วันเสาร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๗ ผมออกไปประชุมข้างนอก กลับมาบ้านเวลา ๑๗ น. พบรถเครนคันใหญ่จอดอยู่ในบ้าน    กำลังตัดต้นไม้    หน้าบ้านมีรถปิ๊กอัพสองคัน มีท่อนไม้เต็มคันรถ       

ลูกสาวเขาถือโอกาสที่พ่อไม่อยู่จัดการหาคนมาตัดต้นไม้ใหญ่ ที่เวลามีพายุฝนกระหน่ำ กิ่งหักไปรกบ้านเขา   รวม ๓ ต้น คือ พญาสัตบรรณ อายุ ๒๗ ปี    หางนกยูงอายุ ๓๐ ปี    และอโศกอินเดีย อายุ ๒๖ ปี    โดยไม่ปรึกษาพ่อเลย    เพราะเขารู้ว่าพ่อรักต้นไม้    หากปรึกษาเขาคิดว่าจะห้ามปราม    แต่จริงๆ แล้ว ผมจะขอให้เขาตัดเหลือไว้ราวๆ ๕ เมตร    อันตรายที่เขากังวลก็จะหมดไป    โดยยังคงได้ร่มเงา ที่ผมให้คุณค่า

ผมตกใจและเสียใจ    แต่อายุที่ผ่านมายาวนานช่วยให้ผมระงับใจ ไม่พูดอะไร    บอกตัวเองให้ทำใจ 

ว่าลูกเขาเป็นผู้ใหญ่ อายุ กว่า ๕๐ ทั้งสองคน   เขามีวิธีคิดของเขา   และเวลานี้เขามองว่าตนเองเป็นผู้ดูแลพ่อแม่    โดยเวลานี้แม่ช่วยตัวเองไม่ได้    พ่อยังทำงานได้ แต่ก็ชราภาพมากแล้ว และความคิดล้าหลังแบบคนแก่   ไม่ทันสมัย   

ถึงเวลาแล้ว ที่ผมจะต้องยอมรับความคุ้มครองของลูก   เปลี่ยนจากที่เราเคยปกป้องคุ้มครองเขา สมัยเขาเป็นเด็ก    บัดนี้เขาเป็นผู้ใหญ่  ตัวเราคล้ายๆ กลับเป็นเด็ก ก็ต้องยอมอยู่ในโอวาทเขา ที่ทำด้วยความปรารถนาดี    แต่ใช้คนละกระบวนทัศน์กับเรา    ในชีวิตนี้ ไม่มีอะไรที่ถูกทั้งหมด หรือผิดทั้งหมด    เขาตัดสินใจไปแล้ว    เราโวยวายก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร    เงียบเสียดีกว่า   

มีรูปลำต้นพญาสัตบรรณต้นนี้ถ่ายเมื่อ ๑๔ ปีก่อน ที่ (๑)   ตอนโดนตัดน่าจะเพิ่มขนาดขึ้นอีกกว่าเท่าตัว    คือเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ ๑ เมตร   หางนกยูงต้นนี้เคยให้ดอกงดงามมาก (๒)   

เช้าวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๗ ผมนั่งพิมพ์บันทึกใน Gotoknow ที่ระเบียงหน้าบ้าน    มองไปยังทัศนียภาพหน้าบ้านที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ๓ ต้น    คือพญาสัตบรรณ  หางนกยูง และสะเดา ที่ลำต้นเอนออกมาขวางทาง รถเครนเข้าไม่ได้    จึงโดนตัดลำต้นหลักออกไปด้วย   เหลือกิ่งเล็กที่ตั้งตรง ไม่ขวางทาง    เป็นทัศนียภาพใหม่ที่โล่ง สวยงามไปอีกแบบ    เป็นโอกาสฝึก resilience ของผู้สูงอายุ                  

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ต.ค. ๖๗   เพิ่มเติม ๑๕ ต.ค. ๖๗