คนเหล่านั้นพากันนอน ณ ที่นั้นๆ แล้วก็หลับไป. ส่วนอุบาสกตั้งใจเดินจงกรมที่ควงต้นไม้ต้นหนึ่ง ใกล้ๆ นายกองเกวียน.
ลำดับนั้น พวกโจร ๕๐๐ คนผู้ต้องการจะปล้นพ่อค้านั้น ได้พากันถืออาวุธนานาชนิดมายืนล้อมพ่อค้านั้นไว้. พวกเขาเห็นอุบาสกนั้นกำลังจงกรมอยู่ คิดว่า พวกเราจักปล้นเวลาอุบาสกคนนี้หลับ แล้วได้พากันอยู่ ณ ที่นั้นๆ. ฝ่ายอุบาสกก็ได้จงกรมอยู่ตลอดราตรี ๓ ยามทีเดียว.
เวลาย่ำรุ่ง พวกโจรพากันทิ้งก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้นที่ถือมาแล้ว พูดว่า นายกองเกวียนผู้เจริญ ท่านได้ชีวิตแล้วเกิดเป็นเจ้าของของสิ่งที่มีอยู่ของท่าน เพราะอาศัยบุรุษคนนี้ผู้ตื่นอยู่ เพราะความไม่ประมาท ท่านควรทำสักการะบุรุษคนนี้ ดังนี้แล้ว จึงหลีกหนีไป.
คนทั้งหลายลุกขึ้นตามเวลานั่นเอง เห็นก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้น ที่พวกโจรเหล่านั้นทิ้งไว้ แล้วพูดว่า พวกเราได้ชีวิตเพราะอาศัยอุบาสกคนนี้ แล้วได้พากันทำสักการะอุบาสก.
ฝ่ายอุบาสกไปสู่ที่ที่ตนต้องการทำกิจเสร็จแล้ว กลับมากรุงสาวัตถีอีก ได้ไปสู่พระวิหารเชตวัน บูชาพระตถาคต ถวายนมัสการแล้วนั่ง เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านไม่ปรากฏตัวหรือ? แล้วจึงกราบทูลเนื้อความนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก ก็ท่านเองไม่หลับนอนปฏิบัติอยู่แต่ไม่ได้คุณพิเศษเลย ฝ่ายบัณฑิตในปางก่อน เมื่อปฏิบัติก็ได้คุณพิเศษ ดังนี้ แล้วถูกอุบาสกทูลขอร้อง จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เติบโตแล้วเรียนศิลปะทุกอย่างที่เมืองตักกสิลาจบ กลับมาอยู่ที่ท่ามกลางเรือน ในเวลาต่อมาก็ออกบวชเป็นฤๅษี ไม่นานเท่าไร ก็ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น เป็นผู้มีอิริยาบถยืนจงกรมอยู่ในถิ่นป่าหิมพานต์ ไม่เข้าถึงการนอน จงกรมอยู่ตลอดทั้งคืน.
ลำดับนั้น เทวดาผู้เกิดบนต้นไม้ใกล้ที่จงกรมของท่านดีใจ ยืนอยู่ที่ค่าคบต้นไม้.
เมื่อจะถามปัญหา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ตื่นอยู่ ใครเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้หลับแล้ว ใครเป็นผู้ตื่น ใครเข้าใจปัญหาข้อนี้ของเรา ใครจะแก้ปัญหาข้อนั้นของเรา.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่น ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนั้น ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหาของท่านได้.
ดังนี้แล้ว ถูกเทวดานั้น ถามคาถานี้ว่า :-
เมื่อคนทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านจะเป็นผู้หลับได้อย่างไร เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ท่านจะเป็นผู้ตื่นได้อย่างไร ท่านเข้าใจปัญหาข้อนี้อย่างไร ท่านจะแก้ปัญหาของข้าพเจ้าอย่างไร? ดังนี้
เมื่อจะพยากรณ์เนื้อความนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ดูก่อนเทวดา ชนเหล่าใดไม่รู้ธรรม คือ สัญญมะและทมะ เมื่อชนเหล่านั้นหลับแล้ว เพราะประมาท ข้าพเจ้าตื่นอยู่.
พระอริยเจ้าเหล่าใด สำรอกราคะโทสะและอวิชชาออกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้หลับแล้ว ท่านเทวดา.
เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้วอย่างนี้ แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้ตื่นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนี้อย่างนี้ ข้าพเจ้าแก้ปัญหาของท่านอย่างนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์แก้ปัญหาอย่างนี้แล้ว เทวดาพอใจ เมื่อจะทำการสดุดีพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ถูกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ท่านได้เป็นผู้ตื่นดีแล้ว ท่านเข้าใจปัญหาข้อนี้ของข้าพเจ้าดีแล้ว ท่านตอบปัญหาของข้าพเจ้าถูกต้องแล้ว.
เทวดานั้น ครั้นทำการสดุดีพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็เข้าไปสู่วิมานของตนทีเดียว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า
เทวดาในครั้งนั้น ได้แก่ อุบลวรรณาเถรี
ส่วนดาบส ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาชาครชาดกที่ ๙
-----------------------------------------------------