กโปตกชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๕. กโปตกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๗๕)
ว่าด้วยนกพิราบโพธิสัตว์
(กาคิดจะกินปลา จึงกล่าวว่า)
[๑๓๕] บัดนี้แหละเราสบายแล้ว ไม่มีโรค หมดเสี้ยนหนาม นกพิราบก็บินออกไปแล้ว บัดนี้ เราจะทำตามความพอใจ เพราะว่าเนื้อและผักที่เหลือจะทำให้เรามีกำลัง
(นกพิราบกลับมาเห็นกาถูกถอนขนทาด้วยน้ำเปรียงเน่า จึงเยาะเย้ยว่า)
[๑๓๖] นกยางอะไรนี่ มีหงอน เป็นโจร มีเมฆเป็นปู่ แม่นกยาง เจ้าจงลงมาข้างล่างนี้เถิด กาสหายของเราเป็นสัตว์ดุร้าย
(กาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๓๗] ท่านอย่าหัวเราะเยาะ เพราะเห็นข้าพเจ้าถูกลูกชายพ่อครัวถอนขน แล้วทาด้วยผงเมล็ดผักกาดผสมกากเปรียงเช่นนี้เลย
(นกพิราบเย้ยหยันอยู่ว่า)
[๑๓๘] ท่านอาบน้ำชำระกายดีแล้ว ลูบไล้ด้วยของหอมดีแล้ว อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ และที่คอของท่านก็ประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ ท่านได้ไปถิ่นกชังคละมาหรือ
(กาได้กล่าวว่า)
[๑๓๙] มิตรก็ตาม ศัตรูก็ตามของท่าน อย่าได้ไปถิ่นกชังคละเลย เพราะคนในถิ่นกชังคละนั้น ถอนขนแล้วผูกกระเบื้องไว้ที่คอของเรา
(นกพิราบกล่าวว่า)
[๑๔๐] เพื่อนเอ๋ย เจ้าจักประสบความชั่วร้ายเช่นนี้อีก เพราะปกติของเจ้าเป็นเช่นนั้น อาหารของมนุษย์เป็นของที่นกไม่ควรกิน
กโปตกชาดกที่ ๕ จบ
อัฑฒวรรคที่ ๓ จบ
----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
กโปตกชาดก
ว่าด้วย โภคะของมนุษย์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุโลภรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เรื่องภิกษุโลภได้ให้พิสดารแล้ว โดยเรื่องราวมิใช่น้อยเลย.
ส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้โลภจริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เธอก็เป็นคนโลภมาแล้ว ก็เพราะความเป็นคนโลภ จึงได้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกพิราบ อยู่ในกระเช้าที่เขาทำเป็นรังนก ในโรงครัวของท่านพาราณสีเศรษฐี. ครั้งนั้น มีกาตัวหนึ่งอยากได้เนื้อปลา จึงกระทำไมตรีกับนกพิราบนั้น ได้อยู่ในกระเช้ารังนั้นเหมือนกัน.
วันหนึ่ง กานั้นเห็นเนื้อปลามากมาย คิดว่าจักกินเนื้อปลานี้ จึงนอนถอนใจอยู่ในกระเช้าที่เป็นรังนั่นแหละ แม้นกพิราบจะกล่าวว่า มาเถอะสหาย พวกเราจักไปหากินกัน ก็กล่าวว่า ฉันมึนเมาเพราะอาหารไม่ย่อย ท่านจงไปเถอะ
เมื่อนกพิราบนั้นไปแล้ว คิดอยู่ว่า เสี้ยนหนามคือศัตรูของเราไปแล้ว บัดนี้ เราจักกินเนื้อปลาได้ตามชอบใจ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
บัดนี้ เราเป็นสุข ไม่มีโรค นกพิราบผู้เป็นเสี้ยนหนามในหทัย บินไปแล้ว บัดนี้ เราจักกระทำความยินดีแห่งหทัย เพราะเหตุว่าชิ้นเนื้อและแกงจะทำให้เราเกิดกำลัง.
กานั้น เมื่อพ่อครัวทอดเนื้อปลาแล้วออกไปเช็ดเหงื่อออกจากตัว จึงออกจากกระเช้าแล้ว แอบอยู่ในภาชนะใส่เครื่องปรุงอาหารให้มีรส ภาชนะใส่เครื่องเทศ ทำให้เกิดเสียงดังกริ้กๆ พ่อครัวจึงมาจับกาถอนขนออกหมด แล้วบดขิงสดกับแป้งและเมล็ดผักกาด ขยำกระเทียมเข้ากับเปรียงบูด ทาจนทั่วตัว แล้วเราะกระเบื้องอันหนึ่ง เจาะให้ทะลุร้อยด้ายผูกไว้ที่คอกานั้น ใส่มันเข้าไว้ในรังกระเช้าตามเดิม ได้ไปแล้ว.
นกพิราบกลับมาเห็นดังนั้น เมื่อจะทำการเยาะเย้ยว่า นี่นกยางอะไรมานอนอยู่ในกระเช้าของสหายเรา ก็สหายของเรานั้นดุร้าย กลับมาแล้วจะพึงฆ่าเจ้าเสีย
จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
นี่นกยางอะไรมีหงอน ขี้ขโมยเป็นปู่นก โลดเต้นอยู่ แน่ะนกยาง ท่านจงออกมาข้างนอกเสีย กาผู้เป็นสหายของเราดุร้าย.
กาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
ท่านได้เห็นเรามีขนอันพ่อครัวถอนหมด แล้วทาด้วยแป้งเช่นนี้ ไม่ควรจะหัวเราะเยาะเลย.
นกพิราบนั้นกระทำการหัวเราะอยู่นั่นแล จึงกล่าวคาถาที่ ๔ อีกว่า :-
ท่านอาบดีแล้ว ลูบไล้ดีแล้ว เอิบอิ่มไปด้วยข้าวและน้ำ และมีแก้วไพฑูรย์อยู่ที่คอ ได้ไปกชังคละประเทศมาหรือ.
ลำดับนั้น กาจึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :-
คนผู้เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูของท่านก็ตาม อย่าได้ไปกชังคละประเทศเลย เพราะในกชังคละประเทศนั้น คนทั้งหลายถอนขนของเราออกแล้วผูกกระเบื้องกลมไว้ที่คอ.
นกพิราบได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า:-
แน่ะสหาย ท่านจะประสบสภาพเห็นปานนี้อีก เพราะปกติของท่านเป็นเช่นนี้ ธรรมดาของบริโภคของมนุษย์ ไม่เป็นของที่พวกนกจะกินได้ง่ายเลย.
นกพิราบนั้นโอวาทกานั้น ด้วยประการดังนี้แล้วก็ไม่อยู่ในที่นั้น ได้กางปีกบินไปที่อื่นแล้ว. ฝ่ายกาก็ถึงความสิ้นชีวิตอยู่ในที่นั้นนั่นเอง.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งสี่ แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้โลภได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล.
กาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุผู้โลภ ในบัดนี้
ส่วนนกพิราบในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากโปตกชาดกที่ ๕
-----------------------